วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

'ศุภชัย' เร่งธุรกิจไทยเปลี่ยนเกมรับโลกผันผวน แปรเม็ดเงินลงทุน รับเป้าหมาย SDGs

ศุภชัย เจียรวนนท์ เรียกร้องธุรกิจไทยเปลี่ยนจากตั้งรับ Shock สู่การลงมือสร้างความยั่งยืนเชิงรุก Shift เสนอปรับเงินลงทุนไทยกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปีให้สอดคล้อง SDGs เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก ชี้ธุรกิจต้องเลิกทำงานแบบ Silos บูรณาการ SDGs และวัดผลกระทบให้เป็นรูปธรรม

KEY POINTS

  • ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคม GCNT ร่วมเปิดงาน GCNT EXPO 2026 ยังมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. และ มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการ UN ประจำประเทศไทย
  • ศุภชัย เรียกร้องให้ภาคธุรกิจไทยเปลี่ยนจากตั้งรับความผันผวนของโลก (Shock) ไปสู่การลงมือเชิงรุก (Shift)
  • เสนอแปรเม็ดเงินลงทุนของประเทศที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี เป็น "เม็ดเงินแห่งความยั่งยืน" นำ SDGs มาเป็นเกณฑ์พิจารณาทุกโครงการ
  • ชี้ว่าธุรกิจไทยยังขาดการบูรณาการเป้าหมาย SDGs และทำงานแบบแยกส่วน (Silos)

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เปิดฉาก “GCNT Expo 2026” วันที่ 2–4 ก.ย. 2569 ชูแนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” เร่งภาคธุรกิจไทยเปลี่ยนจากตั้งรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สู่การลงมือสร้างความยั่งยืน พร้อมชี้ให้เห็นถึงพลังของเงินลงทุนกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี ที่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย SDGs ปี 2030

"ศุภชัย เจียรวนนท์" นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และรองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า GCNT Expo 2026 ได้รับเลือกเป็นกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในเดือน ตุลาคม 2569 สะท้อนชัดว่า “ธุรกิจยั่งยืน” กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังโลก โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

Shock to Shift ท่ามกลางมรสุมรอบด้าน

“ศุภชัย” อธิบายว่า โลกเหลือเวลาไม่ถึง 4 ปีในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อภายในปี 2030 ขณะที่กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและสร้างความเหลื่อมล้ำในหลากหลายรูปแบบ อาทิ

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก แม้จะอยู่ห่างไกลแต่กลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นของคนในทุกหมู่บ้าน
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างวิกฤติ ที่แปรเปลี่ยนเป็นความแห้งแล้งจนลดทอนรายได้ของภาคเกษตรกรอย่างรุนแรง ตลอดจนปัญหาน้ำป่าและอุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชนในชั่วพริบตา
  • ภัยคุกคามในโลกไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ที่ล่อลวงเงินออมตลอดชีวิตของประชาชนและบังคับใช้แรงงานโดยมิชอบ
  • การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (AI Disruption) ซึ่งในมุมหนึ่งคือโอกาสใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำและขยายช่องว่างระหว่างผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นกับผู้ที่ใช้ไม่เป็น
  • กฎกติกาการค้าระหว่างประเทศด้านความยั่งยืนใหม่ ๆ ที่แม้จะช่วยยกระดับมาตรฐานโลก แต่อาจส่งผลกระทบและบีบให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงคู่ค้ารายเล็กต้องออกจากห่วงโซ่อุปทานเพราะขาดศักยภาพในการแข่งขัน
  • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่อาจสร้างกลุ่มงานและอุตสาหกรรมยุคใหม่ ทว่าอาจหลงลืมและทิ้งกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง

"สถานการณ์เหล่านี้ทำให้อาจเกิดอาการช็อก และเมื่อเกิดการช็อกขึ้นมา คนส่วนใหญ่มักจะหยุดนิ่ง แต่แนวทางของ UN Global Compact คือเราควรใช้ความช็อกนี้ นำไปสู่การลงมือปฏิบัติ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่แท้จริงให้เกิดขึ้น"

แปรเม็ดเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน

“ศุภชัย” กล่าวด้วยว่า งบประมาณและการลงทุนรายปีของประเทศไทย ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ มีปริมาณมหาศาล ซึ่งประเมินได้ว่าไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี เงินลงทุนจำนวนนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาติ หากสามารถนำเป้าหมายความยั่งยืน 17 ข้อของ SDGs เข้ามาร่วมพิจารณาในทุก ๆ โครงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ การเกษตร หรือโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ ก็จะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือ "Shock to Shift" ได้ทันที

"ทุกวันนี้เรามีการลงทุนอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนทุกบาททุกสตางค์สามารถสร้างความยั่งยืนและสร้างความเท่าเทียมได้ นี่คือสิ่งสำคัญที่เอกชนทุกภาคส่วนต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและการปฏิบัติจริง ต้องมีการปรับมุมมองทางการเงินใหม่ เม็ดเงินเหล่านี้เราต้องใช้คำว่า เป็นเม็ดเงินของความยั่งยืน ไม่ใช่เป็นเม็ดเงินแค่ของการได้ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว"

นอกจากนั้น กลไกการขับเคลื่อนจากภาคส่วนอื่นของประเทศ เช่น นโยบายและการใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Expenditure) ก็มีขนาดที่ใหญ่และมีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

“หากแนวนโยบายของภาครัฐและการลงทุนของภาครัฐสอดประสานและดำเนินงานร่วมกันไปกับแนวทางของภาคเอกชน จะช่วยเร่งกระบวนการนำพาประเทศไทยขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนในทิศทางที่ถูกต้องร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น”

เอกชนไทย ยังขาดการบูรณาการ

“ศุภชัย” กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ระดับประเทศ GCNT ร่วมกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย และภาคีเครือข่าย พบว่าประเด็นท้าทายที่ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับปรุงโดยด่วน นั่นคือ การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ขาดการนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย

“ภาคธุรกิจจะต้องยกเลิกวิธีการทำงานแบบแยกส่วน หรือ Silos ทั้งภายในและภายนอกองค์กร แล้วเร่งบูรณาการเป้าหมาย SDGs ทุกข้อเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันจากการตั้งรับนโยบาย (Action) ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้จริงอย่างยั่งยืน (Impact)"

ดึงพลังคนรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรม

เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่การปฏิบัติ GCNT ขยายความร่วมมือไปยังคู่ค้าและพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทานของสมาชิก 160 บริษัท รวมถึงพนักงานและครอบครัว พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมด้านการศึกษาและการเรียนรู้

“ศุภชัย” บอกว่า ตลอดกว่า 10 ปี GCNT เดินหน้าขับเคลื่อนทั้งเชิงนโยบายและการศึกษา ล่าสุดร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดหลักสูตรการจัดการความยั่งยืนเป็นรุ่นแรก รับเพียง 70 คน แต่มีผู้สมัครกว่า 1,200 คน สะท้อนความสนใจของคนรุ่นใหม่ต่ออาชีพและประเด็นด้านความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน สมาชิก GCNT จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ และพัฒนาเครือข่ายเยาวชน “SDG Youth Creators” แล้ว 3 รุ่น มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ควบคู่การมีส่วนขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน ทั้งร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ และแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายทางชีวภาพ

'ศุภชัย' เร่งธุรกิจไทยเปลี่ยนเกมรับโลกผันผวน แปรเม็ดเงินลงทุน รับเป้าหมาย SDGs

ทั้งนี้ ในพิธีเปิดงาน GCNT EXPO 2026 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ณ True Digital Park นอกจาก ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคม GCNT และรองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ยังมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมทำพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

สูญเสีย 1.4 ล้านล้าน จากช่องว่างความยั่งยืน 

ด้าน "มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่" ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ความก้าวหน้าในการบรรลุ SDGs ในระดับโลก ยังคงอยู่ในสถานการณ์แบบผสมผสาน โดยบางปัจจัยมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่บางปัจจัยกลับถดถอยลง

สำหรับประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการบรรลุ SDGs เพียงประมาณ 36% ของเป้าหมายทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างการพัฒนาที่ต้องเร่งดำเนินการอีกมาก โดยช่องว่างดังกล่าวก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

'ศุภชัย' เร่งธุรกิจไทยเปลี่ยนเกมรับโลกผันผวน แปรเม็ดเงินลงทุน รับเป้าหมาย SDGs

ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้งบประมาณราว 4 ล้านล้านบาท ซึ่งงบประมาณลงทุนที่ต้องการนี้เมื่อเฉลี่ยเป็นรายบุคคลแล้วจะเทียบเท่ากับการลงทุนเพียงประมาณ 50 บาทต่อวันต่อคน เพื่อปิดช่องว่างการพัฒนาดังกล่าว และเดินหน้าให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

"สินทรัพย์ที่แข็งแกร่งและมีค่าที่สุดของประเทศไทยคือ ประชาชนและธรรมชาติ โดยแนวทางสำคัญในการบรรลุเป้าหมายคือการลงทุนในระบบการศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล และการฝึกทักษะสำหรับอาชีพยุคใหม่ เช่น เกษตรกรรมสีเขียว"

Nature Positive ต่อยอดความยั่งยืน

"ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เพื่อแสดงทิศทางของภาครัฐในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืน

โดยชี้ว่าปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่น่าน ภาคกลาง และสงขลา สร้างความสูญเสียงบประมาณประเทศมหาศาล รัฐบาลจึงเร่งทำกระบวนการมองย้อนกลับเพื่อประเมินเป้าหมาย SDG ใหม่ พร้อมเร่งขับเคลื่อนแนวคิด "Nature Positive" ต่อยอดจากเป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นฟูและเยียวยาตัวเองได้อย่างเป็นระบบ

'ศุภชัย' เร่งธุรกิจไทยเปลี่ยนเกมรับโลกผันผวน แปรเม็ดเงินลงทุน รับเป้าหมาย SDGs

ในมิติด้านการวิจัยและการขับเคลื่อนร่วมกับเอกชน รองนายกฯ เสนอการแบ่งภารกิจอย่างชัดเจน โดยระบุว่า งานวิจัยเชิงลึกที่เป็นความเสี่ยง รัฐบาลต้องเป็นคนทำ ประชาชนไม่ต้องเสี่ยง แต่สามารถที่จะขยายผลสเกลเรื่องนี้ขึ้นมาได้

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ชุมชนมีส่วนร่วม เช่น โครงการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่าเพื่อลดการเผาที่จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย "ศ.ดร.ยศชนัน" ย้ำว่า สิ่งแวดล้อมไม่อาจแยกขาดจากความมั่นคงทางปากท้อง ไม่สามารถบอกให้คนทำ Nature Positive ในขณะเดียวกันพวกเขาไม่มีข้าวกิน และเสนอให้ร่วมออกแบบโครงสร้างจากระดับชุมชน ควบคู่การสร้างความเท่าเทียมด้วยการเพิ่มคุณค่าให้สายอาชีวะ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทำงานควบคู่การเรียนและสามารถกลับสู่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ในภายหลัง ซึ่งเป็นรากฐานความยั่งยืนที่แท้จริง