วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

ระเบิดใน ‘ซากเรือรบ’ รั่วออกสู่ทะเล ซึมเข้าระบบนิเวศ เร่งหาทางกู้ขึ้นมาอย่างปลอดภัย

“วัตถุระเบิด” ในซากเรือรบและเรือดำน้ำยุคสงครามโลกกว่าหมื่นลำในน่านน้ำเดนมาร์ก กำลังรั่วไหลออกมาสู่ทะเลเหนือ คุกคามห่วงโซ่อาหารและสุขภาพมนุษย์ เร่งหาทางกู้ขึ้นมาอย่างปลอดภัย

KEY POINTS

  • ซากเรือรบสมัยสงครามโลกในทะเลเหนือที่ผุกร่อนกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายจากวัตถุระเบิด เช่น TNT รั่วไหลปนเปื้อนสู่ระบบนิเวศทางทะเล
  • สารพิษที่รั่วไหลเป็นสารก่อมะเร็งซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล และสามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารจนอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งหาแนวทางจัดการที่ปลอดภัย ตั้งแต่การเก็บกู้ที่มีค่าใช้จ่ายสูง การใช้หุ่นยนต์ ไปจนถึงการปล่อยทิ้งไว้หากถูกตะกอนทับถมอย่างมิดชิด

“ทะเลเหนือ” มีซากเรือรบและเรือดำน้ำจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 จมอยู่ใต้ทะเลนับหมื่นลำ ในแง่หนึ่งซากเรือเหล่านี้เปรียบเสมือนสุสานทางประวัติศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันมันก็สร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อม เพราะ “วัตถุระเบิด” ที่อยู่ในซากเรือกำลังรั่วไหล แพร่กระจายเข้าสู่ระบบนิเวศทางทะเลรอบข้างอย่างรุนแรง

เรือดำน้ำ UC-30 เรือวางทุ่นระเบิดของเยอรมนี บรรทุกทุ่นระเบิดจำนวน 18 ลูก และตอร์ปิโดอีก 6 ลูก มีปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องขณะปฏิบัติภารกิจ จึงพยายามแล่นกลับฐานทัพ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึง เนื่องจากชนเข้ากับทุ่นระเบิดของอังกฤษนอกชายฝั่งเกาะเรอเมอ ประเทศเดนมาร์ก จมลงสู่ก้นทะเลพร้อมกับลูกเรือทั้งหมด 27 นาย ในเดือนเมษายน ปี 1917 และสูญหายไปนานเกือบ 100 ปี

จนกระทั่ง เกิร์ต นอร์แมน แอนเดอร์เซน นักดำน้ำชาวเดนมาร์ก ค้นพบซากเรือลำนี้อีกครั้งในปี 2016 ทว่าในปัจจุบัน โครงสร้างเหล็กที่เริ่มผุกร่อนตามกาลเวลา ทำให้สารเคมีอันตรายภายในวัตถุระเบิดเริ่มรั่วไหลออกมาสู่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรืออย่างต่อเนื่อง

 

สารก่อมะเร็งรั่วไหล

เพื่อศึกษาระดับการรั่วไหลอย่างละเอียด ศ.แคทรีน จูล แอนเดรสเซน จากภาควิชาธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยอาร์ฮุส จึงได้ทำการวิจัยโครงการ “North Sea Wrecks” ร่วมกับนักนิเวศวิทยาทางทะเลจากสถาบันอัลเฟรด เวเกเนอร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักประดาน้ำของกองทัพเรือเดนมาร์ก เนื่องจากเรือลำนี้จมอยู่ในพื้นที่ของกองทัพ

จากการเก็บตัวอย่างดินตะกอน น้ำ และสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ ซากเรือ รวมถึงบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอเพื่อประเมินสภาพภายนอกของทุ่นระเบิดและตัวซากเรือที่ผุกร่อนลง พบการปนเปื้อนของสารทีเอ็นที (TNT) ในสิ่งมีชีวิตก้นทะเล ชั้นดินตะกอน และมวลน้ำโดยรอบ 

“ตอนนี้การปนเปื้อนยังจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่ถ้าปล่อยไว้ให้ซากเรือเสื่อมสภาพไปเรื่อย ๆ วัตถุระเบิดก็จะหลุดออกมามากขึ้น” ศ.จูล แอนเดรสเซนกล่าว

นอกจากนี้ คณะวิจัยยังได้ทำการทดสอบที่คล้ายกันกับซากเรือลำอื่น ๆ เช่น เรือลาดตระเวนเบาของเยอรมัน SMS Mainz และ KW 58 Hendricus เรือขนส่งในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อดูขอบเขตการรั่วไหลเพิ่มเติม

เพื่อทำความเข้าใจลึกถึงผลกระทบทางชีวภาพ คณะวิจัยได้ใช้หอยแมลงภู่สีน้ำเงิน (Mytilus edulis) เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพ ผลการศึกษาพบว่า สารเคมีที่รั่วไหลออกมารบกวนเอนไซม์ที่ใช้ในกระบวนการขจัดสารพิษตามธรรมชาติของหอยแมลงภู่ ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารแปรปรวน และสูญเสียพลังงานที่ใช้ในการสืบพันธุ์ และพบว่าระดับไกลโคเจนในเนื้อเยื่อทางเดินอาหารของหอยลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากสาร TNT แล้ว วัตถุระเบิดที่นอนนิ่งอยู่ใต้ทะเลยังมีสารเคมีอันตรายประเภทอื่น ๆ เช่น สาร RDX (1,3,5-trinitro-1,3,5-triazine) และสาร DNB (1,3-dinitrobenzene) ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ล้วนมีความเป็นพิษสูงและเปลี่ยนรูปไปเป็นสารแปรรูปที่เป็นพิษยิ่งกว่า เช่น 2-ADNT และ 4-ADNT ที่ทั้งก่อมะเร็งและก่อการกลายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต โดยดร.เอ็ดมันด์ มาเซอร์ นักพิษวิทยาจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยชเลสวิก-โฮลชไตน์ อธิบายว่า “หากสัมผัสสารเหล่านี้เพียงแค่โมเลกุลเดียว ก็อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้” 

สารพิษเหล่านี้ จะสะสมทางชีวภาพและถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารทางทะเลไปเรื่อย ๆ จากสัตว์ผู้ล่าชั้นล่างขึ้นสู่สัตว์ผู้ล่าชั้นบน และจะมาถึงมนุษย์ในที่สุด 

 

หาวิธีจัดการอย่างปลอดภัย

สารพิษจากวัตถุระเบิดที่อยู่ในซากเรือถือเป็นปัญหาระดับภูมิภาค ข้อมูลจากรายงานปี 2024 ของศ.จูล แอนเดรสเซน ที่เสนอต่อสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ก พบว่า ในน่านน้ำเดนมาร์กมีซากเรือจมอยู่ถึง 10,127 ลำ ซึ่งมีประมาณ 1,500 ลำ หรือประมาณ 15% ที่เป็นเรือจากยุคสงครามโลกทั้งสองครั้ง

ในอดีต ทะเลเหนือเป็นสมรภูมิรบทางเรือที่ดุเดือด มักถูกใช้เป็นเส้นทางปิดล้อมและตัดเส้นทางเสบียงของศัตรู โดยทั้งสองฝ่ายต่างวางทุ่นระเบิดใต้ทะเลรวมกันกว่า 190,000 ลูก จนนำไปสู่ยุทธนาวีจัตแลนด์ (Battle of Jutland) นอกชายฝั่งฮันสต์โฮล์ม ซึ่งเป็นหนึ่งในการปะทะทางเรือที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้เรือรบจมลงสู่ก้นทะเลกว่า 25 ลำ มีทหารเรือนับหมื่นรายที่ต้องสังเวยชีวิตในสงครามครั้งนี้

การแก้ปัญหาขยะสงครามเหล่านี้ มีด้วยกันหลายวิธี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวิธีล้วนมีความซับซ้อนและใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล ซึ่งการจะเลือกใช้วิธีใด ขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญว่าวิธีใดเหมาะสมที่สุด ซึ่งมีด้วยกันดังนี้

วิธีการแรก คือ การเก็บกู้สารประกอบระเบิดขึ้นมาจากซากเรือและนำไปทำลายล้างหรือทำให้หมดฤทธิ์ ซึ่งเป็นวิธีที่เยอรมนีมักเลือกใช้ สำหรับดึงซากเรือและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานขึ้นมาจากทะเลบอลติก เพื่อป้องกันการรั่วไหลของสารพิษจากการผุกร่อน ถึงจะเป็นวิธีที่ดูปลอดภัยที่สุด แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

อีกทางเลือกหนึ่งคือ การจุดระเบิดทำลายวัตถุระเบิดใต้น้ำในจุดที่เรือจมโดยตรง ซึ่งอาจฟังดูเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ทำได้ง่ายกว่า ทว่าในความเป็นจริงวิธีนี้อาจไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัยเสมอไป เพราะในบางกรณีการจุดระเบิดใต้น้ำอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยแรงระเบิดสามารถพัดพาเศษสารพิษให้กระจายตัวเป็นวงกว้างและสร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเลรอบข้างได้ 

เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทางนิเวศวิทยา โครงการวิจัย REMARCO ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป จึงได้พยายามศึกษาหาทางเลือกในการจัดการที่นุ่มนวลและเป็นมิตรต่อธรรมชาติมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ การใช้หุ่นยนต์คลานบนพื้นทะเล เพื่อทำหน้าที่ตรวจจับ วาดแผนที่ระบุพิกัดของทุ่นระเบิดอันตรายอย่างแม่นยำ โดยในบางสถานการณ์ หุ่นยนต์เหล่านี้ยังสามารถช่วยเก็บกู้และนำวัตถุระเบิดขึ้นมาทำลายได้อย่างปลอดภัย ท้ายที่สุดแล้ว 

ในบางสถานการณ์ แนวทางที่ดีที่สุดอาจเป็นการปล่อยซากเรือเหล่านั้นไว้เฉย ๆ โดยไม่เข้าไปรบกวนเลย เนื่องจากซากเรือรบหลายลำได้จมลึกลงไปในพื้นทะเล และถูกตะกอนทรายทับถมทางธรรมชาติไปแล้วทั้งหมดหรือบางส่วน โดยผืนทรายเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังธรรมชาติที่ช่วยสกัดกั้น และลดความเสี่ยงที่สารพิษจะรั่วไหลออกสู่น้ำทะเลรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ที่มา: EarthGizmodoInteresting Engineering