ครม. เห็นชอบกรอบเจรจา COP 31–32 กางจุดยืนไทยดัน Net Zero 2050 จี้ประเทศพัฒนาแล้วหนุนทุน-เทคโนโลยี ยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
KEY POINTS
- ครม. อนุมัติกรอบท่าทีเจรจาสำหรับเวที COP31 และ COP32 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีจากนานาชาติ
- เงินทุนและเทคโนโลยีที่ได้รับจะถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนายกระดับระบบเตือนภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในประเทศ
- ไทยจะเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วแสดงบทบาทนำในการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศกำลังพัฒนา
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบท่าทีการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP 31) ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี ตลอดจนการประชุม COP 32 และเวทีเจรจาที่เกี่ยวข้อง การอนุมัติกรอบเจรจาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันความร่วมมือด้านการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และเข้าถึงแหล่งเงินทุนกับเทคโนโลยีจากนานาชาติ เพื่อนำมาพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติน้ำท่วมและภัยแล้งให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
กรอบเจรจาและจุดยืนของไทยบนเวทีโลก
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทย ประจำปี 2569–2570 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชุม COP 31 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี ตลอดจนการประชุม COP 32 และเวทีเจรจาอื่นที่เกี่ยวข้อง
ท่าทีสำคัญที่ไทยจะนำไปเรียกร้องบนเวทีระดับโลก คือการให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแสดงบทบาทนำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเพิ่มการสนับสนุนด้านเงินทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกันตามขีดความสามารถ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ของประเทศไทย
ในมิติทางเศรษฐกิจและพลังงาน นางสาวลลิดา ระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการแสวงหาโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ ทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่า ตราสารหนี้ และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP)
นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันกระบวนการ ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ (Just Transition) โดยมุ่งพัฒนาทักษะแรงงานและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีประชาชนกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและการยกระดับศักยภาพของประเทศ ไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือในภาคการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ การจัดการไฟป่า และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติ
รวมถึงพร้อมสนับสนุนกลไกความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิตตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6) โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและมีมาตรการป้องกันการนับผลลดก๊าซเรือนกระจกซ้ำซ้อน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศต้องรักษาสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เกษตรกร แรงงาน และ SME โดยกรอบเจรจาดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางสำหรับผู้แทนไทย และยังไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ทางกฎหมาย
นำผลเจรจามาพัฒนาประเทศและคุ้มครองประชาชน
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรอบท่าทีเจรจาที่ ครม. เห็นชอบจะใช้เป็นแนวทางให้ผู้แทนไทยร่วมเจรจากับนานาชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และผลักดันให้ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเกิดประโยชน์กับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
"การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่น ๆ"
โดยไทยมุ่งเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศ เพื่อนำกลับมาพัฒนาระบบเตือนภัย เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และช่วยให้ประชาชนกับภาคธุรกิจปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ นายสุชาติ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจะผลักดันให้การแก้ "ปัญหาโลกร้อน" ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม โดยประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ประชาชนและเศรษฐกิจไทย
"ประเทศไทยต้องเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ควบคู่กับการดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME"
ทั้งนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างไม่เป็นธรรม และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
นายสุชาติ กล่าวสรุปว่า ตนจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP 31 ในช่วงการประชุมระดับสูง ระหว่างวันที่ 17–18 พฤศจิกายน 2569 โดยมอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประสานการดำเนินงานและเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจา เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในการเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การเข้าถึงความช่วยเหลือและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และการขับเคลื่อน Net Zero 2050 ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งหวังให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน





