“Google” ทุ่มงบ 1,000 ล้านดอลลาร์สร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ใน จ.ชลบุรี เพื่อรองรับการใช้งานเอไอที่เติบโตสูงในไทย พร้อมแก้ข้อกังวลเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยยืนยันไม่สร้างภาระค่าไฟให้ประชาชน คืนน้ำสะอาดให้ชุมชน 120% คุมเสียงและความร้อนตามมาตรฐาน และมุ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ดีตลอด 20 ปี
KEY POINTS
- Google ยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่สร้างภาระด้านไฟฟ้าและน้ำ โดยจะลงทุนยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าเอง และมีนโยบายคืนน้ำสะอาดให้ชุมชน 120% ของปริมาณที่ใช้
- บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็น "เพื่อนบ้านที่ดี" ผ่านการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การจ้างงานในท้องถิ่น และการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชนเพื่อรับฟังความเห็น
- มีมาตรการจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านเสียงและความร้อน โดยเลือกที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมและใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางเพื่อไม่ให้รบกวนชุมชนโดยรอบ
“ดาต้าเซ็นเตอร์” อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก แต่ก็ถูกจับตามองจากประชาชน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากร ทั้งไฟฟ้าและน้ำสะอาดจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังปล่อยความร้อน และสร้างมลพิษทางเสียง ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับดาต้าเซ็นเตอร์
“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ไบรอัน ยู” ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ของ Google ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถึงการสร้างความเข้าใจและลดความกังวลให้แก่ประชาชน ตลอดจนการใช้ทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google ที่กำลังก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรม WHA อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
“ดาต้าเซ็นเตอร์” คือสิ่งจำเป็น
ดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเป็น “ห้องเครื่องของระบบอินเทอร์เน็ต” ที่ทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลมหาศาลเบื้องหลังชีวิตดิจิทัล ยูกล่าวว่า “หากไม่มีศูนย์ข้อมูล บริการขั้นพื้นฐานที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การค้นหาใน Google Search, การนำทางด้วย Google Maps, การรับชมวิดีโอ YouTube ไปจนถึงระบบธนาคารดิจิทัลและการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็จะไม่สามารถทำงานได้เลย”
ยูกล่าวถึงสาเหตุที่ Google เลือกตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยเป็นเพราะ คนไทยใช้เทคโนโลยีเอไอสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค เห็นได้จาก รายงาน Gemini SEA 2026 ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่การใช้งาน Gemini เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของ Google โดย 87% ของการเขียนคำสั่งที่ผู้ใช้งานในไทยป้อนเข้าสู่ระบบเป็นภาษาไทย
นอกจากนี้ Google ยังร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ของไทย เพื่อพัฒนาและนำเครื่องมือเอไอมาใช้ประโยชน์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในตลาดและขยายโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างงานและก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างแก่ประเทศ เช่น “ChulaGENIE” เครื่องมือเอไอให้แก่นิสิต คณาจารย์ และบุคลากรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับใช้ในการวิจัยทางวิชาการและการศึกษา
ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็ได้ร่วมมือกับ Google Cloud ในการพัฒนาและนำเครื่องมือเอไอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่บุคลากรของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการจัดทำข้อมูลเชิงลึกของตลาด สนับสนุนการออกตราสารทุน และรักษาความโปร่งใสของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งโรงพยาบาลราชวิถียังได้ร่วมมือกับ Google ในการนำเอไอมาใช้ตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ป้องกันได้ของการสูญเสียการมองเห็น
การขยายขอบเขตการใช้งานที่เพิ่มขึ้น จึงต้องอาศัยพลังการประมวลผลจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่สูงมากขึ้น และจำเป็นต้องมีศูนย์ข้อมูลในไทยเพื่อสามารถตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้งานได้ทันท่วงที
ยูเปรียบเทียบว่า “หากคุณหิวข้าวและต้องการอาหารที่สดใหม่ อาหารนั้นต้องมาจากครัวในท้องถิ่น ไม่ใช่ทำจากต่างประเทศแล้วบินข้ามมหาสมุทรมา ข้อมูลก็เช่นกัน การมีศูนย์ข้อมูลในประเทศช่วยให้การใช้งาน Google Maps หรือ Gemini ตอบสนองทันทีโดยไม่มีอาการสะดุด พร้อมทั้งตอบโจทย์ด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศสำหรับสถาบันการเงินและภาครัฐ”
นอกเหนือจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว Google ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบสายเคเบิลใต้น้ำ โดยเฉพาะโครงการเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ “TalayLink” ที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับออสเตรเลียและเครือข่ายทั่วโลก ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยูกล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า “หากศูนย์ข้อมูลเปรียบเสมือน ‘สมอง’ ระบบสายเคเบิลใต้น้ำและเคเบิลบนดินก็คือ ‘เซลล์ประสาท’ ที่คอยส่งผ่านข้อมูล หากไม่มีระบบเชื่อมต่อเหล่านี้ ศูนย์ข้อมูลก็จะเป็นเพียงคลังข้อมูลดิจิทัลที่โดดเดี่ยว”
นอกจากนี้ Google มีกระบวนการประเมินพื้นที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเข้มงวด โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ความต้องการใช้บริการดิจิทัลและเอไอของ Google จากลูกค้าและผู้ใช้งานในพื้นที่, ความใกล้ชิดกับลูกค้าและผู้ใช้งาน, การเข้าถึงบุคลากรที่มีความสามารถ, พื้นที่ตั้งที่ห่างจากเขตที่มีประชากรหนาแน่น, สุขภาวะของลุ่มน้ำ, เสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าและการจัดหาพลังงาน, ศักยภาพในการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ ๆ และโอกาสในการสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับชุมชนท้องถิ่น
สร้างงานให้ชุมชน
Google ลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในประเทศไทย เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และวางระบบสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อเครือข่ายระดับโลก ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญ คาดว่าจะสามารถเพิ่ม GDP ในประเทศได้มากถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2572 พร้อมให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ในช่วงปี 2568-2572
ในระยะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี Google มีการจ้างงานแรงงานก่อสร้างเฉลี่ยถึง 4,200 คนต่อปี และเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เปิดทำการ ยูกล่าวว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น
“ในทุก ๆ ตำแหน่งที่ Google จ้างโดยตรงในศูนย์ข้อมูล เช่น วิศวกรศูนย์ข้อมูล หรือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบายความร้อน จะช่วยสร้างและสนับสนุนตำแหน่งงานเกี่ยวเนื่องในท้องถิ่นตามมาอีกถึง 9 ตำแหน่ง ทั้งงานโลจิสติกส์ งานบริการทางเทคนิค ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจร้านอาหารและบริการในชุมชน”
ขณะเดียวกัน Google ร่วมมือกับองค์กรและซัพพลายเออร์ไทยมากกว่า 50 แห่ง ทั้งในด้านการพัฒนาที่ดิน การก่อสร้าง การพัฒนาระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น กฎหมาย โลจิสติกส์ และการจัดการขยะ
ยูกล่าวว่า “เราไม่ได้เพียงแค่เข้ามาสร้างอาคาร แต่เราต้องการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่บริษัทและผู้ประกอบการไทย ตลอดอายุการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งยาวนานกว่า 20 ปี”
ด้วยเหตุนี้ Google จึงวางแผนการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสร้างเส้นทางอาชีพให้แก่เยาวชนในจ.ชลบุรี ซึ่งจะช่วยให้คนในพื้นที่สามารถเติบโตและเข้าทำงานในดาต้าเซ็นเตอร์ได้ โดยไม่ใช้คนนอกพื้นที่เข้ามาทำงาน
ไม่แย่งไฟฟ้าชุมชน
เมื่อพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้คนต่างกังวลว่าจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งยูกล่าวว่า “เราเข้าใจถึงความกังวลของสังคมไทยและสื่อมวลชน ศูนย์ข้อมูลไม่ควรถูกสร้างขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่การปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรท้องถิ่นต้องเป็นส่วนหนึ่งของพิมพ์เขียวของเราเสมอ” โดย Google ได้พัฒนาและปรับปรุง “พิมพ์เขียวการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรับผิดชอบ” (Blueprint for Responsible Infrastructure Development) มาตลอด 20 ปีนับตั้งแต่สร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในสหรัฐ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
Google เป็นบริษัทเทคโนโลยีรายแรกที่เปิดเผยค่าดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ PUE (Power Usage Effectiveness) ต่อสาธารณะ โดยวัดจากสัดส่วนพลังงานทั้งหมดที่ใช้ต่อพลังงานที่ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์โดยตรง ซึ่งยิ่งเข้าใกล้ 1.0 จะยิ่งมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยค่าเฉลี่ยศูนย์ข้อมูล Google ทั่วโลกอยู่ที่ 1.09 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 1.54-1.58 แม้กระทั่งในเขตร้อนชื้นอย่างสิงคโปร์ ศูนย์ข้อมูลของ Google ก็มีค่า PUE ต่ำเพียง 1.12-1.13 เท่านั้น
ขณะเดียวกัน Google มีหลักการทำงานที่ชัดเจนว่าจะ ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนชาวไทย ยูเน้นย้ำว่า “Google พร้อมจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม พร้อมลงทุนอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เช่น สถานีไฟฟ้าย่อย และสายส่งไฟฟ้า ด้วยงบประมาณของเราเอง โดยไม่โยนภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนชาวไทยอย่างเด็ดขาด”
นอกจากนี้ ยูยังกล่าวว่า โครงข่ายไฟฟ้ามีต้นทุนคงที่ในการดูแลรักษา หากมีผู้ใช้งานน้อย ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อผู้ใช้แต่ละรายก็จะสูงขึ้น แต่เมื่อมีผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาช่วยหารค่าบำรุงรักษา ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อหน่วยลงและช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งเปรียบเหมือนการที่บริษัทขนส่งช่วยออกเงินขยายเลนถนนให้กว้างขึ้น ทำให้ชุมชนได้ใช้ทางหลวงที่เสถียรและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ยูยืนยันว่า Google มีนโยบายไม่เข้าไปตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าไม่เพียงพอ หรือดึงไฟฟ้าไปจากชุมชนเด็ดขาด ในทางกลับกัน ศูนย์ข้อมูลจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดใหม่ ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบระยะยาว (PPA) เพื่อดึงกระแสไฟฟ้าสะอาดระลอกใหม่เข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก เป็นไปตามเป้าหมายการใช้พลังงานปราศจากคาร์บอนทั้งวันทั้งคืน (24/7 Carbon-Free Energy) ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าในระบบภาพรวม เสริมความมั่นคงให้แก่ระบบพลังงานของประเทศ และสร้างความมั่นใจว่าชุมชนจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอและยั่งยืน
ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ
ประเด็นทรัพยากรน้ำถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ ยูระบุว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกพื้นที่สร้างศูนย์ข้อมูล Google จะทำการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ โดยวิเคราะห์ข้อมูลลุ่มน้ำย้อนหลังสูงสุดถึง 100 ปี เพื่อจำลองความต้องการและอุปทานของน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต
หากผลการประเมินพบว่า พื้นที่หรือชุมชนใดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำหรือมีความกดดันต่อลุ่มน้ำ Google จะไม่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำอย่างเด็ดขาด แต่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ หรือเทคโนโลยีของเหลวขั้นสูงแทน ซึ่งในกรณีที่ใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาณการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลจะลดลงจนไม่แตกต่างไปจากอาคารสำนักงานหรือศูนย์การค้าทั่วไป
นอกจากนี้ Google ยังเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่รายแรก ที่เปิดเผยปริมาณการใช้น้ำจริงเป็นตัวเลขปริมาตรต่อปีในทุก ๆ ที่ตั้งศูนย์ข้อมูลผ่านรายงานสิ่งแวดล้อม แทนที่จะใช้อัตราส่วนประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE) เพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วยให้สาธารณชนและชุมชนสามารถตรวจสอบ และถือเป็นพันธะสัญญาในการฟื้นฟูทรัพยากรน้ำได้อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน Google ยังตั้งเป้าคืนน้ำสะอาดสู่ลุ่มน้ำและชุมชนท้องถิ่นให้ได้ถึง 120% ของปริมาณน้ำที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ภายในปี 2573 โดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์และการบัญชีผลประโยชน์ด้านน้ำเชิงปริมาตร (Volumetric Water Benefit Accounting) ที่ต้องได้รับการตรวจวัดและรับรองโดยผู้ประเมินอิสระภายนอก ผ่านการลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานน้ำในท้องถิ่น เช่น การปรับปรุงระบบชลประทานแบบหยด การตรวจจับและลดการรั่วไหลของท่อส่งน้ำเทศบาล และการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ
สำหรับในพื้นที่จ.ชลบุรี ทีมงานของ Google ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านล่วงหน้า เพื่อสำรวจความต้องการและวางแผนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่จริง
ดาต้าเซ็นเตอร์กับสิ่งแวดล้อม
ด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2568 ศูนย์ข้อมูลของ Google ทั่วโลกสามารถลดการส่งขยะการดำเนินงานไปสู่บ่อขยะได้สูงถึง 88% โดย Google พัฒนาระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ เพื่อนำชิ้นส่วนอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์กว่า 7-8 ล้านชิ้นต่อปีกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือจำหน่ายต่อ ซึ่งช่วยทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนการผลิต และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีทั่วโลกได้อีกด้วย
ยูเน้นย้ำว่า Google ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด พร้อมระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้สร้างขยะพิษร้ายแรงเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมหนัก ขณะส่วนใหญ่มีเพียงน้ำเสียจากระบบและอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ที่หมดอายุการใช้งาน โดยน้ำจะผ่านการบำบัดอย่างถูกต้องตามมาตรฐานก่อนปล่อย ส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและกำจัดอย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้กระทบต่อชุมชนรอบข้าง
นอกจากนี้ Google ให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านล่วงหน้า 12 -24 เดือนก่อนเริ่มการก่อสร้าง โดยมีการประเมินระดับเสียงและใช้แบบจำลองการไหลเวียนความร้อนร่วมด้วย ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรม WHA จ.ชลบุรี ก็จะช่วยลดผลกระทบด้านเสียงและความร้อนได้ เพราะอยู่ห่างจากพื้นที่ชุมชนและที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม จนความร้อนและเสียงส่งผลกระทบไม่ถึง
สำหรับการจัดการความร้อนภายในอาคาร Google ได้คิดค้นเทคโนโลยีการกักเก็บอากาศร้อน (Hot Huts) โดยปิดกั้นช่องทางเดินด้านหลังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เพื่อกักเก็บความร้อนสูงถึง 49 องศาเซลเซียสทันทีที่ถูกปล่อยออกมา จากนั้นจะใช้พัดลมดึงอากาศร้อนผ่านคอยล์เย็นระบายความร้อนด้วยของเหลว ที่ติดตั้งอยู่บนแถวเซิร์ฟเวอร์เพื่อดูดซับความร้อน และลดอุณหภูมิลงเหลือประมาณ 27-31 องศาเซลเซียส
ระบวนการนี้ช่วยจัดการความร้อนตั้งแต่จุดกำเนิดภายในอาคาร ทำให้ไม่มีการปล่อยลมร้อนจัดออกสู่ภายนอก และไม่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อน ในพื้นที่รอบข้าง
ส่วนการจัดการเสียง ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google ออกแบบให้มีระบบพัดลมซับเสียง ภายในอาคาร พร้อมมีระยะถอยร่นของอาคาร และการปลูกแนวต้นไม้กันชนเสียง ทำให้แนวเขตพื้นที่ของศูนย์ข้อมูลเสียงดังไม่เกิน 55-65 เดซิเบล ซึ่งเทียบเท่ากับเสียงการทำงานของเครื่องล้างจานหรือเครื่องซักผ้าภายในบ้านเรือนทั่วไปเท่านั้น
เพื่อนบ้านที่ดี
ยูกล่าวว่า Google ต้องการเป็น “เพื่อนบ้านที่ดี” ของชุมชน เพราะต้องอยู่ด้วยกันนานถึง 20 ปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีและอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่กัน กลายเป็นหุ้นส่วนระยะยาวที่ร่วมรับผิดชอบและเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและภาครัฐของไทย
Google ได้ส่งทีมพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพูดคุยกับผู้นำชุมชน วัด และโรงเรียนโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของศูนย์ข้อมูล พร้อมทั้งตอบคำถามและคลายข้อกังวลเรื่องมลพิษ เสียง และการใช้ทรัพยากร
นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้ง “คณะกรรมการที่ปรึกษาชุมชน” ประชุมร่วมกับตัวแทนหมู่บ้านเป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อรับฟังความคิดเห็น ความรู้สึก และข้อห่วงใยของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิตของศูนย์ข้อมูล
Google เชื่อว่าการจะเปิดรับโอกาสทางดิจิทัลได้ ประชาชนต้องได้รับการดูแลความต้องการขั้นพื้นฐาน ก่อน บริษัทจึงได้เข้าไปสนับสนุนชุมชนโดยรอบ เช่น การพิจารณาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าให้แก่ครัวเรือน และส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลในโรงเรียน
ทั้งนี้ Google ตั้งเป้าที่จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานสะอาด 100% แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนหลักอย่าง พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมมีความไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จำเป็นต้องเปิดประมวลผลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันอย่างไม่มีวันหยุด ทำให้ระบบยังคงต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าฐานที่มั่นคง เข้ามาช่วยเสริมเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ
ยูกล่าวทิ้งว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเอไอและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Google พร้อมที่จะเดินหน้าตามพิมพ์เขียวแห่งความรับผิดชอบ ร่วมมือกับรัฐบาลไทย ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคง นำเอไอมาช่วยขับเคลื่อนชีวิตของคนไทยและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน





