วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

UN ผนึก WMO เตือนภัยโลก 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เพิ่มขนาด 100% ยาวถึง 2027 ร้อน-แล้ง-น้ำท่วม

UN และ WMO เตือนภัย “ซูเปอร์เอลนีโญ” มีโอกาสเกิดเกือบ 100% และอาจลากยาวถึงต้นปี 2027 เสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ทั้งร้อนจัด ทำลายสถิติ ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน แรงหนุนสำคัญมาจากผิวน้ำทะเลและมวลน้ำอุ่นใต้มหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงกว่าปกติ

KEY POINTS

  • UN และ WMO) ออกประกาศเตือนภัย "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเกือบ 100% และคาดว่าจะส่งผลกระทบยาวนานไปจนถึงต้นปี 2027
  • ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ทั้งอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติ ภัยแล้งรุนแรง และน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค
  • สาเหตุหลักเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและมวลน้ำอุ่นใต้พื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างมาก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเร

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกแถลงการณ์เตือนภัยสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2026 เผยปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" (El Niño) กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร

รายงานวิเคราะห์สภาพอากาศล่าสุดยืนยันความเป็นไปได้สูงเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์นี้จะแผ่อิทธิพลต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2027 ส่งผลให้ประชากรโลกต้องเตรียมรับมือกับภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมเฉียบพลัน และอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติในหลายภูมิภาคทั่วโลกตลอดช่วงหลายเดือนข้างหน้า

พลังงานความร้อนใต้ทะเลลึก เชื้อเพลิงก่อเอลนีโญ

ข้อมูลการตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวชี้วัดหลักของปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้อุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างมีนัยสำคัญและยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดัชนี Niño 3.4 ซึ่งใช้ตรวจวัดความผิดปกติของอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในเขตแปซิฟิกตอนกลาง ได้ขยับจากค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าปกติ +1.5 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ค.ศ. 2026 ขึ้นไปแตะระดับ +2.0 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม และค่าการวัดรายสัปดาห์ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงกลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2026 พุ่งทะยานขึ้นไปอยู่ในช่วงระหว่าง +2.2 ถึง +2.6 องศาเซลเซียส ซึ่งสะท้อนถึงการทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว

UN ผนึก WMO เตือนภัยโลก 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เพิ่มขนาด 100% ยาวถึง 2027 ร้อน-แล้ง-น้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สร้างความกังวลให้แก่นักวิทยาศาสตร์มากที่สุดคือ "มวลน้ำอุ่นใต้พื้นผิวมหาสมุทร" รายงานระบุว่าในบางพื้นที่ของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน อุณหภูมิน้ำทะเลใต้พื้นผิวลึกลงไปในช่วงเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมพุ่งสูงกว่าค่าปกติเฉลี่ยถึงกว่า 8 องศาเซลเซียส สภาวะพลังงานความร้อนสะสมปริมาณมหาศาลใต้ทะเลนี้เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงสำรองขนาดใหญ่ที่จะคอยหล่อเลี้ยงและเร่งปฏิกิริยาให้เอลนีโญทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้กระบวนการนี้ไม่สิ้นสุดลงโดยง่ายในระยะเวลาอันสั้น

UN ผนึก WMO เตือนภัยโลก 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เพิ่มขนาด 100% ยาวถึง 2027 ร้อน-แล้ง-น้ำท่วม

คาดการณ์สภาพภูมิอากาศโลก ก.ย.–พ.ย. 2026

จากรายงานอัปเดตสภาพภูมิอากาศโลกรายฤดูกาล (Global Seasonal Climate Update หรือ GSCU) ของ WMO ซึ่งจัดทำขึ้น ณ วันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2026 คาดการณ์ว่า ค่าเฉลี่ยความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในดัชนี Niño 3.4 จะเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 3.6 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ค.ศ. 2026 โดยมีแนวโน้มจะพุ่งสู่จุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ค.ศ. 2026

แบบจำลองพยากรณ์อากาศแบบกลุ่ม แสดงผลสอดคล้องกันว่า พื้นที่บนบกเกือบทั้งหมดของโลกมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงกว่าปกติอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่ละติจูดเหนือ 60 องศาใต้ขึ้นไป โดยจำแนกรายละเอียดผลกระทบในแต่ละภูมิภาคหลักของโลกดังนี้

  • ภูมิภาคแอฟริกา: มีแนวโน้มสูงเกินกว่า 70% ที่จะเผชิญกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดกว่าปกติเกือบทั้งทวีป ขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะเกิดสภาวะแห้งแล้งสลับน้ำท่วมอย่างสุดขั้ว โดยภูมิภาคจะงอยแอฟริกา (Greater Horn of Africa) จะมีฝนตกชุกเกินปกติ ทว่าในแถบแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลางตอนล่างจะเผชิญภาวะฝนแล้งอย่างรุนแรง
  • ภูมิภาคเอเชีย: อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าปกติอย่างชัดเจนในพื้นที่ทางตอนใต้ของละติจูด 50 องศาเหนือ ครอบคลุมคาบสมุทรอาหรับ อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของปริมาณฝน อนุทวีปอินเดียจะประสบภาวะฝนแล้งและมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พื้นที่ตอนใต้และประเทศที่เป็นเกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเผชิญกับสภาวะฝนแล้งที่รุนแรงเช่นกัน ตรงกันข้ามกับเอเชียกลางที่จะมีฝนตกหนักมากกว่าปกติ
  • ภูมิภาคอเมริกาใต้: พื้นที่เหนือละติจูด 30 องศาใต้จะเผชิญกับอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงกว่าปกติอย่างรุนแรง ในขณะที่ปริมาณฝนจะมีลักษณะแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดยทางตะวันตกเฉียงเหนือและแนวชายฝั่งตอนเหนือจะแห้งแล้ง แต่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปจะเผชิญกับปริมาณฝนที่ตกชุกเกินปกติ
  • ภูมิภาคอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน: พื้นที่อเมริกากลางและแคริบเบียนจะประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดและปริมาณฝนที่ต่ำกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พื้นที่ตอนใต้ของอเมริกาเหนือ (ต่ำกว่าละติจูด 45 องศาเหนือลงไป) จะมีฝนตกหนักมากกว่าปกติ
  • ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้: พื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะร้อนขึ้นกว่าปกติอย่างชัดเจน โดยฝนในออสเตรเลียยังมีสัญญาณการทำนายที่อ่อนและกระจัดกระจาย แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของแปซิฟิกใต้ที่เป็นเกาะแก่งจะแห้งแล้ง ยกเว้นบริเวณแถบศูนย์สูตรแปซิฟิกตะวันออกที่จะมีฝนตกหนักอย่างรุนแรง
  • ภูมิภาคยุโรป: ยุโรปตอนใต้และตอนกลางจะมีอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติอย่างเด่นชัด ด้านปริมาณฝน ยุโรปตอนใต้มีแนวโน้มจะมีฝนตกหนักมากกว่าปกติ แต่พื้นที่ยุโรปตอนเหนือยังมีสัญญาณการพยากรณ์ที่ค่อนข้างอ่อนและไม่มีมติพยากรณ์ที่ชัดเจน

ปรากฏการณ์แทรกซ้อน เพิ่มความซับซ้อนของภัยพิบัติ

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลเพิ่มเติมคือ การเกิดขึ้นร่วมกันของตัวแปรสภาพภูมิอากาศอื่น ๆ โดยแบบจำลองระบุว่าปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) ในมหาสมุทรอินเดียคาดว่าจะพัฒนาเข้าสู่สภาวะค่าดัชนีเป็นบวก โดยมีค่าเฉลี่ยความร้อนในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ค.ศ. 2026 อยู่ที่ประมาณ 0.9 องศาเซลเซียส ประกอบกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนที่ยังคงอุ่นกว่าปกติ

ปัจจัยซ้อนทับเหล่านี้อาจส่งผลกระทบในการบรรเทาหรือเพิ่มความรุนแรงของเอลนีโญในแต่ละประเทศให้แตกต่างกันไป และยากแก่การคาดเดาได้อย่างแม่นยำ 100% แต่เป็นสัญญาณเตือนเด่นชัดว่าระบบนิเวศกำลังเข้าสู่สภาวะเสี่ยงภัยขั้นสูง

การระดมพลระดับประวัติศาสตร์เพื่อลดผลกระทบ

สภาวะวิกฤติที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วทำให้ "อันโตนิโอ กูเตอร์เรส" เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เตือนสติประชาคมโลกว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังขยายขนาดจนกลายเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’

"ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันชี้ชัดว่า โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม รุนแรงขึ้นและอาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจทั่วโลก สถานการณ์ขณะนี้จึงเป็นเหมือนการแข่งขันกับเวลา ระหว่างความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กับความพยายามของมนุษย์ในการเร่งลงมือแก้ปัญหาเพื่อลดผลกระทบและปกป้องชีวิตผู้คน

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงการรับมือกับภัยพิบัติ แต่ต้องร่วมมือกันลดความเสี่ยงและเร่งแก้ปัญหาให้ทันก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงไปกว่านี้"

สอดคล้องกับความเห็นของ "เซเลสเต เซาโล" เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่ได้ระบุถึงระดับความรุนแรงและความจำเป็นเร่งด่วนในการประสานงานว่า คำว่า เอลนีโญ ในภาษาสเปนหมายถึงเด็กชาย แต่ปรากฏการณ์นี้มีศักยภาพที่จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อชุมชนและเศรษฐกิจทั่วโลก

"เรากำลังเผชิญความปั่นป่วนและการทำลายล้างจากภัยแล้งและน้ำท่วมอยู่แล้ว และเราคาดว่าผลกระทบเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นเมื่อเอลนีโญทวีความเข้มข้นขึ้น"

เลขาธิการ WMO ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า นี่นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 50 ปีขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกที่มีการประกาศระดมพลและทำงานร่วมกันในระดับใหญ่เช่นนี้กับสำนักงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ (NMHSs) ของประเทศสมาชิกทั่วโลก เพื่อประสานข้อมูลพยากรณ์และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่รวดเร็ว เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในภาคส่วนที่มีความเปราะบางสูง เช่น เกษตรกรรม สาธารณสุข ความมั่นคงทางพลังงาน และการจัดการทรัพยากรน้ำ

ฝีมือมนุษย์เชื่อมโยงกับเอลนีโญหรือไม่

ในทางวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ใช้ ดัชนีเอลนีโญในมหาสมุทร (Oceanic Niño Index: ONI) เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการตรวจวัดและประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยดูจากค่าเฉลี่ยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงในช่วง 3 เดือนติดต่อกันบริเวณ Niño 3.4

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน การดูอุณหภูมิด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มใช้ ดัชนีเอลนีโญสัมพัทธ์ในมหาสมุทร (Relative Oceanic Niño Index: RONI) ซึ่งเปรียบเทียบอุณหภูมิของพื้นที่ที่เกิดเอลนีโญกับอุณหภูมิของมหาสมุทรในบริเวณอื่น ๆ

วิธีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์แยกได้ชัดเจนขึ้นว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงเอลนีโญเกิดจาก ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ หรือเป็นผลจาก อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

แม้ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้น แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับคือ โลกที่ร้อนขึ้นกำลังทำให้ผลกระทบจากเอลนีโญรุนแรงขึ้น

เมื่อบรรยากาศและมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น ระบบภูมิอากาศก็มีทั้งความร้อนและความชื้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเติม “เชื้อเพลิง” ให้กับสภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้หลายพื้นที่ทั่วโลกมีโอกาสเผชิญ คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุที่รุนแรงขึ้น และทำให้การคาดการณ์ผลกระทบทำได้ยากกว่าเดิม

 

อ้างอิง: รายงาน UNแถลงการณ์ WMO, รายงาน GSCU