วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

น้ำท่วมน่าน สัญญาณเตือนจากอวกาศ ฟ้องภาพเขาหัวโล้น สู่การปฏิรูปป่าต้นน้ำปัว

เหตุการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดน่านที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ได้สร้างความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง โดยมวลน้ำจากฝนสะสมได้ไหลบ่าท่วมพื้นที่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา ก่อนที่จะไหลหลากลงสู่แม่น้ำน่านจนเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ย่านเศรษฐกิจและสถานที่สำคัญอย่างวัดภูมินทร์ในเขตอำเภอเมืองน่าน ตลอดจนลุกลามไปยังอำเภอเวียงสา วิกฤตการณ์นี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะรับน้ำ การเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าต้นน้ำ และสภาพภูมิอากาศแปรปรวน นำมาสู่การระดมสมองของภาครัฐและนักวิชาการเพื่อหาแนวทางการเตือนภัยเชิงวิทยาศาสตร์และการปฏิรูปที่ดินทำกินบนพื้นที่สูงอย่างเร่งด่วน

ลักษณะทางกายภาพของจังหวัดน่านส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันซึ่งโอบล้อมด้วยทิวเขาผีปันน้ำและทิวเขาหลวงพระบาง โดยมีพื้นที่ราบลุ่มบริเวณตอนกลางครอบคลุมอำเภอเมือง ปัว ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา อำเภอทั้ง 5 แห่งนี้มีสภาพเป็นแอ่งกระทะรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ส่งผลให้ต้องเผชิญหน้ากับน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากเกือบทุกปี ปัจจัยเสริมที่กระตุ้นให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ข้อมูลจากกรมป่าไม้ระบุว่าน่านมีพื้นที่ป่าคงสภาพ 4,644,739 ไร่ (ร้อยละ 61.10 ของพื้นที่จังหวัด) ซึ่งลดลงไป 29,059 ไร่ (ร้อยละ 0.63) เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลปี พ.ศ. 2558 กับ พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะป่าต้นน้ำในอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอทุ่งช้าง ขณะที่ยังขาดการฟื้นฟูป่าทดแทน ทำให้ความสามารถในการชะลอน้ำลดลง

จากการจำแนกข้อมูลดาวเทียมในปี พ.ศ. 2567 พบพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดมีประมาณ 2,696,069 ไร่ (ร้อยละ 35.47) มีบางส่วนซ้อนทับกับเขตป่าต้นน้ำในอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอทุ่งช้าง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลแพลตฟอร์ม EcoPlant ของ GISTDA ในปี พ.ศ. 2568 ระบุว่าพืชที่ปลูกมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อันดับ 1 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.4 แสนไร่
  • อันดับ 2 ยางพารา 3 แสนไร่
  • อันดับ 3 ข้าว 3.3 แสนไร่

โดยพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่สูงชัน สัญญาณจากอวกาศเหล่านี้สะท้อนชัดถึงความสัมพันธ์ของการลดลงของป่าต้นน้ำและการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว

แบบจำลองภัยพิบัติย้อนหลังเชิงวิทยาศาสตร์

"รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้ประเมินสถานการณ์ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ใช้แบบจำลองย้อนหลังเพื่อวิเคราะห์น้ำป่าไหลหลากใน อ.ปัว ชี้ให้เห็นว่าภัยน้ำหลากฉับพลันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก สามารถเปลี่ยนลำห้วยเล็ก ๆ ให้กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากได้ในเวลาสั้น ๆ จุดสำคัญคือ ฝนไม่ได้ตกหนักที่ชุมชน แต่ตกบนภูเขาสูงหรือต้นน้ำที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ซึ่งมวลน้ำจะไหลหลากลงมาหลังฝนตกประมาณ 3 ชั่วโมง

จากแบบจำลองพบว่าความเร็วกระแสน้ำบริเวณต้นน้ำและไหล่เขาจะสูงถึง 5-8 เมตรต่อวินาที ซึ่งแรงปะทะจากพลังงานจลน์นี้สามารถพังทลายบ้านเรือนในบริเวณนั้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อน้ำหลากลงสู่แม่น้ำปัว ความเร็วจะลดลงตามความชันของท้องน้ำเหลือประมาณ 3-4.5 เมตรต่อวินาที และลดลงเหลือ 1-2.5 เมตรต่อวินาทีในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง แม้ความเร็วลดลงแต่น้ำป่ายังพัดพาเศษวัสดุ ต้นไม้ และหินขนาดต่าง ๆ ลงมาด้วย ทำให้ยากต่อการประเมินอันตรายด้วยสายตา

"อย่าประเมินความลึกของน้ำด้วยสายตา เพราะน้ำป่าไม่ได้มีอันตรายจากความลึก แต่คือความเร็วที่จะมาหาตัวเรา เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ อย่ารอให้เห็นน้ำก้อนใหญ่ หรือรอการยืนยันจากผู้อื่น แม้แต่ Cell BoardCast ให้รีบเคลื่อนย้ายตนเอง และครอบครัวไปยังพื้นที่สูงทันที เพราะน้ำป่าไหลหลากเป็นภัยประเภทที่ เวลาในการตัดสินใจมีเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบรุนแรงถึงชีวิต" รศ.ดร.เสรี กล่าว

ปฏิรูปที่ทำกินพื้นที่สูงชัน คุมเข้มกติกาดูแลป่าต้นน้ำ

"สุชาติ ชมกลิ่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวทันที โดยสั่งการด่วนให้กรมป่าไม้เร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับราษฎรในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ผ่อนปรนให้ทำกินตามโครงการจัดที่ดินทำกินของรัฐ เพื่อกำชับเงื่อนไขและข้อปฏิบัติการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเคร่งครัด เนื่องจากพื้นที่สูงลาดชันและป่าต้นน้ำมีความเปราะบาง จำเป็นต้องมีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

นายสุชาติ กล่าวว่า ได้รับรายงานและได้กำชับกรมป่าไม้ให้เร่งลงไปพูดคุยทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ต้องย้ำให้ชัดว่าพื้นที่ที่รัฐอนุญาตให้ทำกินนั้น มีเงื่อนไขและกติกาที่ต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะการปลูกไม้ป่าพื้นถิ่นยืนต้นและการดูแลรักษาหน้าดิน

"เราต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูง ไปสู่การทำเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่าและรักษาระบบต้นน้ำ"

จากการสำรวจข้อมูลลุ่มน้ำย่อยเหนือจุดเกิดเหตุน้ำท่วม พบชุมชนตั้งถิ่นฐานรวม 11 ชุมชน เช่น ชุมชนบ้านขุนกูน มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันไม่น้อยกว่า 4,000 ไร่ และส่วนใหญ่ยังเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวด้วยการปลูกข้าวโพด แต่พบแนวโน้มเชิงบวกในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลภูคา จำนวน 37 หลังคาเรือน ที่ชาวบ้านเริ่มหันมาปลูกกาแฟร่วมกับพืชสร้างมูลค่าและไม้ยืนต้นทดแทนข้าวโพด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ เน้นย้ำว่า ไม่ได้มองประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมว่าเป็นผู้บุกรุกทั้งหมด แต่เมื่อรัฐจัดพื้นที่ให้ทำกินแล้ว ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและกติกาที่กำหนด โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการปลูกไม้ป่ายืนต้น การทำขั้นบันได ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและการอนุรักษ์ดินและน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน

วิกฤติครั้งนี้ต้องนำมาถอดบทเรียนสำคัญในการบริหารจัดการที่ลาดชันสูง โดยสั่งการให้กรมป่าไม้เร่งสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่สูงอย่างเป็นระบบ เพื่อรณรงค์ให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่อยู่ร่วมกับไม้ยืนต้นได้ เช่น กาแฟ โกโก้ อะโวคาโด และไม้ผล เพื่อรักษาหน้าดินและชะลอน้ำป่า

“สิ่งที่เราต้องทำคือให้คนอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ และธรรมชาติอยู่รอด แต่การทำกินต้องอยู่ภายใต้กติกา หากเป็นพื้นที่ต้นน้ำหรือพื้นที่ลาดชันมาก เราต้องปรับรูปแบบการใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการเปิดพื้นที่เพิ่ม และต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้วยไม้ยืนต้น เพื่อช่วยยึดหน้าดินและชะลอการไหลของน้ำ”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสำคัญของภัยพิบัติรอบนี้เกิดจากฝนตกสะสมเกือบ 400 มิลลิเมตรในเวลาสั้น ๆ ทำให้หน้าดินลาดชันอิ่มน้ำจนรับน้ำต่อไปไม่ได้และถล่มลงมาอย่างรุนแรง

“ฝนที่ตกลงมาครั้งนี้มีปริมาณมากผิดปกติ เมื่อดินอุ้มน้ำจนเต็ม ประกอบกับพื้นที่สูงบางส่วนเป็นพื้นที่ทำกิน หากไม่มีไม้ยืนต้นช่วยยึดหน้าดินและชะลอน้ำ ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินสไลด์และน้ำไหลบ่า ดังนั้นจากนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน และร่วมกันปรับรูปแบบการใช้พื้นที่ให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก”

บินสำรวจสภาพความเสียหาย

ในการปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อสำรวจหาต้นตอวิกฤติ "อรรถพล เจริญชันษา" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้บินสำรวจสภาพพื้นที่ป่าต้นน้ำในเขตอำเภอปัวด้วยเฮลิคอปเตอร์ ภายหลังเกิดอุทกภัยและดินถล่มจนทางบกถูกตัดขาด ส่งผลให้ราษฎรในหลายหมู่บ้านเดือดร้อนอย่างหนัก โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ลำเลียงเสบียงอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่บนภูเขาสูง

ผลสำรวจทางอากาศพบว่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นพื้นที่ผ่อนปรนทำกินดั้งเดิม ยังคงพบแปลงเกษตรตั้งอยู่บนพื้นที่สูงลาดชันมาก บางจุดเป็น "เขาหัวโล้น" มีการปลูกข้าวโพดไต่ระดับเกือบถึงยอดเขา ซึ่งเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายและน้ำป่าหลากเมื่อฝนตกหนัก ขณะที่การสำรวจในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ไม่พบรายงานลักลอบบุกรุกป่าใหม่เพิ่มเติม โดยแปลงเกษตรที่พบเป็นพื้นที่ดั้งเดิมตามกติกาจัดสรรของรัฐ