วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

กฟผ. กางแผน 3 ระยะ พัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 ชูสร้างไว-ใช้นาน

กฟผ. เดินหน้าโรดแมปพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR 300 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2580 ปัจจุบันอยู่ระยะศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น พร้อมชง ครม. พิจารณาใน 3–5 ปี ชูจุดเด่นก่อสร้างเร็ว 5–6 ปี และใช้งานได้ยาว 60–80 ปี

KEY POINTS

  • กฟผ. วางแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 3 ระยะ โดยตั้งเป้าหมายเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2580
  • ปัจจุบันโครงการอยู่ในระยะที่ 1 คือการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น และเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
  • โรงไฟฟ้า SMR มีจุดเด่นคือใช้เวลาก่อสร้างรวดเร็วประมาณ 5-6 ปี และมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 60-80 ปี

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยแผนแนวทางการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ ตามกรอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) โดยตั้งเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2580 โดย "ศิริวัฒน์ เจ็ดสี" รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในงานสัมนา THE BIG ISSUE PDP 2026 ENERGY GREEN POWER “พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ที่จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ระบุว่า ขณะนี้ กฟผ. ได้เริ่มต้นดำเนินงานในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมขั้นต้น เพื่อเตรียมคัดเลือกเทคโนโลยีและพื้นที่ที่มีศักยภาพ ก่อนนำเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ

ชี้เป้า 3-5 ปี หมุดหมายสำคัญดันนโยบายรัฐ

ในการดำเนินงานระยะที่ 1 กฟผ. ในฐานะผู้บริหารจัดการระบบจะจัดทำแผนการพัฒนาโครงการอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การเตรียมการเริ่มต้น การวางแผนอัตรากำลังและการพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงแผนการรื้อถอนโรงไฟฟ้าล่วงหน้า ทั้งนี้ หมุดหมายสำคัญในอีก 3–5 ปีข้างหน้าที่จะชี้ขาดการก้าวข้ามเข้าสู่ระยะการดำเนินการ คือการได้รับอนุมัติจาก ครม. ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการ NeBIO (International Journal of Environment & Biodiversity) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีกระทรวงพลังงานเป็นแกนนำในการประสานงานทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ ประเทศไทยจะทำการประเมินและทบทวนความพร้อมตามข้อแนะนำขององค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้าน เพื่อสำรวจจุดที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม โดย กฟผ. จะสนับสนุนข้อมูลจัดทำรายงานภาพรวมฉบับสมบูรณ์ เพื่อเสนอ ครม. พร้อมทั้งเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA มาร่วมสอบทาน เพื่อยืนยันความพร้อมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เปิดกว้างเทคโนโลยีสากล – มุ่งใช้พื้นที่เดิมลดต้นทุน

สำหรับแนวทางการคัดเลือกเทคโนโลยี "ศิริวัฒน์" เปิดเผยว่า กฟผ. ยังคงเปิดกว้างรับพิจารณาเทคโนโลยี SMR จากทุกประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และแคนาดา โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ในเบื้องต้น กฟผ. จะมุ่งเน้นการพัฒนาบนพื้นที่เดิมของ กฟผ. ที่มีศักยภาพเป็นหลัก เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบส่งไฟฟ้าพร้อมรองรับอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดวงเงินการลงทุนโครงการ

ไทม์ไลน์ 3 ระยะ ชูสร้างไวเพียง 5-6 ปี

"ศิริวัฒน์" ชี้แจงไทม์ไลน์การพัฒนาว่า หลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. โครงการจะเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการศึกษาความเหมาะสมฉบับสมบูรณ์ ร่วมกับการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม การขออนุญาตสถานที่ และการจัดเตรียมเอกสารประมูลเพื่อคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง

จากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะการก่อสร้าง ใช้เวลาประมาณ 5–6 ปี ซึ่งสั้นกว่าการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบเดิม เนื่องจากชิ้นส่วนของ SMR สามารถประกอบสำเร็จได้จากโรงงานและมีความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดเดินเครื่อง โรงไฟฟ้าจะมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 60–80 ปี

นอกเหนือจากขั้นตอนทางเทคนิคแล้ว กฟผ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ

"เราทำเกี่ยวกับแผนการพัฒนาโครงการไปตลอดจนถึงการรื้อถอน เพื่อเตรียมคัดเลือกเทคโนโลยีและคัดเลือกพื้นที่ศักยภาพที่เป็นไปได้ เพื่อนำเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตัดสินใจในสเต็ปถัดไป พร้อมระบุเสริมว่าในระหว่างทาง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้างความรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ยอมรับในส่วนของโรงไฟฟ้า SMR เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมั่นใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำมาตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดทาง"