“เรนบอมบ์” และฝนสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น กำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีข้อจำกัดด้านกายภาพจากการตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ระดับน้ำทะเล ขณะที่ความเสี่ยงจากน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และฝนตกหนัก ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อระบบระบายน้ำของเมืองอย่างต่อเนื่อง
เจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ เปิดเผยถึงความคืบหน้าและแผนการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร ในงานสัมมนา “Bangkok 2023 – 2034 : The Next Great Flood” จัดโดย คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ว่า กทม. จึงเร่งยกระดับแผนบริหารจัดการ “3 น้ำ” ผ่านการพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ ระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน และเทคโนโลยีติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ
ส่องกายภาพกรุงเทพฯ กับโจทย์ท้าทาย “3 น้ำ”
“เจษฎา” ให้ข้อมูลว่า กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีระดับความสูงเพียง 0 ถึง 2 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง, จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ฝั่งพระนครหลายจุดเป็นแอ่งต่ำ เช่น ย่านรามคำแหงและถนนเพชรบุรี ในขณะที่ฝั่งธนบุรีมีระดับพื้นที่สูงกว่าเล็กน้อย
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในปัจจุบันเกิดจาก “3 น้ำ” ได้แก่
- น้ำเหนือ ที่หลากลงมาตามแม่น้ำสายหลัก
- น้ำทะเลหนุนสูง ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่ง
- น้ำฝน ซึ่งเป็นปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันเนื่องจากสภาวะ “เรนบอมบ์” และปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง ที่มักทำให้เกิดฝนตกหนักในกรุงเทพฯ ช่วงเย็น
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี
ปัจจุบัน กทม. มีระบบป้องกันน้ำท่วมที่ครอบคลุม ทั้งแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความสูง 2.80 ถึง 3.50 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมสูงสุดในปี 2554 นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบ “อุโมงค์ยักษ์” เพื่อทำหน้าที่เป็นทางด่วนระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในออกสู่แม่น้ำโดยตรง
ปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว 4 แห่ง และกำลังทดสอบระบบที่บึงหนองบอนอีก 1 แห่ง ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาย่านอุดมสุขและคลองบางนาได้เป็นอย่างดี
นอกจากอุโมงค์แล้ว กทม. ยังนำนวัตกรรม “Water Bank” หรือถังน้ำใต้ดินขนาดใหญ่มาใช้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ใต้ลานกีฬาและสวนสาธารณะบริเวณรัชดาตัดวิภาวดี เพื่อรับน้ำส่วนเกินในช่วง 15 นาทีแรกที่ฝนตกหนัก
เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำ
ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำยืนยันว่า กทม. ได้เพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำฝนจากเดิม 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เป็น 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบตรวจวัดอัตโนมัติมาใช้ติดตามสถานการณ์น้ำแบบ Real-time กว่า 300 แห่งทั่วเมือง รวมถึงเรดาร์ตรวจอากาศที่สามารถคาดการณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3 ชั่วโมง เพื่อความแม่นยำในการปฏิบัติงาน
“เราได้ถอดบทเรียนจากปี 2565 ที่มีฝนตกหนักเกินค่าเฉลี่ยถึง 40% และนำมาปรับปรุงระบบ ปัจจุบันจุดเสี่ยงน้ำท่วมลดลงจาก 481 จุด เหลือ 256 จุด และทุกจุดที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขตามแผนงบประมาณปี 2568”
ความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าและแผนฉุกเฉิน
ในส่วนความกังวลเรื่องระบบไฟฟ้าขัดข้องส่งผลต่อการสูบน้ำ “เจษฎา” ให้ความมั่นใจว่าสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่มีระบบไฟฟ้า 2 แหล่งจ่าย หากแหล่งใดแหล่งหนึ่งขัดข้องอีกแหล่งจะทำงานแทนได้ทันที
ส่วนสถานีขนาดเล็กและบ่อสูบน้ำตามถนนได้มีการเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและรถปั่นไฟเคลื่อนที่พร้อมเข้าประจำจุดเพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศในกรุงเทพมหานครได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักการระบายน้ำและโซเชียลมีเดียของศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม.

