ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอเดินทางเยือนประเทศไทย ร่วมงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชนบท
นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พร้อมคณะเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อตอกย้ำถึงความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างเอฟเอโอกับประเทศไทย พร้อมร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชนบททของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงริเริ่มและทรงวางรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงทางอาชีพแก่ประชาชนในชนบทมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ
ระหว่างการเยือน ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอและคณะได้เข้าร่วมงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งจัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงเป็นทูตพิเศษของเอฟเอโอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นองค์ประธาน
นอกจากนี้ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอและคณะยังได้เข้าร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะและถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายบังคมพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2522 นายเอดูอาร์ด ซาอูมา ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเซเรสแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เพื่อสดุดีพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชนบทและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท โดยเฉพาะสตรี ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และสืบสานวิถีการดำรงชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นกว่าสี่ทศวรรษผ่านไป เหรียญรางวัลดังกล่าวยังคงเป็นประจักษ์พยานแห่งสายสัมพันธ์ระหว่างเอฟเอโอกับพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชนบทของพระองค์ ซึ่งทรงริเริ่มและทรงวางรากฐานมาอย่างยาวนาน
พระราชวิสัยทัศน์ดังกล่าวยังคงสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนผ่านชุมชนที่นำองค์ความรู้และทรัพยากรท้องถิ่นมาต่อยอดด้านการเกษตร สร้างอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
มรดกที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตในอยุธยา
ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอได้เยี่ยมชมพื้นที่ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร บางไทร และพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพนอกภาคการเกษตร งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านดำเนินควบคู่ไปกับพื้นที่นาข้าวและแปลงผัก โดยกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเปิดโอกาสให้ครอบครัวในชนบทสร้างรายได้ ควบคู่กับการสืบสานทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
หัวใจสำคัญของพระราชดำริด้านการพัฒนาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงคุณค่า นั่นคือ การพัฒนาชนบทควรส่งเสริมให้ประชาชนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง โดยต่อยอดจากศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในชุมชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสตรีในชนบท งานหัตถกรรมพื้นบ้านได้เป็นช่องทางสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ทั้งการทอผ้าไหม การจักสาน การแกะสลักไม้ และงานฝีมือแขนงต่าง ๆ ช่วยให้สตรีในชนบทสามารถนำทักษะและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ ขณะเดียวกันก็มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของไทย
ณ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน เกาะเกิด และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในกรุงเทพฯ
ผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอได้ชื่นชมความงดงามอันวิจิตรของงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งสะท้อนถึงฝีมืออันประณีตและภูมิปัญญาของช่างฝีมือท้องถิ่น พร้อมทั้งได้เห็นถึงบทบาทของงานหัตถกรรมเหล่านี้ในการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยสิ่งที่ทำให้งานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง คือการเชื่อมโยงคนต่างรุ่น ผ่านการสืบสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนปรับตัว ต่อยอด และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อก้าวไปสู่อนาคต
นายอาลู โดฮง ผู้ช่วยผู้อำนวยการและผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของเอฟเอโอกล่าวว่า งานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพนั้นคือเครื่องย้ำเตือนที่ทรงพลังว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเดินหน้าไปพร้อมกับผู้คน หยั่งรากอยู่ในชุมชน และได้รับการสานต่ออย่างต่อเนื่อง”
จากความรู้ท้องถิ่นสู่เทคโนโลยีล้ำยุค
เรื่องราวของประเทศไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสืบสานสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นประเทศไทยยังเดินหน้าลงทุนในวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรและระบบอาหารระหว่างการเยือน คณะผู้แทนได้เยี่ยมชมศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ซึ่งได้นำเสนอความก้าวหน้าด้านการวิจัยมันสำปะหลังและข้าว เทคโนโลยีชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช การเพาะเห็ด เกษตรอัจฉริยะ และจีโนมิกส์พืช
การเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศไทยในการผสานประสบการณ์และภูมิปัญญาจากชุมชนเข้ากับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดใหม่ เพื่อพัฒนาแนวทางและนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับภาคการเกษตร
การหารือครอบคลุมถึงโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ความปลอดภัยทางชีวภาพ ตลอดจนความร่วมมือใต้-ใต้และไตรภาคี โดยต่อยอดจากประสบการณ์ของประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก
มรดกแห่งภูมิปัญญา สู่บทเรียนสำหรับอนาคต
ตลอดการเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นภาพที่กว้างขึ้นของเส้นทางการพัฒนาประเทศไทยที่อยุธยา ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้และหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนในชนบท ขณะที่ BIOTEC นักวิทยาศาสตร์กำลังเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมีส่วนกำหนดอนาคตของภาคการเกษตร
ทั้งสองล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การสร้างโอกาสให้ผู้คน พร้อมขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารให้มีความยั่งยืนและสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับเอฟเอโอประสบการณ์ของประเทศไทยมีบทเรียนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นๆทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ชุมชนชนบทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อผู้คนและชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบเกษตรและอาหาร
ประสบการณ์ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่า การก้าวจากรากฐานแห่งภูมิปัญญาสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ไม่ใช่การเลือกระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ หากคือการต่อยอดจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ชุมชนมีอยู่แล้ว พร้อมเปิดพื้นที่ให้แนวคิด เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ได้เข้ามาเติมเต็มและขับเคลื่อนการพัฒนาไปข้างหน้า
แม้เครื่องมือจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หลักการสำคัญยังคงเดิม นั่นคือการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการลงทุนในผู้คนและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง
เอฟเอโอขอขอบคุณรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงการต่างประเทศ สำหรับการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเยือนของผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอรวมถึงการแลกเปลี่ยนที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์และบทเรียนของประเทศไทยในการพัฒนาการเกษตร นวัตกรรม และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหาร





