มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เสนอแนวคิด “เศรษฐกิจฐานธรรมชาติ” พร้อมเปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่ทางธุรกิจ ผ่านการประเมินมูลค่าทุนธรรมชาติ สะท้อนในงบดุล ชู “สิทธิของธรรมชาติ” และแก้สมการคนหิวป่าหาย เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกัน
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสนอวิสัยทัศน์ในงาน “MFLF Sustainability Forum 2026” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปรกติใหม่” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จริง เขาเน้นย้ำว่าหากภาคธุรกิจไม่ปรับเปลี่ยนหรือเริ่มต้นลงมือทำ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
หม่อมหลวงดิศปนัดดาชี้ให้เห็นว่า ในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจมักมองว่าธรรมชาติคือผู้เสียสละมาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันโลกเริ่มมีทางเลือกและกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่สามารถทำให้ภาคธุรกิจและธรรมชาติเติบโตควบคู่กันไปได้ โดยไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม แต่สามารถดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต ลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนให้กับองค์กรในระยะยาว พร้อมช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างประโยชน์ให้ชุมชน
ในอดีต มนุษย์และภาคธุรกิจมักมองทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำ ดิน อากาศ และระบบนิเวศเป็นของฟรี จึงนำมาใช้แบบไม่มีขีดจำกัด ขณะเดียวกันการทำเกษตรเชิงเดี่ยวกลับลดความหลากหลายทางชีวภาพ จนส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว ซึ่งได้ย้อนกลับมาทำลายคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของทุกคนในสังคม หม่อมหลวงดิศปนัดดาจึงเน้นย้ำว่า ภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ “เศรษฐกิจฐานธรรมชาติ” (Nature-based Economy) ซึ่งดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นฐานในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ควบคู่กับ “การประเมินมูลค่าของธรรมชาติ” โดยจำเป็นต้องตีมูลค่าให้สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจจริง หากอยู่ในอุตสาหกรรมเกษตรหรือการผลิต องค์กรต้องคำนวณต้นทุนทางน้ำและต้นทุนทางดินที่มีความจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจอย่างรอบคอบ หากธุรกิจต้องการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้อย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทจำเป็นต้องลงทุนในการฟื้นฟูและเติมทุนธรรมชาติกลับคืนสู่ระบบนิเวศ การเติมต้นทุนธรรมชาติกลับคืนไปถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการให้มูลค่าและรักษารากฐานทางเศรษฐกิจเอาไว้
นอกจากประเมินมูลค่าแล้ว มูลค่าของทุนธรรมชาติที่คำนวณได้ควรถูกนำไปสะท้อนลงในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุนขององค์กรอย่างชัดเจน ภาคธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแก่ผู้บริโภคและสาธารณชนอย่างโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลนี้จะช่วยให้เห็นว่าองค์กรได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและรับผิดชอบเพียงใด เหตุผลสำคัญคือทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นสิ่งกลางที่ทุกคนในสังคมและชุมชนในพื้นที่ต้องใช้ร่วมกัน
หม่อมหลวงดิศปนัดดาอธิบายว่า ตราบใดที่คนในพื้นที่ยังประสบปัญหาความยากจน ขาดทางเลือก และขาดรายได้ ป่าไม้ย่อมถูกบุกรุกและนำมาใช้เพื่อความอยู่รอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถทำให้ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาชีพและรายได้ เรื่องนี้ก็จะไม่เกิด เพราะเมื่อธรรมชาติและธุรกิจชุมชนสามารถดำเนินควบคู่กันได้ การอนุรักษ์ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนและทำให้ "คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด"
“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น” หม่อมหลวงดิศปนัดดากล่าว
อีกแนวคิดหนึ่ง ที่หม่อมหลวงดิศปนัดดานำมาอธิบายการดำเนินงานของภาคธุรกิจ คือกรอบความคิดเรื่อง “ไข่แดง” และ “ไข่ขาว” โดยไข่แดง หมายถึง ตัวธุรกิจหลัก ผลตอบแทนทางการเงิน การบริหารจัดการภายใน และผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินงานขององค์กร
ขณะที่ ไข่ขาวหมายถึง ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชนรอบข้าง สังคม และระบบนิเวศโดยรอบที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่สามารถมุ่งเน้นพัฒนาเฉพาะไข่แดงได้อีกต่อไป แต่ต้องขยายการดูแลไปสู่พื้นที่ไข่ขาวเพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกัน
การขยายขอบเขตจากไข่แดงไปสู่ไข่ขาว ถือเป็นก้าวสำคัญของการปรับเปลี่ยนระบบทุนนิยม หม่อมหลวงดิศปนัดดาชี้ว่า “เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบมุ่งเน้นไข่แดงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผสานไข่ขาวและระบบนิเวศเข้ามาร่วมในการบริหารจัดการ การที่ภาคธุรกิจยอมลงทุนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อขยายผลไปยังชุมชนและการฟื้นฟูธรรมชาติ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางนี้ช่วยให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจควรปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ควรมองว่าการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติเป็นภาระหรือค่าใช้จ่ายขององค์กร เพราะ “การฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุน” ที่สามารถประเมินผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดาได้เตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึง “ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ” (Cost of Inaction) โดยกล่าวว่า “หากในวันนี้เรายังคงนิ่งเฉยและไม่เริ่มลงมือปรับเปลี่ยนทิศทาง ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตย่อมสูงเกินกว่าจะประเมินได้ ในวันข้างหน้า ต่อให้องค์กรจะมีเงินทุนมากมายมหาศาลเพียงใด ก็อาจจะไม่สามารถใช้เงินเหล่านั้นกลับมาแก้ไขวิกฤติธรรมชาติได้อีกต่อไป”
นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดายังได้ผลักดันแนวคิด “สิทธิของธรรมชาติ” (Nature Rights) เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตและการอยู่รอดของมนุษย์ แต่กลับไม่สามารถพูดหรือเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ การให้คุณค่าและรับรองสิทธิของธรรมชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ธรรมชาติได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟูอย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นการขยายมุมมองจากการมองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การมองธรรมชาติเป็น “หุ้นส่วนชีวิต” ที่มีสิทธิในการคงอยู่และฟื้นฟูตนเอง
“เราเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ผ่านกรอบสิทธิมนุษยชนได้ตลอดเวลา แต่เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”
การขับเคลื่อนเรื่องธรรมชาติและธุรกิจ จำเป็นต้องทำให้ “ความยั่งยืนกลายเป็นความปรกติใหม่” ที่ทุกคนต้องลงมือทำร่วมกัน การเดินทางบนเส้นทางนี้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ความเชื่อ ศรัทธา ความรู้ และการลงมือทำของคนในองค์กร แม้จะเป็นถนนที่ต้องใช้เวลานานนับสิบปี แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการฟื้นฟูธรรมชาติจะตกทอดไปสู่ลูกหลานและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่สังคมสืบไป





