วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน

“อินโดนีเซีย” เจอ “ไฟป่า” เผาพื้นที่กว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ “มลพิษข้ามพรมแดน” กระทบสุขภาพประชาชนนับล้านในอาเซียน 

KEY POINTS

  • ไฟป่าในอินโดนีเซียเผาทำลายพื้นที่แล้วกว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วภูมิภาคอาเซียน
  • สาเหตุหลักกว่า 99% มาจากการเผาป่าโดยฝีมือมนุษย์เพื่อทำการเกษตร โดยมีปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้เกิดภัยแล้งเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
  • ควันพิษได้สร้างวิกฤติด้านสาธารณสุขในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ อีกทั้งการเผาป่าพรุยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมหาศาล

“อินโดนีเซีย” กำลังเจอ “ไฟป่า” ครั้งรุนแรง โดยควันพิษจากการเผาป่าและป่าพรุทำให้เกิด “มลพิษข้ามพรมแดน” แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และแพร่กระจายไปไกลถึงประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาวะทางร่างกายของประชาชนในวงกว้าง และคุกคามความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตและสัตว์ป่าหลายสายพันธุ์

ข้อมูลเชิงสถิติจากกระทรวงป่าไม้แห่งอินโดนีเซีย ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2026 มีพื้นที่ป่าไม้และผืนดินถูกเผาทำลายไปแล้วกว่า 1,262,500 ไร่ ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ถึงสามเท่า เฉพาะในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มีพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 590,869 ไร่ ส่วนใหญ่เกิดในเกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน 

 

สาเหตุไฟป่า

สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์แห่งอินโดนีเซีย (BMKG) ยังระบุอีกว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” กลายเป็นตัวเร่งความรุนแรงของไฟป่า เพราะเอลนีโญทำให้เกิดภัยแล้งที่รุนแรง และยาวนานกว่าปกติ สภาพเช่นนี้ส่งผลให้เศษไม้ ใบไม้ และพืชพรรณธรรมชาติแห้งกรอบ จนกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่พร้อมจะลุกไหม้ได้ง่ายดาย และรวดเร็ว เมื่อเผชิญกับประกายไฟเพียงเล็กน้อย 

แม้ว่าระดับความเสียหายในปีนี้ จะยังไม่รุนแรงเท่ากับในปี 2015 ที่ไฟป่าเผาทำลายพื้นที่ไปถึง 16,250,000 ไร่ แต่ไฟป่าในปี 2026 กลับลุกลามอย่างรวดเร็วพุ่งสูงเกินระดับของปี 2019 และปี 2023 อีกทั้งยังเกิดจุดความร้อนใหม่ปรากฏขึ้นในพื้นที่ ที่ไม่คุ้นเคย เช่น บนเกาะชวา เกาะสุลาเวสี และปาปัวตะวันตก 

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน
ไฟไหม้ใน จ.สุมาตราใต้
เครดิตภาพ: REUTERS/Abriansyah Liberto

โดยพื้นที่เมเราเก ทางตอนใต้ของปาปัว กลายมาเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของวิกฤติไฟป่า ซึ่งโยซี อาเมเลีย หัวหน้าโครงการด้านภูมิอากาศ และระบบนิเวศจากมาดานี เบอร์เกลันจูตัน ระบุว่า “พื้นที่ดังกล่าวมีการแผ้วถางป่า เพื่อจัดตั้งนิคมเกษตรกรรมและโครงการพลังงานขนาดใหญ่”

ขณะเดียวกัน ป่าพรุทางตอนใต้ของปาปัวเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าในบริเวณนี้ เพราะตามปกติแล้วป่าพรุจะมีความชื้น และน้ำขังอยู่เสมอ ซึ่งยากต่อการติดไฟ แต่เมื่อพื้นที่เหล่านี้ถูกระบายน้ำออก เพื่อทำเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม ดินพรุก็จะแห้ง และกลายสภาพเป็นเชื้อเพลิงที่ไวไฟอย่างยิ่ง 

ป่าพรุเขตร้อนในอินโดนีเซีย เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนรวมกันสูงถึงประมาณ 57 กิกะตัน หรือคิดเป็น 30% ของคาร์บอนในป่าพรุทั้งหมดทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเกาะกาลิมันตัน ที่มีการสำรวจพบชั้นดินพรุที่ทับถมหนาเกินกว่า 20 เมตร ซึ่งดินพรุที่ลึกระดับนี้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้หนาแน่นมากกว่า 6,000 ตันต่อพื้นที่ 6.25 ไร่

เมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้นในพื้นที่ป่าพรุที่แห้งแล้ง เพลิงไหม้จะลุกลามลงสู่ใต้พื้นดิน และคุกรุ่นอยู่ข้างใต้เป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนโดยยากที่จะเข้าถึง และดับให้สนิทได้ พร้อมปลดปล่อยคาร์บอนโบราณออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว คาดว่าหากป่าพรุขนาด 6.25 ไร่ ถูกเผาทำลาย จะปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ถึง 4,800 คันรวมกันในหนึ่งปี 

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน ไฟป่าในกาลิมันตัน
เครดิตภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan 

ดร.นิซา โนวิตา นักวิจัยด้านป่าพรุจากมูลนิธิอนุรักษ์ธรรมชาติอินโดนีเซีย (YKAN) กล่าวว่า พื้นที่ป่าพรุเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาวะที่มีน้ำท่วมขังจะชะลอการย่อยสลาย ทำให้คาร์บอนสะสมอยู่ใต้ดินได้ยาวนานนับพันปี แต่สิ่งนี้ก็หมายความว่าป่าพรุอาจกลายสภาพเป็น “ระเบิดคาร์บอน” (carbon bomb) ทันทีเมื่อถูกระบายน้ำหรือถูกเผาทำลาย เพราะคาร์บอนสะสมเหล่านั้นจะถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมหาศาล

ดังนั้น การคืนความชุ่มชื้นให้แก่ป่าพรุ และการปิดกั้นช่องทางระบายน้ำเชิงพาณิชย์อย่างถาวร จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากดินพรุที่เสื่อมโทรมลงได้มากถึงร้อยละ 50-65 และยังเป็นการตัดวงจรการเกิดไฟป่าใต้ดินได้อย่างถาวร สามารถปกป้องสุขภาวะของประชากร และเสถียรภาพทางภูมิอากาศโลกไปได้พร้อมกัน 

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน อาสากำลังดับไฟป่าในกาลิมันตัน
เครดิตภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan 

 

ผลกระทบข้ามพรมแดน

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ไฟติดขึ้นได้ รอนนี พี ซาสมิตา นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันปฏิบัติการยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจอินโดนีเซีย กล่าวว่า กว่า 99% ของประกายไฟเหล่านั้นล้วนมีต้นตอมาจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น

สาเหตุที่ชาวบ้านเลือกเผาไร่ที่ดินทางการเกษตร เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย และถูกที่สุด เพราะการใช้เครื่องจักรหนักแผ้วถางป่าพรุขนาด 6.25 ไร่ มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 566-850 ดอลลาร์ แต่ในทางตรงกันข้าม การใช้วิธีแผ้วถาง และเผาป่ากลับมีต้นทุนเพียงแค่ 28-57 ดอลลาร์ต่อ 6.25 ไร่เท่านั้น นั่นเท่ากับการเผาป่าถูกกว่าถึง 95% ทั้งที่การเผาป่าสร้างค่าเสียหายเชิงนิเวศมูลค่ากว่า 2,436 ดอลลาร์ต่อ 6.25 ไร่

ควันพิษจากการเผาไร่ ทำให้เกิดวิกฤติสาธารณสุขครั้งใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อทางระบบหายใจเฉียบพลันพุ่งสูงกว่า 15.7 ล้านราย และในจำนวนนั้นเป็นผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันกว่า 50,000 รายในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งมีเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบรวมอยู่ด้วยมากกว่า 12,000 ราย

ฟาห์ริน รามาเดียนโต นักดับเพลิงอาสาในพื้นที่บันจาร์บารู จ.กาลิมันตันใต้ กล่าวว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ ควันไฟป่าพรุมีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายไม้ผุไหม้ไฟ เพราะดินป่าพรุประกอบด้วยเศษไม้ผุ และอินทรียวัตถุจากแหล่งต่างๆ ทับถมกัน”

ขณะที่ ดวี ซูจัตโมโก นักดับเพลิงอาสาอีกคน กล่าวว่า ควันไฟป่าในครั้งนี้มีลักษณะคล้ายแก๊สน้ำตา โดยระบุว่า “เมื่อควันปะทะจมูก ดวงตาของคุณจะแสบร้อนในทันที ทุกคนพูดกันว่าไฟป่ารอบนี้มีความรุนแรงเกินปกติ ทั้งเปลวเพลิง และควันหนาทึบ ซึ่งเป็นเรื่องจริง และหากไฟใต้ดินป่าพรุแพร่กระจายจนไม่สามารถควบคุมได้ ความสูญเสียจะมากมายมหาศาล” 

ควันจากการเผาป่าในอินโดนีเซีย ส่งผลให้โรงเรียนนับร้อยแห่งในรัฐซาราวัก  ของมาเลเซียต้องปิดทำการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพของเด็กนักเรียน และข้ามไปถึงฟิลิปปินส์ ทำให้คุณภาพอากาศในแถบกรุงมะนิลา อยู่ในระดับอันตรายขั้นวิกฤติ โดยมีปริมาณฝุ่นละอองที่เป็นพิษสูงกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลกถึงกว่าสี่เท่า จนทางการต้องประกาศเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 เพื่อป้องกันตัว

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน

มลพิษจากควันไฟป่าใน จ.สุมาตราใต้
เครดิตภาพ: REUTERS/Abriansyah Liberto 

 

แก้ปัญหาเผาป่า

ในตอนนี้ ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และกำลังเร่งตามหาผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อมลพิษได้ 72 ราย และกำลังขยายผลสืบสวนหาหลักฐานทางการเงินว่ามีบริษัทใดว่าจ้างหรือสนับสนุนการแผ้วถางครั้งนี้ 

รีซัล อิราวาน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งอินโดนีเซียได้กล่าวย้ำจุดยืนของรัฐว่า “เราจะตรวจสอบว่าไฟเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุหรือจงใจจุด แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด หลักความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัดจะถูกนำมาบังคับใช้ทันที เมื่อตรวจพบอัคคีภัยภายในพื้นที่สัมปทานของบริษัท”

อย่างไรก็ตาม องค์กรภาคประชาสังคมมองว่ามาตรการที่มีอยู่ ยังคงเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และขาดมิติของการป้องกัน โยซี อาเมเลีย จาก Madani Berkelanjutan กล่าวว่า “เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อไฟป่า ไม่ควรมองว่าเป็นแค่ภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่มันคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการผืนป่า ผังเมือง สิทธิการครอบครองที่ดิน ตลอดจนระบบจัดการน้ำ”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีเงินเพียงพอในการแก้ปัญหา เนื่องจากส่วนกลางได้ลดเงินกองทุนโอนเงินส่วนท้องถิ่น ส่งผลให้หน่วยป้องกันภัยใน จ.กาลิมันตันตะวันตก มีจำนวนเจ้าหน้าที่ดับป่าไม่เพียงพอ โดยเจ้าหน้าที่ดับป่า 1 รายต้องรับผิดชอบพื้นที่เผาไหม้สูงถึง 900 ไร่ 

ยิ่งไปกว่านั้น กฎระเบียบทางราชการที่เข้มงวดเกินไป ทำให้สภานิติบัญญัติไม่สามารถปลดล็อกงบประมาณฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 3.96 ล้านดอลลาร์ ออกมาใช้สู้ภัยได้ทันท่วงที ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครในพื้นที่ดับไฟโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐาน และเครื่องสูบน้ำ

เพื่อหยุดยั้งวงจรอุบาทว์ ที่กำลังแผดเผาอนาคต และสร้างภัยพิบัติต่อสุขภาพของมนุษยชาตินี้ รอนนี พี ซาสมิตา แนะแนวทางแก้ไขว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องมีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการดำเนินงานปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยแผนที่สิทธิสัมปทานป่าไม้ทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใส และการยึดทรัพย์สินของนายทุนผู้กระทำผิดโดยใช้กฎหมายฟอกเงิน 

ควบคู่ไปกับ การจัดสรรงบประมาณผ่านนโยบายการโอนเงินจัดสรรงบประมาณเชิงนิเวศน์ เพื่อจูงใจให้ท้องถิ่นร่วมปกป้องผืนป่าพรุ และบูรณาการความร่วมมือข้ามชาติภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) เพื่อยุติมลพิษจากไฟป่าอย่างยั่งยืน

 

 

ที่มา: ABC, Asia Times, BBC, CNA

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน

อาสาดับไฟป่าในกาลิมันตัน
เครดิตภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์