ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานอารมณ์ โดยมุ่งสร้างคุณค่าและความหมายที่ตอบโจทย์ทางใจของผู้บริโภค นอกเหนือจากตัวสินค้าและบริการ
KEY POINTS
- ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานอารมณ์ (Emotional Economy) โดยมุ่งสร้างคุณค่าและความหมายที่ตอบโจทย์ทางใจของผู้บริโภค นอกเหนือจากตัวสินค้าและบริการ
- กลยุทธ์สำคัญในการแข่งขันคือการร่วมมือกับพันธมิตร (Collaborate to Win) และการสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของคนไทย (Local Supply Chain) เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง
- การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึง
ในงานเสวนา ACMA Business Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ "Empowering People and Building Resilience ปรับตัวเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน" จากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ชิ้นส่วนยานยนต์ ถึงซอสปรุงรสระดับโลก กับโจทย์ใหญ่ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่ของ แต่ต้องการ 'คุณค่า-ความหมาย' และความพร้อมในการรับมือกติกาโลกใหม่ที่ขยับตัวช้าเพียงก้าวเดียว...อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างถาวร
ก้าวข้าม 'ประสบการณ์' สู่ยุค 'Emotional Economy' ชนะด้วยการกอดคอพันธมิตร
ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เริ่มต้นด้วยการสวมวิญญาณ "แม่ค้าคนหนึ่ง" เพื่อบอกเล่าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่าศูนย์การค้าในปัจจุบันเปรียบเสมือน "บ้านหลังที่สอง" ของคนไทยที่ผู้คนไม่ได้มาเพื่อซื้อของเพียงอย่างเดียว แต่มาด้วยความเคยชินและเพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิต
โลกธุรกิจได้เคลื่อนตัวผ่านยุค Ownership (การครอบครองที่คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นภาระ) ผ่านยุค Experience Economy (เศรษฐกิจฐานประสบการณ์ที่เคยทำมาเมื่อ 15 ปีก่อน) เข้าสู่ยุค "Emotional Economy" (เศรษฐกิจฐานอารมณ์) อย่างเต็มตัว
"วันนี้คนอยากได้สิ่ง ฮีลใจ และต้องการทำอะไรที่มีความหมาย เงินทุกบาทที่ใช้ไปต้องรู้ว่าไปช่วยชุมชนหรือสร้างสิ่งที่ดีงามต่อโลกอย่างไรบ้าง"
กลยุทธ์สำคัญของสยามพิวรรธน์ในการรักษาตำแหน่ง "Top of Mind" (ความเป็นที่หนึ่งในใจ) ทั้งในระดับคู่ค้า ร้านค้ากว่า 50,000 รายที่เป็นเสมือนผู้จ่ายเงินเดือน และลูกค้าที่มีปริมาณคนเข้าสู่อันดับสูงสุดกว่า 300,000 คนต่อวัน (30% เป็นชาวต่างชาติ) คือการไม่ทำตัวเก่งคนเดียว แต่เน้นแนวคิด "Collaborate to win" และ "Co-create" เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือการเนรมิตพื้นที่จำลอง 15,000 ตารางเมตร เป็น "เมือง Next" แซนด์บ็อกซ์แห่งความยั่งยืนที่เปิดให้พันธมิตรกว่า 50 องค์กรนำนวัตกรรมมาแชร์และทดลองทำร่วมกันเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ซึ่งหลังเปิดดำเนินการเพียง 8 เดือน สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 47% ประหยัดน้ำ 37% และลดคาร์บอนจากวัสดุก่อสร้างได้ถึง 59% โดยท้ายที่สุดแล้ว แม้เทคโนโลยีหรือ AI จะก้าวหน้าเพียงใด แต่ในธุรกิจบริการ "คน" และความจริงใจคือสิ่งเดียวที่จะชนะใจผู้บริโภคได้
มองโลกความจริงของ 'ยานยนต์ไทย' ซัพพลายเชนท้องถิ่น-พึ่งพลังงานสะอาดที่แท้จริง
ทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ในฐานะผู้ผลิตระดับ Global Supplier อันดับที่ 80 ของโลก ได้สะท้อนมุมมองต่อกระแสดับเบิลดิสรัปชัน ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EV และศึกการขับเคี่ยวของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและจีน
ในมุมมองของนักธุรกิจ การที่ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ เริ่มยืดระยะเวลาเลิกผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปออกไป หรือการกระจายการลงทุน ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม ถือเป็นเรื่องปกติของกลไกตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แต่โจทย์ที่ไทยต้องตอบให้ได้คือ "จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ตรงไหน?" ซึ่งคำตอบคือการมี "ซัพพลายเชน ที่แข็งแกร่ง"
อย่างไรก็ดี ชนาพรรณ แสดงความเป็นห่วงกลุ่มผู้ประกอบการชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็นคนไทย (SMEs) ที่กำลังเผชิญหน้ากับการดิสรัปชัน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเดินเข้ามาพร้อมกับทุน ความรู้ และเทคโนโลยี ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์การส่งเสริมจากรัฐทันที แต่คนไทยในระดับล่างยังขาดแต้มต่อ
" Detroit of Asia จะเป็นของคนไทยได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเราช่วยสร้างซัพพลายเชนที่เป็นของคนไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม"
นอกจากนี้ ชนาพรรณ ยังได้ฝากประเด็นชวนคิดเรื่องความยั่งยืนของรถ EV โดยระบุว่า รถ EV จะไม่สะอาดจริงตราบใดที่แหล่งพลังงานที่ชาร์จยังคงเป็นพลังงานสกปรก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่ายรถยนต์ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ซึ่งหวังว่าแผน PDP 2026 จะสามารถผลักดันสัดส่วนพลังงานสะอาดของประเทศให้ถึง 60-70% ได้ภายในปี 2050 เพื่อช่วยทำให้รถ EV ที่ขับกันอยู่ "เขียวขึ้น" และเป็นมิตรต่อโลกอย่างแท้จริง
เปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน ดันแบรนด์ไทยเข้าห้างหลักยุโรปด้วยมาตรฐานก้าวหน้า
วาสนา จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้สร้างแบรนด์ซอสไทย เช่น Exotic Food, Flying Goose และ Thai PR ส่งออกไปขายทั่วโลก เล่าถึงเส้นทางการเดินทางกว่า 20 ปี จากสินค้าในตลาดนิชมาร์เก็ต ที่ต้องเดินทางไปซื้อตามไชน่าทาวน์ สู่การเข้าไปวางจำหน่ายในชั้นวางค้าปลีกกระแสหลัก ในยุโรป
วาสนา ชี้ว่าหนึ่งในความสำเร็จของความยั่งยืน คือการมองผ่านเลนส์ "3P" (People, Planet, Profit) โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการแก้ปัญหาวิกฤติภายในบริษัทในอดีตที่เคยละเลยคน ทำให้อัตราการลาออกของพนักงานสูงเกินกว่า 50% จนธุรกิจไม่สามารถเติบโตและเทรนคนได้ แต่เมื่อหันมาปรับโครงสร้างสร้างความผูกพันของพนักงาน ก็สามารถสะท้อนกลับมาเป็นผลกำไรที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับมิติทางสิ่งแวดล้อมและคู่ค้าต่างประเทศ นิยามความยั่งยืนของเอ็กโซติค ฟู้ด คือการทำให้คนในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพริกไปจนถึงผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น และการเป็นผู้เล่นที่ "ชิงลงมือทำก่อนถูกกฎหมายบังคับ" เพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ เช่น การได้รับการรับรองมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (ISO 14064-1) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอสเป็นรายแรกของไทย หรือการริเริ่มเปลี่ยนระบบขนส่งในบริษัทเป็นรถ EV ที่จากเดิมตั้งเป้าไว้เพียง 10% แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนไปแล้วถึง 86% ซึ่งพบว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ดีกว่ารถยนต์น้ำมันด้วยซ้ำ
"ปัจจุบันมาตรฐานโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ความยั่งยืน (Sustainability) และการสืบย้อนกลับ (Traceability) กฎเกณฑ์ที่ยุโรปกำลังจะแบนสารเคมีต่าง ๆ บังคับให้เราต้องส่งตรวจแล็บที่สวิตเซอร์แลนด์ การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนคนอื่นทำให้เมื่อลูกค้าต้องเลือกสินค้า เราจะเป็นตัวเลือกแรกเสมอ"
การสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสสังคม แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยดำรงอยู่และเป็นผู้ชนะบนกระดานการค้ายุคใหม่ได้อย่างแท้จริง





