ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงถึงกันอย่างไร้รอยต่อ ความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมกลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ล่าสุด เวิลด์ แบงก์ และสภาพัฒน์ฯ เผยทิศทางไทยพร้อมรับมือความท้าทายระดับโลก
การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การปรับปรุงกระบวนการผลิตภายในองค์กรอีกต่อไป แต่ระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมทั้งพลังงาน เคมีภัณฑ์ โลหะ คมนาคม และโลจิสติกส์ ต่างถูกหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกันผ่านเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนที่สอดประสานกัน
หากปราศจากการบูรณาการที่ดี การดำเนินงานแบบต่างคนต่างทำย่อมนำมาซึ่งความไม่มีประสิทธิภาพและความล่าช้าในการขยายขนาดเทคโนโลยีสะอาด สะท้อนผ่านรายงานล่าสุดจากการประชุมหารือระดับผู้นำอุตสาหกรรมที่จัดโดย สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อปี พ.ศ. 2568 ซึ่งได้ตกผลึก
6 ปัจจัยขับเคลื่อน (Enablers) เชิงปฏิบัติ
เพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมก้าวข้ามจากความกระจัดกระจายไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน ดังนี้
1. เปิดกว้างทางเทคโนโลยีและมีความหลากหลายด้านพลังงาน (Technology Neutrality & Energy Diversity)
ระบบอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนต้องไม่ผูกติดกับเทคโนโลยีเพียงรูปแบบเดียว แต่ต้องเปิดกว้างให้มีทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งเชื้อเพลิงดั้งเดิม ไฮโดรเจนสะอาด เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) รวมถึงการบริหารจัดการคาร์บอนและการ electrification เพื่อให้แต่ละภาคส่วนสามารถเลือกผสมผสานโซลูชันที่เหมาะสมกับความพร้อมและขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเองได้
2. ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเข้าถึงได้ง่ายและมีราคาที่จับต้องได้ (Affordability)
แม้จะมีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ต้นทุนส่วนต่าง หรือ Green Premium ที่สูงขึ้นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรน้อย (Tight-margin) เช่น เคมีภัณฑ์หรือเชื้อเพลิง SAF การเปลี่ยนผ่านจึงจำเป็นต้องอาศัยแรงจูงใจที่ตรงจุด โครงสร้างพื้นฐานที่แชร์ร่วมกัน และสัญญาณความต้องการซื้อในระยะยาว เพื่อช่วยลดต้นทุนผ่านการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
3. สร้างการเปลี่ยนผ่านที่สมดุล ครอบคลุม และคำนึงถึงบริบทภูมิภาค (Balanced & Regional Transformation)
บริบทของแต่ละภูมิภาคมีความพร้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ไม่รวมจีน) ได้รับส่วนแบ่งเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่ถึง 10% ของการเติบโตทั่วไประหว่างปี พ.ศ. 2558–2567 ดังนั้น กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านจึงต้องยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุนของแต่ละท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
4. ออกแบบนโยบายที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้ (Stable & Consistent Policies)
การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ต้องอาศัยกรอบเวลาที่ยาวนานหลายทศวรรษ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐจึงเป็นความเสี่ยงหลักที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ดังที่ Claudio Descalzi ซีอีโอของ ENI ได้สะท้อนมุมมองว่า นโยบายระยะยาวที่เปิดกว้างทางเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและเร่งนวัตกรรมให้ออกมาใช้งานได้จริง
5. พัฒนากลไกตลาดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่ (Market Mechanisms)
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งอาจเป็นการผลักภาระต้นทุนและความเสี่ยงไปให้อุตสาหกรรมส่วนอื่น การสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใส ตรวจสอบความเข้มข้นของคาร์บอนได้ และการแชร์โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน จะช่วยให้ผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานสามารถลงทุนและเติบโตไปพร้อมกันได้โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
6. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานครั้งใหญ่ (Transform Energy Infrastructure)
รากฐานสำคัญที่สุดหนีไม่พ้นท่าเรือ ระบบส่งไฟฟ้า ท่อส่ง และเครือข่ายโลจิสติกส์ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับระบบพลังงานยุคเก่า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้รองรับเชื้อเพลิงทางเลือกและพลังงานสะอาดจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
มุมมองและทิศทางของประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมตามแนวทางดังกล่าวเริ่มเห็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ กระทรวงพลังงาน ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ควบคู่ไปกับการผลักดันกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ klim (Climate Change Act) เพื่อสร้างกลไกราคาคาร์บอนเครดิตและระบบการซื้อขายพลังงานสะอาด (Utility Green Tariff)
สอดคล้องกับรายงานของ ธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนสีเขียวมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากภาครัฐสามารถสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบและเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกรีนอิดจ์ (Green Grid) รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพได้ทันท่วงที
การเปลี่ยนผ่านจาก "ความกระจัดกระจาย" สู่ "การประสานพลังร่วมกัน" จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะกำหนดรอดและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยบนเวทีโลกในระยะยาว
ที่มา : World Economic Forum


