ผู้เชี่ยวชาญชี้ สถิติแผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลกยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้เพิ่มผิดปกติ “วงแหวนแห่งไฟ” ไม่ได้ตื่นตัวผิดปกติ แต่เป็นพื้นที่เกิดแผ่นดินไหวกว่า 90% ของโลก
KEY POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ สถิติแผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลกยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้เพิ่มผิดปกติ
- “วงแหวนแห่งไฟ” ไม่ได้ตื่นตัวผิดปกติ แต่เป็นพื้นที่เกิดแผ่นดินไหวกว่า 90% ของโลก
- รอยเลื่อนในไทยมีศักยภาพสูงสุดราว 7.0–7.5 แต่ไม่สะสมพลังมากพอให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดมหึมา
- แนะไทยเร่งพัฒนา Cell Broadcast และยกระดับการซ้อมอพยพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระแสความตื่นตระหนกบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กำลังขยายวงกว้าง ท่ามกลางคำถามว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดถี่ขึ้นในรอบปี สะท้อนความผิดปกติทางธรณีวิทยาหรือไม่ “ดร.ไพบูลย์ นวลนิล” นักแผ่นดินไหววิทยา ให้สัมภาษณ์ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ในรายการ DEEP Talk ดำเนินรายการโดย อาชวินท์ สุกสี เปิดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไขข้อสงสัย พร้อมชี้ว่าสถิติแผ่นดินไหวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับระบบเตือนภัยเซลล์บรอดแคสต์ และการซ้อมอพยพสึนามิ เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ปกป้องชีวิตประชาชน และลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายฝั่งอันดามัน
เปิดสถิติแผ่นดินไหว จริงหรือที่โลกกำลังวิปริต?
จากข้อมูลของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ พบว่าจากต้นปี 2569 ถึง 15 สิงหาคม 2569 นี้ เกิดแผ่นดินไหวขนาดตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไป (แผ่นดินไหวขนาดใหญ่) แล้ว 11 ครั้งทั่วโลก (ตามเวลา UTC) ไล่เรียงตั้งแต่เหตุการณ์ในมาเลเซียขนาด 7.1 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์, ตองก้าขนาด 7.5 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม, วานูอาตูขนาด 7.3 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม, อินโดนีเซียขนาด 7.4 เมื่อวันที่ 1 เมษายน, ญี่ปุ่นขนาด 7.4 เมื่อวันที่ 20 เมษายน และฟิลิปปินส์ขนาด 7.8 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งเป็นขนาดรุนแรงที่สุดในปีนี้
จากนั้นเกิดแผ่นดินไหวแฝดที่เวเนซุเอลา, เม็กซิโกขนาด 7.3 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม, โคลัมเบียขนาด 7.4 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม และล่าสุดที่เกาะฟลอเรส อินโดนีเซีย ขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นอกจากนี้ ข้อมูลจาก USGS ระบุว่ามีแผ่นดินไหวขนาด 6.0-6.9 เกิดขึ้นถึง 80 ครั้ง และขนาด 5.0-5.9 อีกกว่า 900 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม “ดร.ไพบูลย์” ยืนยันข้อเท็จจริงทางวิชาการว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีฤดูกาล เกิดทุกหน้าทั่วโลก มันจึงเกิดได้ทุกวัน
ในทางสถิติแผ่นดินไหวขนาด 4-6 เกิดขึ้นทั่วโลกเฉลี่ยวันละ 25-30 ครั้ง ขณะที่ขนาด 6 ขึ้นไปจะเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละ 150 ครั้ง สำหรับขนาดใหญ่ตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไปนั้น จะมีอัตราเฉลี่ยคงที่อยู่ที่ปีละ 15 ครั้ง และขนาดตั้งแต่ 8.0 ขึ้นไปเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไป 20 ปี พบว่าสถิติเหล่านี้ยังคงปกติ
“ดร.ไพบูลย์” อธิบายว่า สาเหตุที่คนรู้สึกว่าแผ่นดินไหวถี่ขึ้นเป็นเพราะ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- ประการแรกคือ เทคโนโลยีการตรวจวัดที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้ระบบจับและรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กระดับ 3-4 ได้ทั้งหมดซึ่งในอดีตทำไม่ได้
- ประการที่สองคือ เทคโนโลยีการสื่อสาร "เดี๋ยวนี้เกิดแผ่นดินไหวปั๊บ มันเด้งดึ๋งมาที่มือถือเลย คนก็คิดว่ามันเกิดถี่ เมื่อก่อนเราไม่ได้รับข้อมูลเร็วขนาดนี้ อย่างดีก็ทางโทรทัศน์
- ประการสุดท้ายคือ แผ่นดินไหวในปีนี้เกิดใกล้เมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น ที่ญี่ปุ่น โคลัมเบีย และเวเนซุเอลา ซึ่งสร้างความเสียหายหนัก ต่างกับแผ่นดินไหวกลางทะเลลึก เช่น ตองก้า ซึ่งไม่ส่งผลกระทบและไม่เป็นข่าวโด่งดัง
ในการคำนวณ "อัตราการเกิดแผ่นดินไหว" จะพิจารณาเฉพาะแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ โดยต้องหักเอา "อาฟเตอร์ช็อก" ออกทั้งหมด เช่น แผ่นดินไหวฟลอเรสขนาด 7.7 มีอาฟเตอร์ช็อกขนาดใหญ่สุดถึง 6.1 ซึ่งจะไม่นำมาคิดร่วมในสถิติหลัก
ถอดรหัส "วงแหวนไฟ" พื้นที่แอคทีฟตลอดกาล
จากกระแสข่าวบนโลกโซเชียลที่พูดถึงวงแหวนไฟกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้น “ดร.ไพบูลย์” ชี้แจงว่า วงแหวนไฟไม่ได้ถูกปลุกให้ตื่น เพราะมันตื่นอยู่ตลอดเวลา แผ่นดินไหวตามธรรมชาติกว่า 90% เกิดในแนววงแหวนไฟนี้อยู่แล้ว รอบแนววงแหวนไฟมีความยาวกว่า 40,000 กิโลเมตร เป็นรอยต่อของแผ่นทวีปที่มีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา รวมถึงแนวสับดักชันหรือแนวมุดตัวซุนด้าใกล้ประเทศไทย ที่แผ่นอินเดียมุดตัวลงใต้แผ่นยูเรเชีย แนวมุดตัวเหล่านี้สะสมความเค้น (Stress) และพลังงานได้มากกว่ารอยเลื่อนบนบกปกติทั่วไปมหาศาล
"รอยเลื่อนเล็ก ๆ บนบก เช่น รอยเลื่อนเชียงใหม่ หรือรอยเลื่อนกาญจนบุรี ไม่สามารถสะสมความเค้นที่ทำให้แผ่นดินไหวขนาด 8 หรือ 9 ได้ แค่ขนาด 6 ก็ไหวแล้ว เพราะโครงสร้างรอยเลื่อนในบ้านเราเล็กเกินกว่าจะกักเก็บพลังงานไว้ได้เยอะขนาดนั้น แค่สะสมพลังงานจนแรงสั่นสะเทือนได้ขนาด 6.0 รอยเลื่อนก็ไหวสะท้านเพื่อระบายพลังงานออกมาแล้ว
แผ่นดินไหวรุนแรงระดับเมกะทรัสต์ ตั้งแต่ 8.0-9.0 ขึ้นไป จึงเกิดขึ้นในแนวรอยต่อแผ่นทวีปหรือแนววงแหวนไฟทั้งหมด การเฝ้าระวังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หรือสึนามิจึงต้องพุ่งเป้าไปที่การเฝ้าตรวจวัดเหตุการณ์ที่เกิดในทะเลหรือมหาสมุทรรอบแนววงแหวนไฟเป็นหลัก
“ดร.ไพบูลย์” อธิบายเสริมว่า ปัจจัยที่กำหนดระดับความเสียหายของแผ่นดินไหวนอกเหนือจากขนาดคือ "ความลึก" แผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางตื้นจะส่งแรงสั่นสะเทือนบนผิวโลกได้รุนแรงกว่าเนื่องจากคลื่นเดินทางสั้นทำให้พลังงานสูญเสียน้อย อย่างไรก็ดี หากเกิดแผ่นดินไหวลึกตรงใต้เมืองใหญ่พอดี เช่น กรณีโคลัมเบียที่ลึก 100 กิโลเมตรแต่ตั้งอยู่ใต้เมืองโดยตรง ระยะทางตรงสู่ผิวโลกก็ยังสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทำลายอาคารได้รุนแรง
แผ่นดินไหวแฝด
“ดร.ไพบูลย์” อธิบายว่า คำว่า "แผ่นดินไหวแฝด" ที่สื่อเรียก แต่ในทางวิชาการเรียกว่า Doublet หรือ "ดับเบิลช็อก" เกณฑ์คือ ต้องเกิดขึ้นในบริเวณกลุ่มรอยเลื่อนเดียวกัน ในเวลาไล่เลี่ยกัน และขนาดแตกต่างกันไม่เกิน 0.5 หน่วย หากเกิด 3 ครั้งจะเรียกว่า Triplet ตัวอย่างดับเบิลช็อกในอดีต เช่น แผ่นดินไหวตุรกีขนาด 7.8 และ 7.5 หรือแผ่นดินไหวที่เคยเกิดในญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติปกติ
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อินโดนีเซียเมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกาะฟลอเรส และขนาด 6.9 ที่สุมาตราตอนเหนือ สองเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลย และไม่ใช่ดับเบิลช็อก เนื่องจากเกิดจากกลุ่มรอยเลื่อนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โดยแผ่นดินไหวที่ฟลอเรสเกิดจากกลุ่มรอยเลื่อนฟลอเรส ส่วนแผ่นดินไหวที่สุมาตราเหนือเกิดที่ความลึก 170 กิโลเมตรในแนวมุดตัวซุนด้าใต้แผ่นเปลือกโลก ซึ่งนับเป็นโชคดีที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวรอบนี้อยู่ลึกมาก หากเกิดขึ้นที่ความลึกตื้นระดับ 10-50 กิโลเมตร ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียทางทรัพย์สินและชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล
เมื่อความเงียบของ "ปภ." สร้างความกังวลสึนามิไทย
“ดร.ไพบูลย์” กล่าวว่า แม้แผ่นดินไหวสุมาตราเหนือขนาด 6.9 จะเกิดในระดับลึกจนไม่มีความเสียหายบนเกาะสุมาตรา แต่แรงสั่นสะเทือนได้แผ่กระจายเป็นวงกว้างไกลกว่า 500 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทย ได้แก่ ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, สตูล, สงขลา และหาดใหญ่ สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน
ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างหนักเนื่องจากภาพจำมหันตภัยสึนามิเมื่อปี พ.ศ. 2547 ทว่า สิ่งที่สร้างความอึดอัดแก่ประชาชนคือ ความเงียบของหน่วยงานรัฐอย่าง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ไม่มีการส่งสัญญาณแจ้งเตือนหรือให้ข้อมูลใด ๆ ผ่านระบบเซลล์บรอดแคสต์ (CBS) เลย จนเกิดความปั่นป่วนและคำถามกังวลเรื่องการเกิดสึนามิตลอดทั้งวัน
“ดร.ไพบูลย์” บอกว่า ได้โพสต์ทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "ไม่มีสึนามิแน่นอน" ภายใน 10 นาทีหลังเกิดเหตุ โดยใช้เกณฑ์ความลึกที่ 170 กิโลเมตรมาประกอบการฟันธง และได้แสดงทัศนะต่อการทำงานของภาครัฐว่า "การแจ้งเตือนไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดสึนามิอย่างเดียวถึงจะแจ้ง ไม่เกิดก็ต้องแจ้ง" เพื่อให้ข้อมูลความรู้และคลายความวิตกกับประชาชน
เช่นเดียวกับมาตรฐานการเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก (PTWC) ที่จะส่งประกาศชี้แจงสถานะของสึนามิทันทีทั่วโลกแม้จะไม่เกิดก็ตาม การนิ่งเฉยของ ปภ. เพราะอ้างว่าไม่เข้าเกณฑ์เตือนภัย ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวงและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
"6 จังหวัดอันดามันเป็นเมืองท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวขาดความมั่นใจในระบบความปลอดภัย พวกเขาจะยกเลิกไฟลท์เดินทาง ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล มันคุ้มกันหรือไม่กับการที่รัฐบาลจ่ายค่าส่งข้อความเตือนภัยผ่านระบบ CBS เพื่อชี้แจงความจริงแก่สาธารณชน"
ผ่าตัดใหญ่เกณฑ์เตือนภัย - ซ้อมอพยพ
ปัจจุบันเกณฑ์การแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิของไทยกำหนดไว้ว่าต้องมีแผ่นดินไหวขนาด 7 ขึ้นไปในอันดามัน ซึ่ง “ดร.ไพบูลย์” ชี้ว่า เกณฑ์นี้หยาบไปและใช้ไม่ได้ผล เพราะปัจจัยเรื่องระยะห่างชายฝั่งและแรงสั่นสะเทือนที่ประชาชนรู้สึกได้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง แผ่นดินไหวขนาด 7 ห่างฝั่ง 600 กิโลเมตร ย่อมต่างกับห่างฝั่งเพียง 200 กิโลเมตรอย่างมีนัยสำคัญ
“ดร.ไพบูลย์” จึงเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์ใหม่โดยกำหนดว่า หากแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างจนประชาชนรับรู้ได้ แม้จะไม่เกิดสึนามิ รัฐก็ต้องส่งข้อมูลความรู้ชี้แจงให้ชัดเจนทันที และที่สำคัญ กระบวนการสร้างเกณฑ์เตือนภัยนี้ อย่าให้นั่งคุยกันแค่หน่วยงานราชการอย่าง ปภ. และกรมอุตุฯ แต่ต้องเชิญนักวิชาการหลากหลายสาขา ทั้งนักแผ่นดินไหววิทยา นักธรณีวิทยา ตลอดจนผู้นำชุมชนในพื้นที่จริงเข้ามาร่วมตัดสินใจ เพื่อให้ตอบสนองต่อประชาชนสูงสุด
นอกจากระบบเตือนภัยแล้ว “ดร.ไพบูลย์” ยังวิพากษ์วิจารณ์ความไม่สมจริงของการซ้อมอพยพสึนามิในอดีตว่า “เป็นการซ้อมแบบผักชีโรยหน้า” เนื่องจากมีการแจ้งล่วงหน้าและเกณฑ์คนเข้าร่วมเพียง 200-300 คน แต่ในความเป็นจริง เช่น พื้นที่หาดป่าตอง ภูเก็ต มีประชากรตามทะเบียนบ้านหลักแสน และประชากรแฝงรวมถึงนักท่องเที่ยวอีกนับแสนคน หากต้องอพยพคนเป็นหมื่นเป็นแสนพร้อมกันท่ามกลางสถานการณ์ตื่นตระหนกจริงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า รัฐจะจัดการอย่างไร
การซ้อมที่มีประสิทธิภาพจึงต้องตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และควรใช้วิธีสุ่มซ้อมโดยไม่มีการบอกล่วงหน้าเพื่อทดสอบศักยภาพการควบคุมเส้นทางและกระบวนการอพยพของเจ้าหน้าที่อย่างแท้จริง
ความเข้าใจเรื่อง "สึนามิ" และดราม่า "ทุ่นเตือนภัยพัง"
“ดร.ไพบูลย์” กล่าวเกี่ยวกับดราม่าเรื่อง "ทุ่นสึนามิพัง" ที่กำลังปั่นกระแสหวาดกลัวบนโลกโซเชียล โดยระบุว่าในทางปฏิบัติการเตือนภัยสึนามิจะใช้ ข้อมูลแผ่นดินไหวเป็นเครื่องมือหลักลำดับแรกสุด เนื่องจากคลื่นแผ่นดินไหวเดินทางเร็วกว่าคลื่นสึนามิถึง 50 เท่า ทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว สถานีเครือข่ายจะทราบขนาด ความลึก และกลไกการเลื่อนตัวของเปลือกโลกในแนวดิ่งภายใน 1 นาที ซึ่งเข้าเกณฑ์เงื่อนไขการเกิดสึนามิ ได้แก่ แผ่นดินไหวเกิดในทะเลหรือชายฝั่ง ลึกไม่เกิน 50 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวในแนวดิ่งเพื่อยกระดับน้ำขึ้นกระฉอก
ในทางตรงกันข้าม คลื่นสึนามิจากสุมาตราเหนือต้องเดินทางถึงชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงทุ่นสึนามิแถบภูเก็ต ถ้าเรารอเตือนภัยจากทุ่นวัดระดับน้ำ ย่อมไม่ทันการณ์แน่นอน ดังนั้น ทุ่นเตือนภัยน้ำลึกจึงเป็นเพียงเครื่องมือตรวจสอบและยืนยันซ้ำในขั้นตอนถัดไปเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องเตือนภัยด่านแรกอย่างที่ผู้คนเข้าใจ
ความเสี่ยงไทย รอยเลื่อนภาคเหนือและจุดเฝ้าระวัง
“ดร.ไพบูลย์” สรุปภาพรวมความเสี่ยงในไทยว่า รอยเลื่อนมีพลังบนบกในไทยมีขีดความสามารถที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวสูงสุดขนาดประมาณ 7.0-7.5 โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มรอยเลื่อนภาคเหนือ ที่มีประมาณ 8 กลุ่มรอยเลื่อน ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 6.3 ที่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย และมีแนวโน้มว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แผ่นดินไหวระดับขนาด 6.0 อาจวนกลับมาเกิดซ้ำขึ้นอีกรอบ
สำหรับพื้นที่ภาคใต้อย่างรอยเลื่อนระนองและคลองมะรุ่ยยังไม่มีสิ่งน่ากังวล และระบบเตือนภัยของกรมอุตุฯ ก็มีการตรวจจับตลอด 24 ชั่วโมง ประชาชนจึงไม่ต้องตื่นตระหนกไปกับคำทำนายของหมอดูหรือข่าวลือบนโซเชียล
ส่วนแผ่นดินไหวใหญ่บนรอยเลื่อนสะกายในเมียนมาร์ขนาด 7.7 เมื่อปีที่แล้วนั้น ได้ปลดปล่อยพลังงานไปเกือบหมดแล้ว และต้องใช้เวลาสะสมพลังงานยาวนานหลายสิบปีกว่าจะเกิดการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่อีกครั้ง
“ดร.ไพบูลย์” ทิ้งท้ายไว้ว่า ทางออกและทางรอดของประเทศไทยในการเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิ คือการที่หน่วยงานหลัก ทั้ง ปภ., กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมทรัพยากรธรณี จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันอย่างเหนียวแน่น ปรับปรุงเกณฑ์เตือนภัยและนำแผนที่เสี่ยงภัยมาใช้งานจริง และสำคัญที่สุดคือ เลิกซ้อมอพยพแบบผักชีโรยหน้าเพื่อก้าวเข้าสู่การซ้อมระบบอย่างจริงจังในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและฟื้นฟูเสถียรภาพความมั่นใจทางเศรษฐกิจให้ดีดังเดิม




