จาก GDP สู่คุณภาพชีวิต ยุค Six Seven ต้องเปลี่ยนสูตรพัฒนาประเทศ ยกระดับ 'คน–พื้นที่–เทคโนโลยี' ควบคู่ความยั่งยืน วัดความสำเร็จด้วย ความไว้วางใจและความมั่นคงของประชาชน
KEY POINTS
- สูตรพัฒนาแบบเดิมที่วัดความสำเร็จด้วย GDP ไม่พอใน “ยุค Six Seven” ที่เผชิญสังคมสูงวัย AI และความเหลื่อมล้ำ
- เปลี่ยนจากเน้นตัวเลขเศรษฐกิจ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้ง “คน” และ “พื้นที่”
- ใช้เทคโนโลยีสร้างความเท่าเทียม และยกระดับความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของทุกนโยบาย
- วัดความสำเร็จจาก “ความไว้วางใจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคง” ไม่ใช่แค่ GDP
ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หากเราเรียกช่วงปลายทศวรรษ 2560 ต่อเนื่องไปยังทศวรรษ 2570 อย่างเล่นคำว่า “ยุค Six Seven” สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนปฏิทิน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทยแทบทุกมิติ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยจะพัฒนาให้เร็วขึ้นได้อย่างไร แต่คือ เรายังสามารถใช้ความหมายและวิธีคิดเรื่อง “การพัฒนา” แบบเดิมได้อีกหรือไม่
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสำเร็จของการพัฒนามักถูกวัดด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มรายได้ แต่ประเทศไทยในยุค Six Seven กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่านั้น เรากำลังเป็นสังคมสูงวัยในวันที่เด็กเกิดน้อยลง กำลังแข่งขันในโลกที่ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างคน พื้นที่ และโอกาสยังคงอยู่ และในเวลาเดียวกัน คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้มอง “ชีวิตที่ดี” ผ่านรายได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
นี่ทำให้สูตร “เศรษฐกิจโต = ประเทศพัฒนา” อาจไม่เพียงพอสำหรับประเทศไทยอีกแล้ว
การพัฒนาในยุค Six Seven จึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนคำถาม จากเดิมที่ถามว่า “เราจะทำให้ GDP โตเท่าไร” ไปสู่คำถามว่า “การเติบโตนั้นทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นบ้าง” เพราะประเทศสามารถมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ในขณะที่คนจำนวนหนึ่งยังรู้สึกว่าอนาคตของตนเองไม่มั่นคงได้ สามารถมีเมืองที่ทันสมัย แต่ผู้สูงอายุเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐาน สามารถมีเทคโนโลยีระดับโลก แต่เด็กจากครอบครัวรายได้น้อยยังไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน
โจทย์แรกของยุค Six Seven จึงเป็นเรื่องของ “คน” ประเทศไทยในอนาคตจะมีแรงงานวัยหนุ่มสาวน้อยลง การแข่งขันจึงไม่สามารถอาศัยแรงงานจำนวนมากและต้นทุนต่ำเหมือนในอดีต แต่ต้องทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างคุณค่าได้มากขึ้น การศึกษาในยุคต่อไปจึงไม่ควรจบลงพร้อมปริญญา แต่ต้องกลายเป็นระบบที่ทำให้คนสามารถเรียนรู้ เปลี่ยนอาชีพ และพัฒนาทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่า “งาน” อย่างรวดเร็ว
โจทย์ที่สองคือ “พื้นที่” การพัฒนาประเทศไม่ควรหมายถึงการทำให้ทุกจังหวัดเดินตามกรุงเทพฯ แต่ควรทำให้แต่ละพื้นที่สามารถเติบโตจากศักยภาพของตนเอง เมืองหนึ่งอาจมีอนาคตจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกเมืองจากสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ บางพื้นที่จากอาหารคุณภาพสูง การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า หรือเศรษฐกิจสีเขียว การกระจายโอกาสจึงสำคัญกว่าการกระจายโครงการ เพราะสิ่งที่ภูมิภาคต้องการไม่ใช่เพียงงบประมาณจากส่วนกลาง แต่คือความสามารถในการกำหนดอนาคตของตนเอง
โจทย์ที่สามคือ “เทคโนโลยี” ในอดีตเรามักถามว่าประเทศไทยจะตามเทคโนโลยีโลกทันหรือไม่ แต่ในยุค Six Seven คำถามที่ใหญ่กว่าคือ เราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสังคมแบบใด AI สามารถเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างธุรกิจใหม่ได้มหาศาล แต่หากผลประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม เทคโนโลยีก็อาจกลายเป็นเครื่องเร่งความเหลื่อมล้ำแทนที่จะเป็นเครื่องมือของการพัฒนา
โจทย์ที่สี่คือ “ความยั่งยืน” ซึ่งจะต้องเลิกเป็นเพียงบทหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ แล้วกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของทุกนโยบาย ตั้งแต่พลังงาน เมือง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน ไปจนถึงการศึกษา ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการมองสิ่งแวดล้อมว่าเป็น “ต้นทุนของการเติบโต” ไปสู่การมองว่าความสามารถในการจัดการคาร์บอน ทรัพยากร น้ำ อากาศ และระบบนิเวศ คือความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในศตวรรษนี้
แต่โจทย์ที่อาจยากที่สุดไม่ใช่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือสิ่งแวดล้อม หากเป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ” ประเทศจะเดินหน้าได้ยากหากประชาชนไม่เชื่อมั่นในสถาบัน หากคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่โอกาส หากธุรกิจไม่เชื่อในความต่อเนื่องของนโยบาย หรือหากประชาชนรู้สึกว่ากติกาไม่ได้ทำงานอย่างเป็นธรรมกับทุกคน การสร้างทุนทางสังคมจึงอาจสำคัญไม่แพ้การสร้างทุนทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น ประเทศไทยในยุค Six Seven อาจต้องเปลี่ยนจาก Development by Projects ไปสู่ Development by People, Place and Trust จากประเทศที่เก่งในการสร้าง “โครงการ” ไปสู่ประเทศที่เก่งในการสร้าง “ความสามารถ” ให้คนและชุมชนสามารถจัดการอนาคตของตนเองได้
เพราะท้ายที่สุด การพัฒนาไม่ควรวัดเพียงว่าเรามีถนนเพิ่มขึ้นกี่กิโลเมตร มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกี่ล้านคน หรือ GDP เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรวัดด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า คนไทยมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้นหรือไม่ มีความมั่นคงมากขึ้นหรือไม่ และยังเชื่อหรือไม่ว่าชีวิตของวันพรุ่งนี้สามารถดีกว่าวันนี้ได้
นี่อาจเป็นความหมายใหม่ของการพัฒนาไทยใน “ยุค Six Seven” — ยุคที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วที่สุด แต่ต้องรู้ให้ชัดว่าเรากำลังวิ่งไปทางไหน ใครกำลังวิ่งไปด้วยกัน และที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังระหว่างทาง





