PSP รุกธุรกิจบริหารจัดการของเสียเคมีผ่าน RE ต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วสู่การผลิตน้ำมันพื้นฐานคุณภาพสูง สร้างโอกาสเติบโตใหม่ พร้อมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร เดินหน้าขยายธุรกิจสู่การบริหารจัดการของเสียเคมีและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรใช้แล้ว (Waste-to-Value) ผ่านการลงทุนในบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลสารเคมีและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี
พร้อมต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยี Re-Refined Base Oil (RRBO) เพื่อนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานคุณภาพสูง มุ่งสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ เปลี่ยนปัญหาสภาพภูมิอากาศ เป็นโอกาสเศรษฐกิจ
นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP เปิดเผยว่า การแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านต้นทุนหรือกำลังการผลิต แต่ยังครอบคลุมถึงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและความสามารถในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภายใต้แนวโน้มการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ส่งผลให้การบริหารจัดการของเสียเคมี (Chemical Waste Management) เปลี่ยนจากภาระต้นทุนในการกำจัดของเสีย มาเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการนำสารเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อสร้างวัตถุดิบใหม่ที่สามารถใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วจากรถยนต์ เครื่องจักร และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ หากได้รับการจัดการและรีไซเคิลอย่างเหมาะสม
โดยข้อมูลจาก Kline ระบุว่า ในปี 2567 ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงประมาณ 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาระบบรวบรวมและรีไซเคิลน้ำมันใช้แล้วให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายเสกสรร กล่าวว่า PSP ได้วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจจากการผลิตน้ำมันหล่อลื่นและเคมีภัณฑ์ ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน ผ่านการเข้าซื้อหุ้น RE ในสัดส่วน 100% ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 630 ล้านบาท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการรีไซเคิลสารเคมีและการจัดการของเสียอุตสาหกรรม พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเข้าด้วยกัน โดย RE มีความเชี่ยวชาญในการรีไซเคิลสารเคมี ตัวทำละลาย และน้ำมันใช้แล้ว รวมถึงการกำจัดของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ตลอดจนการล้างบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ถังเหล็กขนาด 200 ลิตร และถัง IBC ตามมาตรฐาน UN
สำหรับการนำบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ ข้อมูลที่ PSP เปิดเผยระบุว่า สามารถช่วยลดงบประมาณในการจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ได้เฉลี่ย 40–50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจได้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน PSP ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี Re-Refined Base Oil (RRBO) หรือน้ำมันพื้นฐานที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วซ้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเสีย โดยกระบวนการผลิตประกอบด้วยการกำจัดน้ำและสิ่งปนเปื้อน การกลั่นภายใต้สุญญากาศ และการปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน เพื่อกำจัดสารปนเปื้อนและองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน ทำให้น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันหล่อลื่นใหม่ได้อีกครั้ง
ปัจจุบันเทคโนโลยีการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วสามารถผลิตน้ำมันพื้นฐาน RRBO ได้ถึงระดับ Group II และ II+ รวมถึงระดับ Group III ในบางโรงงาน โดยมีศักยภาพในการใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตน้ำมันพื้นฐานจากน้ำมันดิบ ขณะที่ข้อมูลประมาณการจาก Chevron Oronite ระบุว่า RRBO มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานทั่วไปราว 50% และอาจสูงถึง 80% ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและเงื่อนไขที่ใช้ประเมิน จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านแนวโน้มตลาด RRBO ข้อมูลจาก Kline และ Chevron Oronite ระบุว่า ในปี 2565 ทั่วโลกมีกำลังการผลิต RRBO ประมาณ 5.1 ล้านตัน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 1.9 ล้านตัน มีจีน อินเดีย และออสเตรเลียเป็นตลาดสำคัญ พร้อมคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปีในช่วงปี 2566–2571 สะท้อนความต้องการวัตถุดิบรีไซเคิลและแนวโน้มการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ PSP การพัฒนา RRBO ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engine) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลของ RE มาต่อยอดร่วมกับองค์ความรู้ด้านน้ำมันหล่อลื่นของบริษัท พร้อมวางเป้าหมายผลักดัน RE ให้เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจสีเขียว (Green Platform) หลักของกลุ่ม และพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลสารเคมีในภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ทั้งร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีแนวทางกำหนดกลไกราคาคาร์บอนผ่านภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) รวมถึงร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ให้ความสำคัญกับหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ตลอดจนมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 สำหรับสินค้ากลุ่มแรก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์
มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดย CBAM เปิดโอกาสให้นำราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงในประเทศต้นทางมาหักลดภาระภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาระบบราคาคาร์บอนของประเทศไทย แม้การใช้วัตถุดิบรีไซเคิลยังไม่ได้เป็นข้อบังคับทั่วไปสำหรับผู้ผลิตไทย แต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดคาร์บอนกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ขณะเดียวกัน หลายประเทศได้พัฒนาระบบจัดการน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยสเปนกำหนดให้น้ำมันใช้แล้วอย่างน้อย 65% ต้องถูกนำกลับไปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐาน ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีเป็นตลาดสำคัญด้านการกลั่นซ้ำน้ำมันใช้แล้ว ส่วนสหรัฐอเมริกาสามารถรวบรวมน้ำมันใช้แล้วได้ประมาณ 72% และนำราว 60% ของปริมาณที่รวบรวมได้ไปกลั่นซ้ำ สำหรับภูมิภาคเอเชีย อินเดียเริ่มบังคับใช้เป้าหมายการใช้น้ำมันรีไซเคิลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 ในสัดส่วน 5% ของน้ำมันพื้นฐานหรือน้ำมันหล่อลื่นที่จำหน่าย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2573
นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างจากต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ระบบรวบรวมของเสีย มาตรฐานการผลิต และกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ โดยเฉพาะน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต
ทั้งนี้ PSP มองว่าการบริหารจัดการของเสียเคมีและการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับต้นทุน ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การลงทุนใน RE และการพัฒนา RRBO จึงเป็นการวางรากฐานธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงกระบวนการผลิตกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำในระยะยาว





