วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน

“อินโดนีเซีย” เจอ “ไฟป่า” เผาพื้นที่กว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ “มลพิษข้ามพรมแดน” กระทบสุขภาพประชาชนนับล้านในอาเซียน 

KEY POINTS

  • ไฟป่าในอินโดนีเซียเผาทำลายพื้นที่แล้วกว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วภูมิภาคอาเซียน
  • สาเหตุหลักกว่า 99% มาจากการเผาป่าโดยฝีมือมนุษย์เพื่อทำการเกษตร โดยมีปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้เกิดภัยแล้งเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
  • ควันพิษได้สร้างวิกฤตด้านสาธารณสุขในหลายประเทศ เช่น มาเลเซียและฟิลิปปินส์ อีกทั้งการเผาป่าพรุยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมหาศาล

อินโดนีเซีย” กำลังเจอ “ไฟป่า” ครั้งรุนแรง โดยควันพิษจากการเผาป่าและป่าพรุทำให้เกิด “มลพิษข้ามพรมแดน” แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และแพร่กระจายไปไกลถึงประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาวะทางร่างกายของประชาชนในวงกว้าง และคุกคามความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตและสัตว์ป่าหลายสายพันธุ์

ข้อมูลเชิงสถิติจากกระทรวงป่าไม้แห่งอินโดนีเซีย ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2026 มีพื้นที่ป่าไม้และผืนดินถูกเผาทำลายไปแล้วกว่า 1,262,500 ไร่ ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ถึงสามเท่า เฉพาะในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 590,869 ไร่ ส่วนใหญ่เกิดในเกาะสุมาตรา และกาลิมันตัน 

 

สาเหตุไฟป่า

สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศวิทยา และธรณีฟิสิกส์แห่งอินโดนีเซีย (BMKG) ยังระบุอีกว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” กลายเป็นตัวเร่งความรุนแรงของไฟป่า เพราะเอลนีโญทำให้เกิดภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานกว่าปรกติ สภาพเช่นนี้ส่งผลให้เศษไม้ ใบไม้ และพืชพรรณธรรมชาติแห้งกรอบ จนกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่พร้อมจะลุกไหม้ได้ง่ายดายและรวดเร็ว เมื่อเผชิญกับประกายไฟเพียงเล็กน้อย 

แม้ว่าระดับความเสียหายในปีนี้ จะยังไม่รุนแรงเท่ากับในปี 2015 ที่ไฟป่าเผาทำลายพื้นที่ไปถึง 16,250,000 ไร่ แต่ไฟป่าในปี 2026 กลับลุกลามอย่างรวดเร็วพุ่งสูงเกินระดับของปี 2019 และปี 2023 อีกทั้งยังเกิดจุดความร้อนใหม่ปรากฏขึ้นในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เช่น บนเกาะชวา เกาะสุลาเวสี และปาปัวตะวันตก 

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน
ไฟไหม้ใน จ.สุมาตราใต้
เครดิตภาพ: REUTERS/Abriansyah Liberto

โดยพื้นที่เมเราเก ทางตอนใต้ของปาปัว กลายมาเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของวิกฤติไฟป่า ซึ่งโยซี อาเมเลีย หัวหน้าโครงการด้านภูมิอากาศและระบบนิเวศจากมาดานี เบอร์เกลันจูตัน ระบุว่า “พื้นที่ดังกล่าวมีการแผ้วถางป่า เพื่อจัดตั้งนิคมเกษตรกรรมและโครงการพลังงานขนาดใหญ่”

ขณะเดียวกัน ป่าพรุทางตอนใต้ของปาปัวเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าในบริเวณนี้ เพราะตามปรกติแล้วป่าพรุจะมีความชื้นและน้ำขังอยู่เสมอ ซึ่งยากต่อการติดไฟ แต่เมื่อพื้นที่เหล่านี้ถูกระบายน้ำออก เพื่อทำเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม ดินพรุก็จะแห้งและกลายสภาพเป็นเชื้อเพลิงที่ไวไฟอย่างยิ่ง 

ป่าพรุเขตร้อนในอินโดนีเซีย เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนรวมกันสูงถึงประมาณ 57 กิกะตัน หรือคิดเป็น 30% ของคาร์บอนในป่าพรุทั้งหมดทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเกาะกาลิมันตัน ที่มีการสำรวจพบชั้นดินพรุที่ทับถมหนาเกินกว่า 20 เมตร ซึ่งดินพรุที่ลึกระดับนี้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้หนาแน่นมากกว่า 6,000 ตันต่อพื้นที่ 6.25 ไร่

เมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้นในพื้นที่ป่าพรุที่แห้งแล้ง เพลิงไหม้จะลุกลามลงสู่ใต้พื้นดินและคุกรุ่นอยู่ข้างใต้เป็นระยะเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนโดยยากที่จะเข้าถึงและดับให้สนิทได้ พร้อมปลดปล่อยคาร์บอนโบราณออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว คาดว่าหากป่าพรุขนาด 6.25 ไร่ ถูกเผาทำลาย จะปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ถึง 4,800 คันรวมกันในหนึ่งปี 

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน ไฟป่าในกาลิมันตัน
เครดิตภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan 

ดร.นิซา โนวิตา นักวิจัยด้านป่าพรุจากมูลนิธิอนุรักษ์ธรรมชาติอินโดนีเซีย (YKAN) กล่าวว่า พื้นที่ป่าพรุเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาวะที่มีน้ำท่วมขังจะชะลอการย่อยสลาย ทำให้คาร์บอนสะสมอยู่ใต้ดินได้ยาวนานนับพันปี แต่สิ่งนี้ก็หมายความว่าป่าพรุอาจกลายสภาพเป็น “ระเบิดคาร์บอน” (carbon bomb) ทันทีเมื่อถูกระบายน้ำหรือถูกเผาทำลาย เพราะคาร์บอนสะสมเหล่านั้นจะถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมหาศาล

ดังนั้น การคืนความชุ่มชื้นให้แก่ป่าพรุและการปิดกั้นช่องทางระบายน้ำเชิงพาณิชย์อย่างถาวร จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากดินพรุที่เสื่อมโทรมลงได้มากถึงร้อยละ 50-65 และยังเป็นการตัดวงจรการเกิดไฟป่าใต้ดินได้อย่างถาวร สามารถปกป้องสุขภาวะของประชากรและเสถียรภาพทางภูมิอากาศโลกไปได้พร้อมกัน 

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน อาสากำลังดับไฟป่าในกาลิมันตัน
เครดิตภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan 

 

ผลกระทบข้ามพรมแดน

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ไฟติดขึ้นได้ รอนนี พี ซาสมิตา นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันปฏิบัติการยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจอินโดนีเซีย กล่าวว่า กว่า 99% ของประกายไฟเหล่านั้นล้วนมีต้นตอมาจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น

สาเหตุที่ชาวบ้านเลือกเผาไร่ที่ดินทางการเกษตร เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและถูกที่สุด เพราะการใช้เครื่องจักรหนักแผ้วถางป่าพรุขนาด 6.25 ไร่ มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 566-850 ดอลลาร์ แต่ในทางตรงกันข้าม การใช้วิธีแผ้วถางและเผาป่ากลับมีต้นทุนเพียงแค่ 28-57 ดอลลาร์ต่อ 6.25 ไร่เท่านั้น นั่นเท่ากับการเผาป่าถูกกว่าถึง 95% ทั้งที่การเผาป่าสร้างค่าเสียหายเชิงนิเวศมูลค่ากว่า 2,436 ดอลลาร์ต่อ 6.25 ไร่

ควันพิษจากการเผาไร่ ทำให้เกิดวิกฤติสาธารณสุขครั้งใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อทางระบบหายใจเฉียบพลันพุ่งสูงกว่า 15.7 ล้านราย และในจำนวนนั้นเป็นผู้ป่วยจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันกว่า 50,000 รายในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งมีเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบรวมอยู่ด้วยมากกว่า 12,000 ราย

ฟาห์ริน รามาเดียนโต นักดับเพลิงอาสาในพื้นที่บันจาร์บารู จ.กาลิมันตันใต้ กล่าวว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือควัน ควันไฟป่าพรุมีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายไม้ผุไหม้ไฟ เพราะดินป่าพรุประกอบด้วยเศษไม้ผุและอินทรียวัตถุจากแหล่งต่าง ๆ ทับถมกัน”

ขณะที่ ดวี ซูจัตโมโก นักดับเพลิงอาสาอีกคน กล่าวว่า ควันไฟป่าในครั้งนี้มีลักษณะคล้ายแก๊สน้ำตา โดยระบุว่า “เมื่อควันปะทะจมูก ดวงตาของคุณจะแสบร้อนในทันที ทุกคนพูดกันว่าไฟป่ารอบนี้มีความรุนแรงเกินปรกติ ทั้งเปลวเพลิงและควันหนาทึบ ซึ่งเป็นเรื่องจริง และหากไฟใต้ดินป่าพรุแพร่กระจายจนไม่สามารถควบคุมได้ ความสูญเสียจะมากมายมหาศาล” 

ควันจากการเผาป่าในอินโดนีเซีย ส่งผลให้โรงเรียนนับร้อยแห่งในรัฐซาราวัก  ของมาเลเซียต้องปิดทำการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพของเด็กนักเรียน และข้ามไปถึงฟิลิปปินส์ ทำให้คุณภาพอากาศในแถบกรุงมะนิลา อยู่ในระดับอันตรายขั้นวิกฤติ โดยมีปริมาณฝุ่นละอองที่เป็นพิษสูงกว่าเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลกถึงกว่าสี่เท่า จนทางการต้องประกาศเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 เพื่อป้องกันตัว

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน

มลพิษจากควันไฟป่าในจ.สุมาตราใต้
เครดิตภาพ: REUTERS/Abriansyah Liberto 

 

แก้ปัญหาเผาป่า

ในตอนนี้ ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และกำลังเร่งตามหาผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อมลพิษได้ 72 ราย และกำลังขยายผลสืบสวนหาหลักฐานทางการเงินว่ามีบริษัทใดว่าจ้างหรือสนับสนุนการแผ้วถางครั้งนี้ 

รีซัล อิราวาน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งอินโดนีเซียได้กล่าวย้ำจุดยืนของรัฐว่า “เราจะตรวจสอบว่าไฟเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุหรือจงใจจุด แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด หลักความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัดจะถูกนำมาบังคับใช้ทันที เมื่อตรวจพบอัคคีภัยภายในพื้นที่สัมปทานของบริษัท”

อย่างไรก็ตาม องค์กรภาคประชาสังคมมองว่ามาตรการที่มีอยู่ ยังคงเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและขาดมิติของการป้องกัน โยซี อาเมเลีย จาก Madani Berkelanjutan กล่าวว่า “เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อไฟป่า ไม่ควรมองว่าเป็นแค่ภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการผืนป่า ผังเมือง สิทธิ์การครอบครองที่ดิน ตลอดจนระบบจัดการน้ำ”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีเงินเพียงพอในการแก้ปัญหา เนื่องจากส่วนกลางได้ลดเงินกองทุนโอนเงินส่วนท้องถิ่น ส่งผลให้หน่วยป้องกันภัยในจ.กาลิมันตันตะวันตก มีจำนวนเจ้าหน้าที่ดับป่าไม่เพียงพอ โดยเจ้าหน้าที่ดับป่า 1 รายต้องรับผิดชอบพื้นที่เผาไหม้สูงถึง 900 ไร่ 

ยิ่งไปกว่านั้น กฎระเบียบทางราชการที่เข้มงวดเกินไป ทำให้สภานิติบัญญัติไม่สามารถปลดล็อกงบประมาณฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 3.96 ล้านดอลลาร์ ออกมาใช้สู้ภัยได้ทันท่วงที ปล่อยให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่ดับไฟโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐานและเครื่องสูบน้ำ

เพื่อหยุดยั้งวงจรอุบาทว์ ที่กำลังแผดเผาอนาคตและสร้างภัยพิบัติต่อสุขภาพของมนุษยชาตินี้ รอนนี พี ซาสมิตา แนะแนวทางแก้ไขว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องมีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการดำเนินงานปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยแผนที่สิทธิสัมปทานป่าไม้ทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใส และการยึดทรัพย์สินของนายทุนผู้กระทำผิดโดยใช้กฎหมายฟอกเงิน 

ควบคู่ไปกับ การจัดสรรงบประมาณผ่านนโยบายการโอนเงินจัดสรรงบประมาณเชิงนิเวศน์ เพื่อจูงใจให้ท้องถิ่นร่วมปกป้องผืนป่าพรุ และบูรณาการความร่วมมือข้ามชาติภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) เพื่อยุติมลพิษจากไฟป่าอย่างยั่งยืน


ที่มา: ABCAsia TimesBBCCNA

‘ไฟป่า’ อินโดนีเซียเผากว่า 1.2 ล้านไร่ ก่อ ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ กระทบทั่วอาเซียน อาสาดับไฟป่าในกาลิมันตัน
เครดิตภาพ: REUTERS/Willy Kurniawan