ธุรกิจเผชิญความท้าทายจากมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนที่หลากหลาย ซ้ำซ้อน และไม่เป็นทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดต้นทุนสูงและใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ได้ยาก เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างมาตรฐานเดียว แต่คือการทำให้ระบบรายงานที่แตกต่างกันสามารถ "ทำงานร่วมกันได้" เพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
KEY POINTS
- ธุรกิจเผชิญความท้าทายจากมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนที่หลากหลาย ซ้ำซ้อน และไม่เป็นทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดต้นทุนสูงและใช้ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ได้ยาก
- เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างมาตรฐานเดียว แต่คือการทำให้ระบบรายงานที่แตกต่างกันสามารถ "ทำงานร่วมกันได้" (Interoperability) เพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
- แนวทางแก้ไขที่เสนอคือการขยายการใช้มาตรฐานสากล (ISSB) เป็นฐานข้อมูลกลาง, สร้างระบบ Passporting เพื่อให้ข้อมูลเป็นที่ยอมรับข้ามเขตอำนาจ และปรับมาตรฐานการวัดผลให้เป็นหนึ่งเดียว
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับสารพัดความท้าทาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียธรรมชาติ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และทรัพยากรที่เริ่มขาดแคลน ทำให้ "ข้อมูลด้านความยั่งยืน" กลายเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การลงทุน และการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือ "ความซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย" ของระบบการรายงานข้อมูล เนื่องจากมาตรฐานที่หลากหลาย คำขอข้อมูลที่ทับซ้อน และวิธีการวัดผลที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมกลายเป็น "ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง"
รายงาน Global Risks Report 2569 ของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เผยแพร่เมื่อ ม.ค. ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนจะยังคงครอบงำภูมิทัศน์ความเสี่ยงระยะยาวไปตลอดทศวรรษข้างหน้า
ต่อมาใน ก.ย. รายงาน Risk Management Reimagined: Outlook to 2035 ได้ยืนยันอีกครั้งว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความเสี่ยงชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็น "ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาว" ที่ต้องประเมินควบคู่ไปกับการแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การดิสรัปชันทางเทคโนโลยี ภัยคุกคามไซเบอร์ สภาพอากาศที่ผันผวน และความแตกแยกในสังคม
ความเสี่ยงเหล่านี้ทำให้บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยเหล่านี้กระทบต่อการดำเนินงาน ความอยู่รอด และอนาคตของธุรกิจอย่างไร
ปัญหาของภาคธุรกิจ ข้อมูลเยอะ แต่ใช้จริงยาก
ในปัจจุบัน วงการธุรกิจได้ก้าวข้ามคำถามที่ว่า "ทำไมความยั่งยืนถึงสำคัญ?" ไปสู่การตั้งคำถามว่า "จะนำข้อมูลความยั่งยืนมาช่วยจัดสรรเงินทุน บริหารความเสี่ยง และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร?"
แต่ในความเป็นจริง ภูมิทัศน์ของการรายงานกลับพัฒนากระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง บริษัทข้ามชาติที่ดำเนินงานในหลายประเทศต้องเผชิญกับ
- ความซ้ำซ้อน: ต้องรับมือกับระบบที่แตกต่างกัน คำขอข้อมูลทับซ้อน คำนิยามและตัวชี้วัดไม่เหมือนกัน
- ต้นทุนที่สูงขึ้น: ต้องเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นและต้องใช้ทรัพยากรภายในมหาศาล
แม้ว่าปัจจุบันจะมีมากกว่า 45 เขตอำนาจรัฐ (คิดเป็น 60% ของ GDP โลก) ที่เริ่มนำมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนสากล (ISSB) มาใช้ แต่แต่ละพื้นที่ก็มักมีข้อกำหนดเฉพาะท้องถิ่นเพิ่มเติม เช่น สหภาพยุโรป (EU) ที่บังคับใช้กฎระเบียบ CSRD ซึ่งครอบคลุมไปถึงบริษัทนอก EU ที่มีรายได้สำคัญในยุโรปด้วย
โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่การยกเลิกข้อกำหนดท้องถิ่นทั้งหมด แต่เป็นการทำให้ระบบการรายงานที่แตกต่างกันสามารถ "ทำงานร่วมกันได้" (Interoperability) เพื่อให้ข้อมูลเปรียบเทียบกันได้และเกิดประโยชน์สูงสุด
3 ปัจจัยยกระดับระบบรายงานความยั่งยืนเพื่อความแข็งแกร่งของธุรกิจ
รายงาน Reporting for Business Resilience: Enhancing the Corporate Reporting System ของ WEF ได้เสนอ 3 แนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้
1. ขยายการใช้มาตรฐาน ISSB ให้แพร่หลาย
ปรับแก้ข้อกำหนดให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้เกิด "ฐานข้อมูลเปรียบเทียบระดับโลก" ที่ใช้คำนิยามและตัวชี้วัดเดียวกัน ช่วยให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น ลดภาระในการกระทบยอดข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
2. สร้างความเชื่อมโยงผ่านระบบ Passporting
ส่งเสริมให้เกิดข้อตกลงที่ยอมรับข้อมูลระหว่างกัน โดยอาศัยแนวทางความร่วมมือ เช่น แนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง ISSB และ EFRAG ของยุโรป นอกจากนี้ ระบบ Passporting จะช่วยให้ข้อมูลที่จัดทำตามมาตรฐาน ISSB สามารถนำไปใช้ยอมรับในเขตอำนาจรัฐอื่นได้ทันที (อาจใช้เต็มรูปแบบหรือยื่นข้อมูลท้องถิ่นเพิ่มเติมเล็กน้อย) ซึ่ง ประเทศญี่ปุ่น ได้กลายเป็นตัวอย่างแรกๆ ที่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติใช้มาตรฐาน ISSB เพื่อยื่นรายงานตามข้อกำหนดท้องถิ่นได้
3. ปรับมาตรฐานการวัดผลให้เป็นทิศทางเดียวกัน
คุณภาพของรายงานขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลเบื้องต้น หากใช้แหล่งข้อมูลหรือข้อสมมติฐานต่างกัน ข้อมูลที่ได้ก็จะเปรียบเทียบยากและขาดความน่าเชื่อถือ จึงจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เป็นหนึ่งเดียว เช่น ความร่วมมือในการปรับมาตรฐานระหว่าง GHG Protocol และ ISO ซึ่งช่วยให้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความน่าเชื่อถือและเปรียบเทียบกันได้จริง
ก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง
ทั้ง 3 ปัจจัยนี้จะช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ การทำงานร่วมกันระหว่างผู้กำหนดมาตรฐาน ผู้กำกับดูแล และผู้เล่นในตลาด จะช่วยเปลี่ยน "ภาระงานเอกสาร" ให้กลายเป็น "ข้อมูลเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยให้ผู้นำธุรกิจมองเห็นความเสี่ยง คว้าโอกาสใหม่ๆ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
ที่มา : World Economic Forum





