TerraFixing จากแคนาดา พลิกอากาศหนาวเป็นข้อได้เปรียบ พัฒนาเทคโนโลยี DAC ดักจับคาร์บอนจากอากาศด้วยแร่ซีโอไลต์ ใช้พลังงานน้อยกว่าเทคโนโลยีชั้นนำราว 4 เท่า พร้อมต่อยอด CO₂ สร้างประโยชน์ชุมชน ก่อนกักเก็บถาวรใต้ดิน
KEY POINTS
- TerraFixing จากแคนาดา พัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจากอากาศ (DAC) สำหรับเขตหนาว โดยใช้แร่ซีโอไลต์ที่ทำงานได้ดีในอุณหภูมิติดลบ
- พลิกอากาศหนาวเป็นข้อได้เปรียบ เพิ่มประสิทธิภาพการดักจับและใช้พลังงานน้อยกว่าเทคโนโลยีชั้นนำราว 4 เท่า
- คาร์บอนที่ดักจับได้ถูกนำไปใช้สร้างประโยชน์แก่ชุมชน ก่อนกักเก็บถาวรใต้ดินเพื่อลดโลกร้อน
การบรรลุเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากลำพังเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่ที่ต้นทางนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป โลกจำเป็นต้องกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมย้อนหลังในชั้นบรรยากาศอีกหลายพันล้านตันเมตริก
'กรุงเทพธุรกิจ' สัมภาษณ์พิเศษ "ดร. วิดา กาเบรียล" (Dr. Vida Gabriel) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท TerraFixing จากแคนาดา ผู้ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ Cartier Women’s Initiative 2026 และคว้ารางวัลอันดับ 2 สาขาผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากการนำเสนอแนวทางใหม่ผ่านเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ (Direct Air Capture - DAC) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเขตอากาศหนาวเย็นและลมแรงโดยเฉพาะ เปิดทางสู่การสร้างระบบกำจัดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานต่ำ และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
"ฉันไม่ได้เชื่อในความสิ้นหวังต่อวิกฤติภูมิอากาศ แต่เชื่อในความเร่งด่วน ความสิ้นหวังจะบอกว่า มันสายเกินไปแล้ว แต่ความเร่งด่วนจะบอกว่า ต้องเคลื่อนไหวให้เร็วขึ้น สร้างให้ดีขึ้น และดึงผู้คนเข้ามาร่วมทำงานให้มากขึ้น การยื้อเวลาออกไปจึงยิ่งเพิ่มต้นทุนความเสียหาย ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นเรื่อย ๆ" กาเบรียลกล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ
ฝ่าวิกฤติพลังงาน ดัน DAC สู่ระดับโลก
"ดร. กาเบรียล" กล่าวว่า แม้ว่าโลกจะลดการปล่อยก๊าซลงอย่างจริงจัง เรายังคงมี CO₂ สะสมดั้งเดิมย้อนหลังมากว่าศตวรรษอยู่ในบรรยากาศแล้ว นอกจากนี้ เรายังมีภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การบิน การทำเหมืองแร่ การผลิตปูนซีเมนต์ และเหล็กกล้า ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซทำได้ยากเป็นพิเศษที่จะขจัดให้หมดไปในข้ามคืน
"การลดการปล่อยก๊าซคือการปิดก๊อกน้ำ ส่วนการกำจัดคาร์บอนคือการระบายน้ำที่ท่วมขังออกไป เราจำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน "
ที่ผ่านมาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ (DAC) จะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ แต่ระบบ DAC ส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับถูกออกแบบมาสำหรับพื้นที่ในเขตอากาศอบอุ่น ซึ่งพึ่งพาสารเคมีในรูปของเหลวและกินพลังงานสูงมาก สารเคมีเหลวเหล่านี้มักประสบปัญหาแข็งตัวเมื่อเจอกับอุณหภูมิติดลบ ทำให้ไม่สามารถใช้งานในเขตหนาวได้
นอกจากนี้ การขยายระบบ DAC แบบดั้งเดิมเพื่อดักจับคาร์บอนเพียง 1 กิกะตัน จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมากถึงสองเท่าของปริมาณไฟฟ้าหมุนเวียนทั้งหมดที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้ในปัจจุบัน ทั้งที่ความต้องการจริงของโลกคือการกำจัดคาร์บอนให้ได้มากกว่า 10 กิกะตันต่อปี ความท้าทายด้านพลังงานและสภาพอากาศนี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีเดิมขยายผลในระดับใหญ่ได้ยาก
เมื่อคาร์บอนไม่หายไป จึงต้องดักจับจากอากาศ
เส้นทางนวัตกรรมของ "ดร. กาเบรียล" เริ่มต้นขึ้นในระหว่างการศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมเคมี ขณะที่เธอกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากาวที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติก คำถามสั้น ๆ จากเพื่อนร่วมงานที่ถามเธอว่า "หากวัสดุย่อยสลายแล้ว คาร์บอนเหล่านั้นจะหายไปไหน?" ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนความคิดครั้งสำคัญ
เมื่อ "ดร. กาเบรียล" ค้นคว้าเพิ่มเติม จึงพบว่าไม่ว่าวัสดุจะถูกนำไปเผา ฝังกลบ หรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเอง คาร์บอนเกือบทั้งหมดจะย้อนกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศในท้ายที่สุด
"หากคาร์บอนทั้งหมดจะกลายเป็นมลพิษในบรรยากาศในที่สุด จุดที่เราต้องเข้าไปจัดการก็คือตัวบรรยากาศเอง"
คำตอบนี้นำไปสู่การร่วมก่อตั้งบริษัท TerraFixing ขึ้นในปี 2020 เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ฐานราก โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ทางเหนือซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น แห้ง และลมแรง ภายใต้แนวคิดที่ว่าหากต้องการสร้างผลกระทบทางภูมิอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จะต้องเข้าไปจัดการในจุดที่คาร์บอนลงเอย ซึ่งก็คือในชั้นบรรยากาศ
พลิกอากาศหนาวเป็นข้อได้เปรียบ
TerraFixing ได้พัฒนาระบบดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยใช้แร่ธาตุธรรมชาติอย่าง ซีโอไลต์ (Zeolite) เข้ามาแทนการใช้สารเคมีเหลว ช่วยแก้ปัญหาการแข็งตัวในอุณหภูมิติดลบได้อย่างสมบูรณ์
สภาพอากาศหนาวจัดที่เคยเป็นอุปสรรคของเทคโนโลยีแบบเดิม กลับกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนทางเทคโนโลยี เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถถูกแยกออกจากอากาศเย็นได้ง่ายกว่า อากาศหนาวตามธรรมชาติมีความชื้นต่ำ และวัสดุซีโอไลต์มีคุณสมบัติในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดียิ่งขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง
ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้ระบบของ TerraFixing ใช้พลังงานเพียงประมาณ 1.1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ต่อการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของปริมาณพลังงานที่เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนชั้นนำอื่น ๆ จำเป็นต้องใช้
"เรากำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ แทนที่จะขุดเจาะคาร์บอนขึ้นมาจากใต้ดินแล้วปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ เรานำคาร์บอนออกจากบรรยากาศแล้วส่งกลับลงไปกักเก็บไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัยตามเดิม"
ใช้คาร์บอนสร้างเศรษฐกิจ ก่อนกักเก็บถาวร
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้จากอากาศโดย TerraFixing ถูกวางแผนการนำไปใช้ประโยชน์เป็น 2 ระยะอย่างเป็นระบบ คือ
1. การสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในระยะสั้น: นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บริสุทธิ์สูงที่ดักจับได้ไปป้อนให้กับชุมชนห่างไกลทางตอนเหนือของแคนาดา ซึ่งเดิมทีต้องแบกรับภาระราคาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าปกติถึง 5 เท่า เนื่องจากเส้นทางการขนส่งทางไกลที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซที่ผลิตได้ในท้องถิ่นจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการถนอมอาหาร การแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม ช่วยลดค่าใช้จ่าย และเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานเดิมที่ปล่อยมลพิษสูงให้กลายเป็นห่วงโซ่อุปทานที่เป็นลบต่อคาร์บอน
2. การแก้ไขวิกฤติภูมิอากาศในระยะยาว: สำหรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินในปริมาณมหาศาล จะถูกนำไปอัดกักเก็บไว้อย่างถาวรในชั้นหินใต้ดินในพื้นที่ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเหมาะสม เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสมของโลกอย่างแท้จริง
"คาร์บอนไดออกไซด์มักถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายทางสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง มันคือทรัพยากรที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราอาจไม่ทันคาดคิด"
ยกระดับพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น
ในการดำเนินงานทางตอนเหนือของแคนาดา TerraFixing ได้เข้าไปทำงานร่วมกับเหมืองแร่และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเดิมทีพื้นที่เหล่านี้ต้องพึ่งพาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลที่ปล่อยมลพิษสูงและมีค่าใช้จ่ายแพง ระบบดักจับคาร์บอนของ TerraFixing ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้พลังงานที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยในยามที่กระแสลมแรงและมีพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนเกินความต้องการ ระบบจะนำพลังงานไฟฟ้านั้นมาใช้ในการดักจับคาร์บอน
กระบวนการนี้ช่วยสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เหมืองแร่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าทำสัญญาซื้อขายพลังงานลมหมุนเวียนได้ ส่งผลให้เกิดการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ลดการใช้น้ำมันดีเซล ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ชุมชน
ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้สร้างงานในท้องถิ่นแล้ว 15 ตำแหน่ง และมีแผนจะขยายเพิ่มอีกมากกว่า 100 ตำแหน่ง โดยเน้นการสร้างอาชีพแก่ชาวชนพื้นเมืองในพื้นที่
"ความไว้วางใจถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเช่นกัน หากไร้ซึ่งความไว้วางใจ เทคโนโลยีทางภูมิอากาศก็ยากที่จะขยายผลได้อย่างรับผิดชอบ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการผลิต พลังงาน และการสร้างงาน ซึ่งเกิดขึ้นจากรากฐานของท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว"
ปั้นเขตหนาวสู่ Climate Hubs ดึงเอเชียร่วม
ในด้านการเติบโต TerraFixing ตั้งเป้าหมายเปลี่ยนเขตอากาศหนาว เช่น แคนาดา อะแลสกา กรีนแลนด์ และกลุ่มประเทศนอร์ดิก ให้กลายเป็น "ศูนย์กลางทางภูมิอากาศ" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรลมมหาศาลและมีชั้นหินใต้ดินที่เหมาะแก่การกักเก็บคาร์บอน โดยบริษัทมีแผนสร้างโรงงานนำร่องแห่งแรกในปี 2026 และตั้งเป้าขยายกำลังการดักจับคาร์บอนสู่ระดับหลายหมื่นตันเมตริกต่อปีภายในปี 2028
อย่างไรก็ดี "ดร. กาเบรียล" มองว่าการสร้างอุตสาหกรรมดักจับคาร์บอนให้มีขนาดใหญ่ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานและการผลิตเครื่องจักรร่วมกับภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญสูงในด้านการผลิตและการขยายเทคโนโลยีที่ซับซ้อน
"หากเราตั้งใจจริงที่จะสร้างอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ระดับเดียวกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เราจำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ และศักยภาพทางการผลิตมหาศาล ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประสบการณ์ลึกซึ้งในด้านการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และการขยายเทคโนโลยีซับซ้อน การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างอุปกรณ์ดักจับคาร์บอนด้วยความเร็วและขนาดที่บรรยากาศโลกต้องการ"





