วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

เวิลด์แบงก์ชี้ 'สัญญารักษ์โลก' อาจปลดล็อกโอกาสลงทุน 7 แสนล้าน ปฏิวัติพลังงานไทยโดยรัฐไม่ต้องกู้

แหล่งทุนขนาดใหญ่มักไหลไปสู่เมกะโปรเจกต์ ทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนที่ต้องการโครงการขนาดเล็กจำนวนมากไม่เกิดขึ้นจริง ทางออกคือการ "รวมกลุ่มโครงการเล็กๆ" เป็นต้นแบบในการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้เกิดการลงทุนในโครงการย่อยๆ ซึ่งมีมูลค่ารวมมหาศาล

KEY POINTS

  • แหล่งทุนขนาดใหญ่มักไหลไปสู่เมกะโปรเจกต์ ทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนที่ต้องการโครงการขนาดเล็กจำนวนมากไม่เกิดขึ้นจริง
  • ทางออกคือการ "รวมกลุ่มโครงการเล็กๆ" โดย กทม. เป็นต้นแบบในการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้เกิดการลงทุนในโครงการย่อยๆ ซึ่งมีมูลค่ารวมมหาศาล
  • โมเดล "สัญญาบริการจัดการพลังงานระยะยาว" และระบบคาร์บอนเครดิตที่ ก.ล.ต. รับรอง เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้โครงการเล็กๆ สามารถระดมทุนและเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องใช้งบรัฐ

"ได้ยินคำว่า 'นวัตกรรมการเงิน' (Finance Innovation) เมื่อไหร่ ให้วิ่งหนีทันที เพราะมีใครบางคนกำลังซ่อนความเสี่ยงไว้ และคุณอาจจะกลายเป็นคนรับเคราะห์เหมือนวิกฤตการเงินปี 2008"

มาร์ก ฟอร์นี  หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือภัยพิบัติและเมืองยืดหยุ่นจาก ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวในงาน Bangkok Business Summit 2026  ช่วงเสวนา  From Ambition to Execution: Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action ว่า  แม้ในเวทีโลกอย่างการประชุม COP จะมีการประกาศตัวเลขเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงถึง 120 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในความเป็นจริง ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มักต้องการเขียนเช็คขั้นต่ำใบละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น 

เงินทุนเหล่านี้จึงไหลไปกระจุกอยู่เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ยักษ์ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาโลกร้อนต้องการการลงมือทำในระดับย่อยที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ส่วนเครื่องมือยอดฮิตอย่าง "กรีนบอนด์" (Green Bond) นั้น ฟอร์นี ระบุว่า ผลต่างทางดอกเบี้ย (Greenium) เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ปกติในปัจจุบันมีเพียง 5 basis points (0.05%) ซึ่งแทบไม่มีนัยสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

 

ถอดบทเรียน 6 อุปสรรคคอขวดในไทย

ฟอร์นี เผยว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำคือ "การประสานงานและการวางระบบ" โดยเขาได้สรุปปัญหาสำคัญ 6 ประการที่เคยทำให้โครงการรักษ์โลก ในไทยและกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขยับไปไหนไม่ได้

  1. ข้อจำกัดในการกู้ยืม: ท้องถิ่นและกระทรวงต่างๆ ไม่สามารถกู้เงินเพื่อมาลงทุนโครงการสีเขียวได้ง่ายๆ
  2. เซ็นสัญญาระยะยาวไม่ได้: ในอดีตหน่วยงานรัฐไม่ได้รับอนุญาตให้ลงนามในสัญญาบริการที่ผูกพันงบประมาณหลายปี
  3. ติดหล่มจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีการให้คะแนนและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบเดิมๆ ไม่เอื้อต่อโมเดลการจ้างบริการระบบพลังงานรูปแบบใหม่
  4. ขาดสัญญามาตรฐาน: ขาดแคลนเทมเพลตสัญญาและเอกสารประกวดราคาที่เป็นมาตรฐานและผ่านการรับรองจากสำนักงานอัยการสูงสุด
  5. หาโครงการขนาดย่อยยาก: การระบุเป้าหมายโครงการเล็กๆ มีต้นทุนการดำเนินการ (Transaction Cost) สูงเกินไป (ซึ่งปัจจุบันปัญหานี้แก้ได้ด้วยการใช้ AI และข้อมูลดาวเทียมเพื่อสแกนพื้นที่ดาดฟ้าและอายุอุปกรณ์ในตึก)
  6. ตลาดทุนไม่เอื้ออำนวย: ตลาดการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) และตลาดแฟกเตอริงในไทยยังตื้นเกินไป ทำให้บริษัทเอกชนผู้ให้บริการประหยัดพลังงาน (ESCO) ขาดสภาพคล่องในการระดมทุนเพื่อขยายโครงการต่อ

กทม. นำร่องพังกำแพงกฎหมาย ปลดล็อกโอกาส 2 หมื่นล้านเหรียญ

ข่าวดีคือ วันนี้ "กำแพงกฎหมาย" เหล่านั้นถูกพังลงแล้ว ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังเตรียมเปิดประมูลโครงการโซลาร์เซลล์ขนาด 65 เมกะวัตต์ และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่รัฐไม่ต้องกู้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้รูปแบบ "สัญญาบริการการจัดการพลังงานระยะยาว" ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นที่เรียบร้อย

โมเดลความสำเร็จของ กทม. นี้ จะกลายเป็นต้นแบบให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงการอุดมศึกษาฯ นำไปใช้รวมกลุ่ม (Aggregate) โครงการขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ทันที

ฟอร์นี เน้นย้ำว่า โอกาสการลงทุนใน "โครงการยิบย่อย" (Teenytiny things) เหล่านี้ในประเทศไทย เช่น การเปลี่ยนเครื่องทำความเย็น (Chiller) หม้อต้มไอน้ำ (Boiler) โซลาร์รูฟท็อป หรือการปรับเปลี่ยนสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่ารวมกันสูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกว่า 7 แสนล้านบาท)

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งมีโรงงานอยู่ 475 แห่ง หากโรงงานยักษ์ใหญ่ที่เป็นแกนหลักอย่าง Nestle ลงทุนอัปเกรดระบบพลังงาน 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทซัพพลายเชนรายย่อยอื่นๆ ลงทุนรายละ 1-2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อขยายผลตัวเลขนี้ไปยังโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 63 แห่งทั่วประเทศ มันจะกลายเป็นการลดคาร์บอนภาคอุตสาหกรรมครั้งมหาศาลที่เกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็ว โดยที่เอกชนเองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องงบดุลเพราะสามารถใช้โมเดลสัญญาบริการระยะยาวได้เช่นกัน

คาร์บอนเครดิตเวอร์ชัน "ไม่ขายฝัน"

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่สำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย เข้ามากำกับดูแลคาร์บอนเครดิตในฐานะ "เครื่องมือทางการเงิน" และเปิดโอกาสให้ธนาคารกรุงไทย (KTB) เข้าไปทดสอบในระบบ Sandbox เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Broker-dealer) ในการซื้อขาย ซึ่งช่วยให้เจ้าของสินทรัพย์ได้รับเงินสดล่วงหน้าทันทีเมื่อเริ่มลงทุนโครงการประหยัดพลังงาน

คาร์บอนเครดิตเหล่านี้สามารถนำไปทำเงินได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการขายให้กับสายการบินไทยในระบบ Corsia, ขายตรงให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ซึ่งปัจจุบันธุรกรรมคาร์บอนไฟแนนซ์ภายใต้ข้อตกลงมาตรา 6.2 ที่มีการจ่ายเงินจริงครั้งเดียวในโลก คือดีลรถบัสไฟฟ้าของไทย) หรือขายในตลาดภาคสมัครใจให้กับบริษัทข้ามชาติอย่าง Google, Nike หรือ Unilever

"มันไม่ใช่เรื่องของการวิ่งหาเงินล้านล้านดอลลาร์ นั่นมันเหลวไหล สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถนำมารวมกันเป็นพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่ต่างหาก" ฟอร์นีกล่าวทิ้งท้าย

ระบบฐานรากที่ไทยร่วมกันสร้างขึ้นมาในวันนี้ พร้อมแล้วที่จะถูกนำไปขยายผลและแสดงให้โลกเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนที่จับต้องได้นั้น... เขาทำกันอย่างไร