น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต เกิดจากธารน้ำแข็งที่ระดับความสูงราว 5,200 เมตรพังถล่ม มวลน้ำแข็งและหินปิดกั้นแม่น้ำ ก่อนพังทลายปล่อยมวลน้ำมหาศาลลงท้ายน้ำ คร่าชีวิตกว่า 160 คน ผู้เชี่ยวชาญชี้ **โลกร้อนไม่ใช่สาเหตุโดยตรง** แต่เร่งการละลายและลดเสถียรภาพธารน้ำแข็ง เพิ่มความเสี่ยงภัยลักษณะนี้ในอนาคต
KEY POINTS
- น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต เกิดจากธารน้ำแข็งที่ระดับความสูงราว 5,200 เมตรพังถล่ม
- มวลน้ำแข็งและหินปิดกั้นแม่น้ำ ก่อนพังทลายปล่อยมวลน้ำมหาศาลลงท้ายน้ำ คร่าชีวิตกว่า 160 คน
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ โลกร้อนไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่เร่งการละลายและลดเสถียรภาพธารน้ำแข็ง เพิ่มความเสี่ยงภัยลักษณะนี้ในอนาคต
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า น้ำท่วมฉับพลัน/น้ำป่าไหลหลาก (Flash Flood) เป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดในโลก โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 รายต่อปี ผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมนั้นรุนแรงมาก น้ำท่วมฉับพลันคิดเป็นประมาณ 85% ของกรณีน้ำท่วมทั้งหมด และมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในบรรดาน้ำท่วมประเภทต่างๆ รวมถึงน้ำท่วมจากแม่น้ำและชายฝั่ง สามารถเปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำ ฝังบ้านด้วยโคลน และพัดพาสิ่งของ/สิ่งปลูกสร้างได้
เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล–ทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 160 คนและทำให้ผู้คนอีกจำนวนมากสูญหาย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง ภัยธรรมชาติที่อันตรายที่สุด เพราะเกิดขึ้นรวดเร็วและทิ้งเวลาให้ประชาชนรับมือเพียงเล็กน้อย
จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติอยู่สูงบนเทือกเขาหิมาลัย เมื่อธารน้ำแข็งส่วนหนึ่งขนาดราว 0.2 ตารางกิโลเมตร ที่ระดับความสูงราว 5,200 เมตร แตกตัวและถล่มในแนวดิ่งลงสู่หุบเขาลึกกว่า 1,200 เมตร มวลน้ำแข็งและหินดังกล่าวพุ่งสู่แม่น้ำเลนเดโคลา (Lhende Khola) ทางทิเบต ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโภเต โกชี ด้วยความเร็วสูง พัดพาน้ำ ตะกอน และก้อนหินขนาดใหญ่ เปิดกั้นแม่น้ำในเขื่อนธรรมชาติจนเกิดพังทลาย น้ำจำนวนมหาศาลทะลักลงไปยังท้ายน้ำอย่างรุนแรง
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา (U.S. Geological Survey: USGS) ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่ตรวจจับได้ในช่วงเกิดเหตุไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวโดยตรง แต่แผ่นดินไหวนั้นเกิดจากการถล่มของดินและธารน้ำแข็ง แรงสั่นสะเทียบเท่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.2
น้ำท่วมฉับพลันเกิดจากอะไร
จุดที่ทำให้น้ำท่วมฉับพลันอันตรายกว่าน้ำท่วมทั่วไปคือ “ความเร็ว” เพราะน้ำไม่ได้ค่อย ๆ เอ่อท่วมพื้นที่ แต่สามารถเปลี่ยนลำน้ำขนาดเล็กให้กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากในเวลาไม่นาน และมักพัดพาโคลน หิน ต้นไม้ รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างไปพร้อมกัน
น้ำท่วมฉับพลันมักถูกเชื่อมโยงกับฝนตกหนัก แต่สาเหตุจริงมีได้หลายรูปแบบ ได้แก่
- ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้น้ำไหลบ่าจากพื้นที่สูง
- Cloudburst หรือฝนตกหนักมากในพื้นที่จำกัด
- ดินถล่ม/หินถล่ม ขวางแม่น้ำ ก่อนเกิดการทะลักของน้ำ
- เขื่อนหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำพัง
- Glacial Lake Outburst Flood (GLOF) หรือทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก
- ธารน้ำแข็งหรือมวลน้ำแข็งพังถล่ม
โลกร้อนเพิ่มความเสี่ยงหรือไม่
โลกร้อนมีส่วนเพิ่มความเสี่ยง แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของเหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งหมด แต่วิทยาศาสตร์ยังเห็นตรงกันว่าอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังเปลี่ยนแปลงระบบธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติในลักษณะดังกล่าว
"แดเนียล ชูการ์" นักธรณีสัณฐานวิทยาและรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคัลการี ประเทศแคนาดา ระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นว่า หิมะจำนวนมากอาจละลายภายในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเกิดภัยพิบัติ
"พื้นที่ธารน้ำแข็งบางส่วนที่ยังมีหิมะปกคลุมในวันก่อนหน้า กลับเผยให้เห็นพื้นผิวน้ำแข็งมากขึ้นในวันเกิดเหตุ ซึ่งอาจสะท้อนถึงสภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่ายังไม่มีข้อมูลจากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพียงพอที่จะยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว"
ในกรณีเนปาล นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายและบางลง ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งและสภาพพื้นผิวภูเขาอาจเพิ่มความไม่เสถียรของพื้นที่สูง
รายงานของศูนย์การพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการนานาชาติ (International Centre for Integrated Mountain Development: ICIMOD) ระบุว่า พื้นที่ธารน้ำแข็งของเนปาลลดลง 24% ระหว่างปี 1977–2010 ขณะที่ปริมาณน้ำแข็งสำรองลดลง 29% และธารน้ำแข็งขนาดเล็กมากกว่า 160 แห่งหายไปแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระบบน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย
นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้บรรยากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น จึงเพิ่มศักยภาพของฝนตกหนักสุดขั้ว ขณะที่การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการขยายตัวของเมืองก็เพิ่มความเสี่ยงเมื่อน้ำฝนไหลบ่าลงพื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว
"สัสวัต ซานยาล" ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติจาก ศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) ในกรุงกาฐมาณฑุ กล่าวว่า ยังต้องระมัดระวังในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ครั้งนี้กับภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคฮินดูกูช–หิมาลัย ทำให้ธารน้ำแข็งละลายและมีความเปราะบางมากขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ โลกร้อนไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ธารน้ำแข็งถล่มทุกครั้ง แต่กำลังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนภูเขาสูง ซึ่งอาจเพิ่มเงื่อนไขที่นำไปสู่ภัยพิบัติจากน้ำแข็ง หิน และน้ำได้มากขึ้น
โลกกำลังเจอปัญหาน้ำท่วมมากขึ้น
ข้อมูลของ UNDRR ระบุว่า น้ำท่วมทั้งหมด (จากทุกรูปแบบ) คิดเป็นราว 35–40% ของภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศทั้งหมด ขณะที่งานวิจัยของ World Bank ประเมินว่า ประชากรโลกประมาณ 1.81 พันล้านคน หรือ 23% ของประชากรโลก อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์น้ำท่วมระดับ 1-in-100-year flood และประชากรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก
ประเทศไหนเสี่ยง?
จีน–ทิเบต มีทั้งพื้นที่ภูเขาสูง ธารน้ำแข็ง แม่น้ำสายสำคัญ และชุมชนตามหุบเขา ทำให้เสี่ยงทั้ง น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และน้ำท่วมจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF)
เนปาล เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญของเทือกเขาหิมาลัย เพราะมีพื้นที่ภูเขาสูงชัน ธารน้ำแข็ง และแม่น้ำที่ไหลลงหุบเขาอย่างรวดเร็ว โดยเหตุครั้งล่าสุดเป็นตัวอย่างของภัยที่สามารถเกิดจากมวลน้ำแข็งและหิน ไม่ใช่เฉพาะฝน
อินเดียตอนเหนือ พื้นที่ Himalayan states เช่น Uttarakhand, Himachal Pradesh และ Sikkim เผชิญความเสี่ยงจากฝนหนัก Cloudburst (ฝนตกหนักฉับพลัน) ดินถล่ม และ GLOF โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง เช่น GLOF ในรัฐ Sikkim ปี 2566 และน้ำท่วมฉับพลันใน Uttarakhand ปี 2564
สำหรับประเทศไทย แม้ไม่มีปัจจัยจากธารน้ำแข็งแบบเทือกเขาหิมาลัย แต่ความเสี่ยงจาก ฝนสุดขั้วและน้ำป่าไหลหลาก กำลังเป็นโจทย์ที่ต้องจับตา โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาและชุมชนปลายน้ำ เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำจากพื้นที่สูงสามารถไหลลงสู่พื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว และเมื่อฝนตกหนักขึ้นในช่วงเวลาสั้นลง “เวลาที่เหลือสำหรับการหนี” ก็อาจสั้นลงตามไปด้วย
การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี 2569 ยังระบุโดยตรงว่า น้ำท่สมฉับพลันมักถูกกระตุ้นโดยฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นภัยสำคัญของ ภาคเหนือของประเทศไทย และได้ประเมินความเปราะบางของลุ่มน้ำในพื้นที่ดังกล่าวโดยเฉพาะ
ซึ่งเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็มีการแจ้งเตือนการเฝ้าระวังภัยแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ในระหว่างวันที่ 30 ก.ค. -1 ส.ค. 2569 ในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง และพังงา
อ้างอิง: Reuters, The Guardian, AP, ICIMOD, Science Direct





