วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

มหาอุทกภัย เนปาล-ทิเบต เปิดปม หอคอยน้ำแห่งเอเชียละลาย ภัยเงียบคืบคลานโขง-สาละวินไทย

เนปาล-ทิเบต น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มรุนแรง จากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ภัยพิบัติเกิดขึ้นไม่กี่เดือน หลังนักวิทยาศาสตร์เตือนธารน้ำแข็ง HKH ละลายเร็วขึ้น HKH ได้รับการขนานนาม หอคอยน้ำแห่งเอเชีย หรือ ขั้วโลกที่สาม วิกฤติธารน้ำแข็งกระทบ 10 ระบบลุ่มน้ำสำคัญของเอเชีย

KEY POINTS

  • เนปาล-ทิเบต น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มรุนแรง จากการพังทลายและละลายของธารน้ำแข็ง
  • ภัยพิบัติเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือน หลังจากนักวิทยาศาสตร์เตือนภัยเรื่องธารน้ำแข็งภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) ละลายในอัตราที่เร็ว
  • พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "หอคอยน้ำแห่งเอเชีย" หรือ "ขั้วโลกที่สาม"
  • วิกฤติ “หอคอยน้ำแห่งเอเชีย” กระทบระบบลุ่มน้ำสำคัญ 10 แห่ง
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อ ความมั่นคงทางน้ำของไทยผ่านลุ่มน้ำโขง-สาละวิน
  • รัฐบาลไทยจึงเร่งพัฒนาระบบเตือนภัยและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 เกิดเหตุภัยพิบัติอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากข้ามพรมแดนครั้งร้ายแรงบริเวณ "ชายแดนเนปาล-ทิเบต" สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงเมื่อมวลน้ำและดินโคลนทะลักเข้าท่วมหุบเขาโภเตโกศี (Bhote Koshi) และหุบเขาตรีศุลี (Trishuli) อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 800 คน และมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 3,000 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026)

ภัยพิบัติในเขตราสุวาครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือน หลังจากนักวิทยาศาสตร์ได้ออกรายงานเตือนภัยเรื่องการละลายตัวอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย (Hindu Kush Himalaya: HKH) ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "หอคอยน้ำแห่งเอเชีย" (Water Tower of Asia) หรือ "ขั้วโลกที่สาม" (The Third Pole) เนื่องจากเป็นแหล่งกักเก็บน้ำแข็งและหิมะที่ใหญ่ที่สุดในโลกนอกเหนือจากบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

เหตุการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงมายังประเทศปลายน้ำรวมถึงประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาแหล่งน้ำต้นกำเนิดเดียวกันนี้ในการดำรงชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

มวลน้ำและซากตะกอนกลืนกินเมืองชายแดน

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026 เกิดจากการพังทลายของน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่ (Glacier and Rock Collapse) บนเทือกเขาหิมาลัยฝั่งทิเบต ตามรายงานระบุว่า แผ่นน้ำแข็งที่มีความกว้างถึง 600 เมตร ได้แตกตัวออกและร่วงหล่นลงมาเป็นระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตรสู่หุบเขาเบื้องล่าง แรงกระแทกจากการตกตะกอนอันมหาศาลนี้ทำให้เกิดความร้อนจนละลายน้ำแข็งโดยรอบ และก่อตัวเป็นมวลน้ำผสมเศษซากหินโคลนและตะกอนเลนที่มีปริมาตรมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลบ่าลงสู่ลำน้ำเลนเดโคลา (Lhende Khola) อย่างรวดเร็ว

เมื่อตะกอนโคลนและหินมหาศาลไหลถึงก้นหุบเขา มันได้ปิดกั้นเส้นทางเดินน้ำของแม่น้ำและกลายเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราว น้ำเริ่มสะสมอยู่หลังสิ่งกีดขวางดังกล่าวจนกระทั่งความดันพุ่งสูงเกินกว่าที่เขื่อนธรรมชาติจะรับไหว ส่งผลให้เขื่อนแตกและปลดปล่อยมวลน้ำป่าพัดทะลักลงสู่พื้นที่ตอนใต้ด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรง ในแถบโตรกเขา ระดับน้ำป่าและโคลนถล่มพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวตั้งแต่ 70 ถึง 134 เมตร กวาดเอาบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างในเขตราสุวา (Rasuwa District) ของเนปาล รวมถึงท่าเรือกีรุง (Gyirong Port) ในฝั่งทิเบตของจีนจนพังทลายอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการพังทลายของระบบนิเวศครั้งนี้ทำให้เมืองชายแดนสำคัญอย่างติมูเร (Timure) และชาพรูเบซี (Syabrubesi) ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สะพานมิตรภาพเนปาล-จีน ถูกพัดหายไป พร้อมทั้งสร้างความเสียหายแก่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวลำน้ำอีกกว่า 14 แห่ง ตอนนี้ยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วพุ่งสูงทะลุกว่า 800 คน และยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 2,700 ถึง 3,000 คน ซึ่งรวมถึงประชากรท้องถิ่น แรงงานในโครงการอุโมงค์และเขื่อนไฟฟ้า ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก

นอกจากนี้ ทางการยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำสองจากการก่อตัวของทะเลสาบธรรมชาติชั่วคราวที่เกิดจากเศษซากโคลนและหินไปอุดกั้นลำน้ำต้นน้ำ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงอันตรายในรูปแบบภัยพิบัติแบบลูกโซ่ในเขตภูเขาสูง (Cascading Mountain Hazards)

วิกฤติธารน้ำแข็งที่ละลายเร็วขึ้นสองเท่า

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนเกิดภัยพิบัติ ทางสถาบันศูนย์เพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการระดับนานาชาติ (ICIMOD) ได้เผยแพร่รายงานการวิจัยสำคัญ 2 ฉบับ เนื่องในวันธารน้ำแข็งโลก (World Glaciers Day) ได้แก่ รายงาน Changing Dynamics of Glaciers in the Hindu Kush Himalaya Region from 1990 to 2020 และ รายงาน HKH Glacier Outlook 2026: Insights from 50 Years of Himalayan Glacier Monitoring

รายงานทั้ง 2 ฉบับได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญว่า ธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) กำลังละลายตัวในอัตราเร่ง โดยอัตราการสูญเสียน้ำแข็งได้เพิ่มขึ้นเป็น "สองเท่า" นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ภูมิภาคนี้สูญเสียความหนาของชั้นน้ำแข็งไปแล้วถึง 27 เมตร ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งยวดต่อประชากรกว่า 2,000 ล้านคนที่พึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้

ทั้งนี้ พื้นที่ของธารน้ำแข็งในภูมิภาคหิมาลัยราว 78% ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงระหว่าง 4,500 ถึง 6,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นระดับที่มีความอ่อนไหวและเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิตามระดับความสูงเป็นอย่างมาก

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด รายงานระบุว่าอัตราการสูญเสียของธารน้ำแข็งกระจายตัวไม่เท่ากันทั่วทั้งภูมิภาค โดยพื้นที่ที่มีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียสูงสุดคือแถบเทือกเขาเหิงต้วนซาน (Hengduan Shan) ทางฝั่งตะวันออก ซึ่งสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปมากถึง 33% ในช่วงเวลาเพียงสามทศวรรษ ขณะที่การสูญเสียในเชิงปริมาณสัมบูรณ์ที่มากที่สุดนั้น กระจุกตัวอยู่ในลุ่มน้ำสินธุ ลุ่มน้ำคงคา และลุ่มน้ำพรหมบุตร ซึ่งเป็นแหล่งรองรับธารน้ำแข็งของภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยรวมกันมากกว่า 74%

ถอดรหัส 'หอคอยน้ำแห่งเอเชีย' และ 10 ลุ่มน้ำสำคัญ

ภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) มีธารน้ำแข็งมากกว่า 63,700 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 55,782 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทำหน้าที่ค้ำจุนและป้อนน้ำเข้าสู่ระบบแม่น้ำสายหลัก 10 สายของเอเชีย โดยมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อภูมิภาคต่าง ๆ ดังนี้

  • ลุ่มน้ำสินธุ (Indus Basin): มีพื้นที่ต้นน้ำครอบคลุมทิเบตของจีน อินเดีย และปากีสถาน เป็นลุ่มน้ำที่พึ่งพาปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งสูงที่สุด และเป็นกระดูกสันหลังหลักของภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจในประเทศปากีสถาน
  • ลุ่มน้ำคงคา (Ganges Basin): ครอบคลุมอินเดีย เนปาล และจีน และส่งผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำ ได้แก่ เนปาล อินเดีย และบังกลาเทศ เป็นพื้นที่ที่รองรับความหนาแน่นของประชากรสูงที่สุดในโลก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม พิธีกรรม และเกษตรกรรม
  • ลุ่มน้ำพรหมบุตร (Brahmaputra Basin): มีพื้นที่ต้นน้ำหลักในทิเบตของจีน และไหลผ่านอินเดีย ภูฏาน และบังกลาเทศ มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากและมีปริมาณน้ำหนาแน่นมหาศาล มักประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรงตามฤดูกาลในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือและบังกลาเทศ
  • ลุ่มน้ำแยงซี (Yangtze Basin): มีต้นกำเนิดในทิเบตและไหลผ่าน ใช้งาน และสิ้นสุดลงภายในประเทศจีน เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชีย ขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำผ่านโครงการยักษ์ใหญ่อย่างเขื่อนสามผา และเป็นเส้นเลือดใหญ่ของศูนย์กลางเศรษฐกิจในจีน
  • ลุ่มน้ำฮวงโห (Yellow River Basin): ต้นกำเนิดอยู่ในทิเบตของจีน เป็นอู่อารยธรรมจีน และปัจจุบันเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ถูกใช้งานอย่างหนักในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมหนาแน่นทางตอนเหนือของจีน
  • ลุ่มน้ำอิรวดี (Irrawaddy Basin): มีต้นกำเนิดในทิเบตและทิวเขาขจรชายแดนเมียนมา เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำและโลจิสติกส์ที่สำคัญที่สุด และเป็นหัวใจหลักในการทำนาข้าวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมียนมา
  • ลุ่มน้ำทาริม (Tarim Basin): ต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาคาราโครัมและเทือกเขาคุนหลุน เป็นลุ่มน้ำระบบปิดไร้ทางออกสู่ทะเล คอยเลี้ยงชุมชนและเมืองโอเอซิสในเขตพื้นที่แห้งแล้งของภูมิภาคซินเจียงในจีน
  • ลุ่มน้ำอามูดาร์ยา (Amu Darya Basin): ต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาปามีร์และฮินดูกูช หล่อเลี้ยงระบบชลประทานขนาดใหญ่สำหรับการปลูกฝ้ายซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียกลาง
  • ลุ่มน้ำโขง (Mekong Basin): ต้นกำเนิดจากธารน้ำแข็งบนที่ราบสูงทิเบต ไหลผ่านจีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและการเกษตรริมฝั่งโขงของประชากรหลายร้อยล้านคน
  • ลุ่มน้ำสาละวิน (Salween Basin): ต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบต ไหลผ่านจีน เมียนมา และเข้าสู่ไทย เป็นแม่น้ำสายยาวไม่กี่สายของโลกที่ยังคงไหลอย่างอิสระโดยไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ปิดกั้นบนสายหลัก รักษาระบบนิเวศและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่น

ความเชื่อมโยงของระบบลุ่มน้ำทั้ง 10 สายนี้ แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงของประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของโลก ล้วนขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางธรรมชาติของเทือกเขาหิมาลัยทั้งสิ้น

ยุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศไทย

ความเสียหายรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ผลักดันให้ "กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ของไทยต้องประกาศแผนยกระดับเครื่องมือเตือนภัย

"สุชาติ ชมกลิ่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า วิกฤตการณ์นี้ชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบภัยพิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างมาก โดยภัยอาจเกิดขึ้นแบบลูกโซ่หรือเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวจนสั่นคลอนความมั่นคงในวงกว้าง

“แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด”

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีสำคัญ 2 ด้าน

  • การสร้าง “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570: พัฒนาระบบประเมินล่วงหน้า 3–6 เดือน ด้วยความละเอียดของข้อมูลพื้นที่ขนาด 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อตรวจจับความเสี่ยงที่จะเกิดหลายภัยพิบัติร่วมกันหรือเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม และอากาศร้อนจัด เพื่อช่วยยกระดับการทำงานเชิงรุกในการเตรียมบุคลากรและเครื่องมือช่วยชีวิตล่วงหน้า
  • การพัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Risk Map)” เป็นระบบแสดงผลผ่านแผนที่ GIS ระดับตำบล ประเมินภัยเสี่ยง 4 ด้านหลัก คือ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูง อุณหภูมิระยะยาว และการเปลี่ยนผันของฝน โดยแบ่งการมองความเสี่ยงเป็น 2 ช่วง คือ ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 เพื่อใช้วางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานระดับพื้นที่ และช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภัยแล้งระยะยาวและน้ำทะเลหนุนสูงเพื่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

"ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า จุดสำคัญไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า

เครื่องมือดังกล่าวจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่าน ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการทำแผนเผชิญเหตุได้ทันที

ระบบลุ่มน้ำจากภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยเป็นทั้งแหล่งชีวิตและแหล่งความเสี่ยงเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่ค้ำจุนประเทศไทยไว้ร่วมกัน ความสูญเสียในเนปาลย้ำเตือนว่า ความมั่นคงของประเทศไม่สามารถมองแยกส่วนตามเส้นพรมแดนได้อีกต่อไป การเร่งสร้างระบบภูมิคุ้มกันข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต้นน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในการปกป้องชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศไทยให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21

 

อ้างอิง: Stimson, Money Control, Geopera, Nepal News