วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์ ‘ฟอกเขียว’ ภาคธุรกิจอาเซียน ใช้ ‘คาร์บอนเครดิต’ ด้อยคุณภาพ กลบการปล่อยมลพิษ

งานเสวนาใน Bangkok Climate Action Week ชี้ตลาดคาร์บอนและการฟอกเขียวในระบบเกษตรอาเซียน-จีน อาจเป็นเพียงการซื้อสิทธิ์ทำลายธรรมชาติ พร้อมเรียกร้องปฏิรูปกฎหมาย คุ้มครองสิทธิชุมชน และบังคับใช้ความรับผิดชอบต่อองค์กรเอกชนและสถาบันการเงินอย่างจริงจัง

KEY POINTS

  • ภาคธุรกิจในอาเซียนถูกวิจารณ์ว่าใช้กลยุทธ์ ‘ฟอกเขียว’ โดยซื้อคาร์บอนเครดิตที่ด้อยคุณภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์รักษ์โลก แต่ยังคงปล่อยมลพิษตามเดิม
  • โครงการคาร์บอนเครดิตหลายแห่งขาดความโปร่งใส ไม่ได้มาตรฐานสากล และส่งผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนท้องถิ่น ทำให้ไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง
  • ผู้ร่วมเสวนาชี้ว่าตลาดคาร์บอนเป็นกลไกที่ผิดพลาด เปรียบเสมือนการอนุญาตให้ผู้ก่อมลพิษจ่ายเงินเพื่อสร้างมลภาวะต่อไป แทนที่จะลดการปล่อยก๊าซจากต้นทาง
  • มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายเพื่อบังคับใช้ความรับผิดชอบต่อองค์กรและสถาบันการเงินที่สนับสนุนการฟอกเขียวผ่านการลงทุนและให้สินเชื่อ

งานเสวนาวิชาการเรื่อง “ก้าวข้ามคำกล่าวอ้างสีเขียว: ความรับผิดชอบ ตลาดคาร์บอน และความรับผิดชอบขององค์กรในระบบเกษตรและอาหารอาเซียน-จีน” (Beyond Green Claims: Accountability, Carbon Markets and Corporate Responsibility in ASEAN-China Agri-food Systems) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ณ COMO Metropolitan Bangkok ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “Bangkok Climate Action Week” โดยมี Foodthink และ ClientEarth ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน

งานนี้ สะท้อนความกังวลต่อการใช้ตลาดคาร์บอนและการฟอกเขียว ในระบบเกษตรและอาหารของภูมิภาคอาเซียน โดยวงเสวนาชี้ว่าคาร์บอนเครดิตด้อยคุณภาพ อาจกลายเป็นเพียงการซื้อสิทธิ์เพื่อทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป พร้อมเสนอให้เร่งปฏิรูปกฎหมาย สร้างมาตรการคุ้มครองชุมชนท้องถิ่น และบังคับใช้ความรับผิดชอบต่อองค์กรเอกชนและสถาบันการเงินอย่างจริงจัง

 

ตลาดคาร์บอน

การเสวนาในช่วงแรก มุ่งเน้นไปที่การตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ กรอบกฎหมาย และความยุติธรรมของตลาดคาร์บอน ดำเนินรายการโดย อาซัม ฮาวารี ทนายความด้านการกำกับดูแลป่าไม้จาก ClientEarth ซึ่งพูดถึงความท้าทายในการผลักดันให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างแท้จริง และการสร้างกลไกความรับผิดชอบที่ปกป้องชุมชนท้องถิ่น

“การแบ่งปันผลประโยชน์ที่แท้จริงและมาตรการคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็ง ควรเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินว่า โครงการคาร์บอนสร้างความยุติธรรมให้แก่ชุมชนท้องถิ่นได้จริงหรือไม่” อาซัมกล่าว

เอ็นดราสวารี ซาเยกตี ทนายความด้านองค์กรและการเงินจาก ClientEarth ญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอกรอบกฎหมายระดับสากล เช่น แนวทางปฏิบัติการรับรองคาร์บอนเครดิต (Core Carbon Principles - CCPs) ของสภาองค์กรเพื่อความโปร่งใสในตลาดคาร์บอนสมัครใจ (ICVCM) 

พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาโครงการคาร์บอนเครดิตด้อยคุณภาพ เช่น โครงการคารีบา  ในซิมบับเวที่มีการประเมินเส้นฐานสูงเกินจริง และโครงการสุมาตรา เมรัง ในอินโดนีเซียที่ขาดความโปร่งใสและละเลยกระบวนการยินยอมของชุมชน โดยซาเยกตีกล่าวว่า “การได้รับการรับรองมาตรฐานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นหลักฐานที่สรุปได้เสมอไปว่า คาร์บอนเครดิตนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือมีความโปร่งใสอย่างแท้จริง”

ซาเยกตียังกล่าวถึง ช่องว่างในกฎหมายของอินโดนีเซีย ซึ่งยังขาดแนวทางปฏิบัติทางเทคนิคในการประเมินความเพิ่มเติม และความยั่งยืนถาวร ของคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ระบบการกำกับดูแลในปัจจุบันยังขาดกลไกความรับผิดชอบและบทลงโทษผู้พัฒนาโครงการและผู้ตรวจสอบเอกเทศที่ชัดเจน หากเกิดข้อผิดพลาดหรือการทุจริตในกระบวนการออกเครดิต

ด้าน เรแกน ไพโรจน์มหากิจ  ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฝึกอบรมการวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (RECOFTC) เน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการคุ้มครองทางสังคม และฉันทานุมัติที่ได้รับการบอกแจ้ง รับรู้ล่วงหน้า และเป็นอิสระ (Free, Prior and Informed Consent - FPIC) โดยได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานในอุทยานแห่งชาติเซมา ประเทศกัมพูชา ซึ่งโครงการคาร์บอนสามารถช่วยปกป้องป่าไว้ได้ถึง 85% เมื่อเทียบกับเขตอนุรักษ์สโนล ที่ถูกทำลายจนหมดสิ้น แต่โครงการก็ยังประสบปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชุมชนในพื้นที่

เรแกนชี้ให้เห็นว่า ตลาดคาร์บอนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น (IPLCs) เป็นศูนย์กลางตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ชุมชนขาดทรัพยากรในการพัฒนาโครงการของตนเอง อีกทั้งเกณฑ์มาตรฐานคาร์บอนในระดับประเทศ เช่น มาตรฐาน T-VER ของประเทศไทย ยังคงมีช่องว่างและไม่ได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเรแกนเสนอว่าต้องสร้างโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเป็นผู้นำและบริหารจัดการโครงการได้ด้วยตนเอง

ขณะที่ วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้อำนวยการ Climate Watch Thailand ได้วิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดคาร์บอนคือ “วิธีแก้ปัญหาที่ผิดพลาด” เนื่องจากกลไกดังกล่าว เปรียบเสมือนการแปรรูปอากาศและธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าเพื่อการค้ากำไร อีกทั้งกลุ่มบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลและเกษตรอุตสาหกรรมยังพยายามลอบบี้ในการประชุม COP เพื่อผลักดันนโยบายที่เปิดทางให้พวกเขาสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไปได้ ผ่านการซื้อคาร์บอนชดเชย

วนันยังชี้ให้เห็นผลกระทบของเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในภาคเกษตรกรรม เช่น การปรับระดับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ ที่ทำลายระบบนิเวศอาหารในนาข้าว และเพิ่มภาระงานและความเสี่ยงทางสุขภาพแก่เกษตรกรหญิง โดยเธอกล่าวว่า “สิ่งที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงคือการเรียกร้องให้ผู้ก่อก๊าซเรือนกระจกปรับลดการปล่อยที่ต้นตอ ไม่ใช่การจ่ายเงินให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการปล่อยมลพิษต่อ”

ปิดท้ายช่วงแรกด้วย ณิชา เวชพานิช นักข่าวสืบสวนสอบสวนจาก HaRDstories นำเสนอประสบการณ์จากการลงพื้นที่สำรวจโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้และป่าชายเลนในประเทศไทย ทั้งในจังหวัดระนองและพื้นที่ภาคเหนือ โดยเธอระบุว่าโครงการคาร์บอนในไทยส่วนใหญ่มีลักษณะสั่งการจากบนลงล่าง ผ่านส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่น ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจากชาวบ้าน และสร้างความขัดแย้งเรื่องการจัดสรรประโยชน์ในชุมชน

ณิชาย้ำว่า ป่าชายเลนและป่าธรรมชาติต่างเป็นแหล่งหาอาหารและเครื่องค้ำจุนชีวิตของชาวบ้าน แต่โครงการคาร์บอนกลับจำกัดการเข้าถึงป่าของชุมชน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยในภาคเหนือที่ทำลายสวนป่าปลูกจนล้มเหลว 

“สำหรับชุมชนท้องถิ่น ป่าชายเลนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่กักเก็บคาร์บอน แต่คือแหล่งหาอาหารเพื่อการดำรงชีวิต การดำเนินโครงการจากบนลงล่างโดยละเลยวิถีชีวิตชุมชนจึงนำไปสู่ความขัดแย้งและความล้มเหลว” ณิชากล่าว

 

การฟอกเขียว 

การเสวนาช่วงที่สอง มุ่งเน้นการเจาะลึกพฤติกรรมการฟอกเขียวของภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผลกระทบต่อระบบเกษตรและอาหาร ดำเนินรายการโดย เถียนเล่อ จาก Foodthink ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในภูมิภาคอาเซียน 

“อันตรายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การที่ภาคธุรกิจปล่อยมลพิษ แต่คือการที่พวกเขาสร้างภาพว่าตนเองเป็นทางออกด้านสิ่งแวดล้อม จนทำให้สังคมมองข้ามทางออกที่แท้จริงของชุมชน” เถียนเล่อกล่าว

แฮนนาห์ ชาน ทนายความอาวุโสด้านทรัพยากร พลังงาน และการเคลื่อนย้าย จาก ClientEarth ได้นิยาม “การฟอกเขียว” ว่าเป็นคำกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ หลอกลวง หรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติทางสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางมูลค่าเศรษฐกิจสีเขียวที่สูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ โดยแบ่งประเภทการฟอกเขียวออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งระดับผลิตภัณฑ์ (Product-level), ระดับองค์กร (Company-level), คำกล่าวอ้างเป้าหมาย (Target-based), การเปิดเผยข้อมูลเฉพาะส่วน (Selective disclosure), และรูปแบบผสมผสาน (Hybrid greenwashing)

แฮนนาห์อธิบายกรอบกฎหมายในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU Directives) ที่เริ่มมีการห้ามใช้คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมแบบเลื่อนลอย พร้อมเชื่อมโยงว่าคาร์บอนเครดิตด้อยคุณภาพถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือฟอกเขียว ซึ่งก่อให้เกิดภาวะ “การติดกับดักคาร์บอน” (Carbon Lock-in) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สร้างมลพิษรักษาสถานะเดิมต่อไปได้ และเบียดบังทางออกด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

ทางด้าน ลินดา โรซาลินา ผู้อำนวยการบริหารจากองค์กรทรานส์ฟอร์เมชันฟอร์จัสติส อินโดนีเซีย หรือ TuK Indonesia นำเสนอกรณีศึกษาการยื่นฟ้องธนาคารบังมันดิรี ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียต่อศาลฎีกา ในข้อหาฟอกเขียวจากการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัท Astra Agro Lestari บริษัทปาล์มน้ำมันที่ดำเนินกิจการอย่างผิดกฎหมาย โดยไม่มีหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน มายาวนานกว่า 20 ปี

แม้ธนาคารจะมีนโยบายความยั่งยืนและข้อยกเว้นการปล่อยกู้ แต่ในความเป็นจริงกลับมีช่องว่างอย่างรุนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินสามารถเป็นได้ทั้งผู้กระทำผิดและผู้ส่งเสริมการฟอกเขียว โดยลินดากล่าวว่า “ธนาคารไม่ใช่ตัวกลางที่เป็นกลาง เมื่อธนาคารตัดสินใจว่าจะให้สินเชื่อแก่ใคร ธนาคารกำลังกำหนดทิศทางว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทใดที่จะสามารถดำเนินต่อไปได้ในสังคม”

ด้าน นิธิยา ทะมิลวานัน นักวิจัยจากองค์กร RimbaWatch ของมาเลเซีย เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบบริษัทปิโตรนาส ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 4,150 ล้านตัน CO2e พร้อมทั้งแนะนำพันธมิตรการฟอกเขียวเป็นศูนย์ (Zero Greenwashing Alliance) และผลการสอบสวนตัวเลือก “คาร์บอนนิวทรัล” ของ Grab ที่นำเงินบริจาคของผู้บริโภคไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่มีความเสี่ยงสูงด้านการบุกรุกป่า เช่น โครงการกาติงกัน เมนตายา และ โครงการกาวา

นอกจากนี้ นิธิยายังเล่าถึงการดำเนินคดีทางภูมิอากาศคดีแรกของมาเลเซีย ที่ยื่นฟ้องต่อกระทรวงการค้าภายในและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ กรณีการกล่าวอ้างคาร์บอนนิวทรัลบนผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง Shell Helix ซึ่งเผยให้เห็นช่องว่างในการกำกับดูแลของภาครัฐ 

“การอ้างว่าสามารถใช้คาร์บอนป่าไม้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนจากฟอสซิล เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์ เพราะสเกลเวลาและการกักเก็บแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

ปิดท้ายการเสวนาโดย สิ่ว หลิน หว่อง กรรมการผู้จัดการจากสื่อสืบสวนสอบสวนมาคารังกา ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยรายงานสืบสวนสอบสวนโครงการปลูกป่าชายเลนแห่งชาติของมาเลเซียที่ดำเนินมากว่า 21 ปี ใช้งบประมาณสูงถึง 17.4 ล้านดอลลาร์ และปลูกต้นกล้าไปแล้วกว่า 7.9 ล้านต้น แต่อัตราการรอดชีวิตกลับไม่ถึง 50% และในหลายพื้นที่รอดเพียง 10-20% เท่านั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือน “การฆาตกรรมต้นกล้า”

หลิน หว่อง ชี้ว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างมุ่งเน้นเพียงการนับจำนวนต้นไม้และถ่ายรูปเพื่อประชาสัมพันธ์ โดยละเลยการติดตามผลและการฟื้นฟูระบบนิเวศในภาพรวม อีกทั้งกระแส “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon) ยังทำให้ป่าชายเลนถูกลดทอนคุณค่าจนเหลือเพียงสินค้าคาร์บอน