วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘สิทธิของธรรมชาติ’ เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่ทางธุรกิจ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจฐานธรรมชาติ” พร้อมเปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่ทางธุรกิจ ผ่านการประเมินมูลค่าทุนธรรมชาติ สะท้อนในงบดุล ชู “สิทธิของธรรมชาติ” และแก้สมการคนหิวป่าหาย เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกัน

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสนอวิสัยทัศน์ในงาน “MFLF Sustainability Forum 2026” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จริง เขาเน้นย้ำว่าหากภาคธุรกิจไม่ปรับเปลี่ยนหรือเริ่มต้นลงมือทำ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

หม่อมหลวงดิศปนัดดาชี้ให้เห็นว่า ในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจมักมองว่าธรรมชาติคือผู้เสียสละมาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันโลกเริ่มมีทางเลือกและกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่สามารถทำให้ภาคธุรกิจและธรรมชาติเติบโตควบคู่กันไปได้ โดยไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สามารถดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต ลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนให้กับองค์กรในระยะยาว พร้อมช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างประโยชน์ให้ชุมชน

ในอดีต มนุษย์และภาคธุรกิจมักมองทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำ ดิน อากาศ และระบบนิเวศเป็นของฟรี จึงนำมาใช้แบบไม่มีขีดจำกัด ขณะเดียวกันการทำเกษตรเชิงเดี่ยวกลับลดความหลากหลายทางชีวภาพ จนส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว ซึ่งได้ย้อนกลับมาทำลายคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของทุกคนในสังคม หม่อมหลวงดิศปนัดดาจึงเน้นย้ำว่า ภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ “เศรษฐกิจฐานธรรมชาติ” (Nature-based Economy) ซึ่งดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นฐานในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘สิทธิของธรรมชาติ’ เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่ทางธุรกิจ

ควบคู่กับ “การประเมินมูลค่าของธรรมชาติ” โดยจำเป็นต้องตีมูลค่าให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจจริง หากอยู่ในอุตสาหกรรมเกษตรหรือการผลิต องค์กรต้องคำนวณต้นทุนทางน้ำและต้นทุนทางดินที่มีความจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจอย่างรอบคอบ หากธุรกิจต้องการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้อย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทจำเป็นต้องลงทุนในการฟื้นฟูและเติมทุนธรรมชาติกลับคืนสู่ระบบนิเวศ การเติมต้นทุนธรรมชาติกลับคืนไปถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการให้มูลค่าและรักษารากฐานทางเศรษฐกิจเอาไว้

นอกจากประเมินมูลค่าแล้ว มูลค่าของทุนธรรมชาติที่คำนวณได้ควรถูกนำไปสะท้อนลงในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุนขององค์กรอย่างชัดเจน ภาคธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแก่ผู้บริโภคและสาธารณชนอย่างโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลนี้จะช่วยให้เห็นว่าองค์กรได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและรับผิดชอบเพียงใด เหตุผลสำคัญคือทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นสิ่งกลางที่ทุกคนในสังคมและชุมชนในพื้นที่ต้องใช้ร่วมกัน

หม่อมหลวงดิศปนัดดาอธิบายว่า ตราบใดที่คนในพื้นที่ยังประสบปัญหาความยากจน ขาดทางเลือก และขาดรายได้ ป่าไม้ย่อมถูกบุกรุกและนำมาใช้เพื่อความอยู่รอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถทำให้ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาชีพและรายได้ เรื่องนี้ก็จะไม่เกิด เพราะเมื่อธรรมชาติและธุรกิจชุมชนสามารถดำเนินควบคู่กันได้ การอนุรักษ์ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนและทำให้ "คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด"

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น” หม่อมหลวงดิศปนัดดากล่าว

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘สิทธิของธรรมชาติ’ เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่ทางธุรกิจ

อีกแนวคิดหนึ่ง ที่หม่อมหลวงดิศปนัดดานำมาอธิบายการดำเนินงานของภาคธุรกิจ คือกรอบความคิดเรื่อง “ไข่แดง” และ “ไข่ขาว” โดยไข่แดง หมายถึง ตัวธุรกิจหลัก ผลตอบแทนทางการเงิน การบริหารจัดการภายใน และผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินงานขององค์กร 

ขณะที่ ไข่ขาวหมายถึง ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชนรอบข้าง สังคม และระบบนิเวศโดยรอบที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่สามารถมุ่งเน้นพัฒนาเฉพาะไข่แดงได้อีกต่อไป แต่ต้องขยายการดูแลไปสู่พื้นที่ไข่ขาวเพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกัน

การขยายขอบเขตจากไข่แดงไปสู่ไข่ขาว ถือเป็นก้าวสำคัญของการปรับเปลี่ยนระบบทุนนิยม หม่อมหลวงดิศปนัดดาชี้ว่า “เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบมุ่งเน้นไข่แดงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผสานไข่ขาวและระบบนิเวศเข้ามาร่วมในการบริหารจัดการ การที่ภาคธุรกิจยอมลงทุนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อขยายผลไปยังชุมชนและการฟื้นฟูธรรมชาติ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้ช่วยให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจควรปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ควรมองว่าการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติเป็นภาระหรือค่าใช้จ่ายขององค์กร เพราะ “การฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุน” ที่สามารถประเมินผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

พร้อมกันนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดาได้เตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึง “ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ” (Cost of Inaction) โดยกล่าวว่า “หากในวันนี้เรายังคงนิ่งเฉยและไม่เริ่มลงมือปรับเปลี่ยนทิศทาง ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตย่อมสูงเกินกว่าจะประเมินได้ ในวันข้างหน้า ต่อให้องค์กรจะมีเงินทุนมากมายมหาศาลเพียงใด ก็อาจจะไม่สามารถใช้เงินเหล่านั้นกลับมาแก้ไขวิกฤติธรรมชาติได้อีกต่อไป” 

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดายังได้ผลักดันแนวคิด “สิทธิของธรรมชาติ” (Nature Rights) เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตและการอยู่รอดของมนุษย์ แต่กลับไม่สามารถพูดหรือเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ การให้คุณค่าและรับรองสิทธิของธรรมชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ธรรมชาติได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟูอย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นการขยายมุมมองจากการมองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การมองธรรมชาติเป็น “หุ้นส่วนชีวิต” ที่มีสิทธิในการคงอยู่และฟื้นฟูตนเอง

“เราเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ผ่านกรอบสิทธิมนุษยชนได้ตลอดเวลา แต่เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”

การขับเคลื่อนเรื่องธรรมชาติและธุรกิจ จำเป็นต้องทำให้ “ความยั่งยืนกลายเป็นความปรกติใหม่” ที่ทุกคนต้องลงมือทำร่วมกัน การเดินทางบนเส้นทางนี้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความเชื่อ ศรัทธา ความรู้ และการลงมือทำของคนในองค์กร แม้จะเป็นถนนที่ต้องใช้เวลานานนับสิบปี แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการฟื้นฟูธรรมชาติจะตกทอดไปสู่ลูกหลานและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่สังคมสืบไป

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชู ‘สิทธิของธรรมชาติ’ เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่ทางธุรกิจ