วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ เปลี่ยนปัญหาสภาพภูมิอากาศ เป็นโอกาสเศรษฐกิจ

“Gastech Bangkok 2026” ผู้เชี่ยวชาญชี้การลดก๊าซมีเทนและโซลูชันคาร์บอนต่ำในตลาดเกิดใหม่ สร้างความมั่นคงทางพลังงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยอินเดียชูเทคโนโลยีสะอาด อินโดนีเซีย-อุซเบกิสถานเป็นต้นแบบลดจุดรั่วซึม พร้อมแนะภาครัฐหนุนนโยบายและเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

KEY POINTS

  • การลดการปล่อยก๊าซมีเทนและการเผาก๊าซธรรมชาติทิ้งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับตลาดเกิดใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
  • การใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่มีอยู่และทรัพยากรในท้องถิ่น เช่น การผลิตไฮโดรเจนเขียวและการแปรรูปถ่านหินสะอาด สามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ การสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม และนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนและทำให้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเข้าถึงได้ในวงกว้าง

การเสวนาในหัวข้อ “การทำให้โซลูชันคาร์บอนต่ำเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่” ในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ได้แก่ ซูบิน แบมจี ผู้จัดการฝ่ายการเผาก๊าซทิ้งและการลดก๊าซมีเทนทั่วโลก แผนกพลังงานโลก จากธนาคารโลก, บาลาซาเฮบ ดาราเด ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ จาก New Era Cleantech Solutions และฮั่นหลิง หยาง รองประธานผู้ช่วยด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จาก กองทุนปกป้องสิ่งแวดล้อม (EDF) มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและแนวทางปฏิบัติจริงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซมีเทนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยมีโมเกนส์ โฮล์ม พาร์ทเนอร์จาก Boston Consulting Group ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

ซูบิน แบมจี จากธนาคารโลก ชี้ให้เห็นว่าการลดก๊าซมีเทนและการเผาก๊าซธรรมชาติทิ้ง ไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมหรือสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และความมั่นคงในการเข้าถึงพลังงานของประเทศกำลังพัฒนา โดยได้ยกตัวอย่างโครงการนำร่องของธนาคารโลก ที่ช่วยยับยั้งการรั่วไหลของก๊าซมีเทน 

ในโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว Badak LNG ประเทศอินโดนีเซีย พบจุดรั่วซึม 250 จุด โดยใช้เวลาสำรวจเพียง 2 สัปดาห์ และแก้ไขได้ทันทีครึ่งหนึ่ง ด้วยต้นทุนเพียง 8-9 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอนไดโอไซด์เทียบเท่า เช่นเดียวกับโครงการในประเทศอุซเบกิสถาน ที่ทำร่วมกับบริษัท Uztransgas โดยสามารถลดการรั่วซึมและสร้างมูลค่าแก๊สคืนสู่ระบบได้มูลค่า 180 ล้านดอลลาร์ต่อปี

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ เปลี่ยนปัญหาสภาพภูมิอากาศ เป็นโอกาสเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากธนาคารโลกพบว่า ทั่วโลกมีการเผาแก๊สทิ้งอย่างไร้ประโยชน์สูงถึง 160,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (BCM) ต่อปี ซึ่งเท่ากับปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าเลี้ยงทวีปแอฟริกาทั้งทวีป ขณะที่ 80% ของก๊าซมีเทนในภูมิภาคอาเซียน สามารถลดได้ด้วยต้นทุนสุทธิที่เป็นลบ ผ่านกองทุนช่วยเหลือจากธนาคารโลก

ขณะที่ บาลาซาเฮบ ดาราเด กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียต้องนำเข้าน้ำมันถึง 85-87% และนำเข้าแก๊สธรรมชาติมากกว่า 50% ทำให้ต้องเผชิญวิกฤติ 3 ด้าน ทั้งเชื้อเพลิง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ และปุ๋ยเคมี โดย 95% ของยูเรียในอินเดียผลิตจากแก๊สธรรมชาตินำเข้า

ดาราเดได้นำเสนอแนวทางแก้ไข ด้วยการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ผ่าน “พันธกิจไฮโดรเจนเขียวแห่งชาติ” (National Green Hydrogen Mission) ที่ตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนเขียว 5 ล้านตันภายในปี 2030 และ “พันธกิจการแปรรูปถ่านหินเป็นแก๊ส” (National Mission on Coal Gasification) ซึ่งจะช่วยดักจับคาร์บอนไดโอไซด์นำไปผลิตปุ๋ยยูเรียได้โดยตรง อีกทั้งยังได้ผลพลอยได้เป็นออกซิเจนฟรี สำหรับกระบวนการผลิตไฮโดรเจนเขียว ซึ่งช่วยลดต้นทุนลงจนสามารถแข่งขันกับพลังงานฟอสซิลดั้งเดิมได้

พร้อมเสนอให้อินเดียเป็นพื้นที่ทดลองขยายผลเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำระดับโลก โดยกล่าวว่า “ควรมองว่าอินเดียเป็นเหมือนห้องปฏิบัติการสำหรับการสร้างโซลูชันคาร์บอนต่ำ เพราะหากปราศจากการขยายขนาด การเข้าถึงในราคาที่เอื้อมถึงและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจก็จะไม่เกิดขึ้น”

ในตอนนี้ New Era Cleantech Solutions กำลังพัฒนา โรงกลั่นถ่านหินสะอาดและชีวมวลแห่งแรกทางตอนกลางของอินเดีย ซึ่งมีการจัดหาพื้นที่ปลูกชีวมวลกว่า 100,000-130,000 เอเคอร์ ซึ่งสามารถนำคาร์บอนไปผลิตเป็นกราไฟต์และกราฟีน โดยระบุว่า “ถ่านหินของผมเขียวกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเราไม่ได้เผาถ่านหิน  แต่เราดักจับทุกอย่างที่มีอยู่โดยไม่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ”

ทางด้านฮั่นหลิง หยาง อ้างอิงข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า เราสามารถลดการปล่อยมีเทนในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลงได้ 75% ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว และ 40% ทำได้โดยไม่มีต้นทุนสุทธิ ซึ่งใช้เงินลงทุนรวมเพียง 200,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3-5% ของรายได้ต่อปีของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ EDF ยังได้ส่งดาวเทียม MethaneSAT ขึ้นสู่อวกาศเพื่อตรวจจับจุดปล่อยมีเทนทั่วโลกแบบเรียลไทม์

ความต้องการแก๊สธรรมชาติของ “เอเชียแปซิฟิก” จะเพิ่มขึ้น 70% ภายในปี 2050 แต่หลายประเทศก็ยังพยายามจะลดการใช้ลง โดยหยางได้ยกตัวอย่างโครงการความร่วมมือ CLEAN ซึ่งเป็นความร่วมมือภาคสมัครใจระหว่างผู้ซื้อ LNG รายใหญ่ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงบริษัทสาธารณูปโภคทั้งหมด เพื่อครอบคลุมสัดส่วนการนำเข้า LNG ถึง 90% ของทั้งสองประเทศ โดยมีเป้าหมายสร้างความรับผิดชอบร่วมกันข้ามพรมแดน ด้วยการลดการปล่อยมลพิษและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน LNG ให้สะอาดยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน Petronas บริษัทน้ำมันและแก๊สแห่งชาติของมาเลเซีย ได้จัดตั้งโครงการ “Methane Energy Sector Leadership Program”  เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มกลางในระดับภูมิภาคสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด และร่วมมือกับประเทศผู้ซื้อ ในการพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีตรวจจับรวมถึงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับประเด็นความร่วมมือและการสนับสนุนทางการเงิน ทั้งสามคนเห็นพ้องว่าการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบการเงินที่ออกแบบเฉพาะประเทศ โดยแบมจี ระบุว่า ธนาคารโลกทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการดึงภาครัฐ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOCs) และชุมชนมาร่วมมือกัน โดยใช้เงินทุนตั้งต้นแบบเร่งปฏิกิริยา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นำไปสู่โครงการในระยะยาว

ทั้งนี้ ภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น ท่อส่งคาร์บอนไดโอไซด์ หรือเขตอุตสาหกรรมแปรรูปแก๊ส ควบคู่กับการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว

โมเกนส์ โฮล์ม ชี้ว่าเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในปัจจุบัน มีความพร้อมเชิงพาณิชย์และได้รับการรับรองจากผู้ผลิตแล้ว แต่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับความจริงจังเชิงนโยบาย การวางกลไกทางการเงินที่ตรงจุด และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ เปลี่ยนปัญหาสภาพภูมิอากาศ เป็นโอกาสเศรษฐกิจ