วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

เสียงสะท้อนหนุน 'ปฏิรูปการศึกษาไทย' ดันห้องเรียนสู่ 'สนามจำลองชีวิต' ปั้นคนทำงานแห่งอนาคต

เสียงสะท้อนหนุนปฏิรูปการศึกษาไทย เปลี่ยนห้องเรียนเป็น "สนามจำลองชีวิต" ดันเด็กจบใหม่พร้อมลุยงานจริง ตอบโจทย์คนทำงานแห่งอนาคต

เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียนรู้และรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว "ระบบการศึกษาไทย" จึงไม่อาจทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่ต้องเร่งสร้างคนที่ "คิดเป็น ปรับตัวได้ และทำงานจริงได้" เพื่อให้ทันกับความต้องการของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในเวทีเสวนา "Future-Ready Talent: การศึกษาไทยกับโจทย์คนทำงานแห่งอนาคต" ภายในงาน GCNT Expo 2026: From SHOCK To SHIFT - Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World ซึ่งจัดโดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) โดยตัวแทนจากภาคธุรกิจ นักวิชาการ และคนรุ่นใหม่ ต่างสะท้อนตรงกันว่า การศึกษาไทยต้องปรับจากการ "ผลิตบัณฑิต" สู่การ "สร้างคนพร้อมทำงาน" ผ่านการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง เชื่อมมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม และเติมทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

ปั้นคนพร้อมทำงานในยุค AI

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวถึงปัญหาระบบการศึกษาไทยที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ โดยเปรียบเทียบว่า แม้ปัจจุบันจะมี AI และเทคโนโลยีที่เอื้อให้เรียนออนไลน์ได้จากทุกที่ แต่จำนวนปีในการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงระดับปริญญากลับยังยาวนานเท่าเดิม ต่างจากยุคก่อนที่ผู้คนสามารถเริ่มทำธุรกิจและประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่อายุ 18–19 ปี

"โจทย์สำคัญของภาคเอกชนวันนี้คือ เราต้องการเอามันสมองของเด็กยุคใหม่ที่บวก AI เข้าสู่ตลาดงานเร็วที่สุด นั่นหมายถึงอายุ 18 ปี ต้องเริ่มทำงาน เรียนรู้ ลองผิดลองถูก"

ในยุคที่ความรู้หาได้ง่ายและมีราคาถูกลง สิ่งที่องค์กรต้องการอย่างแท้จริงไม่ใช่คนที่มีแค่ความรู้ แต่คือคนที่มี การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความยืดหยุ่นและการตอบสนองต่อปัญหา (Reactive) และความเป็นผู้นำ (Leadership)

เสียงสะท้อนหนุน 'ปฏิรูปการศึกษาไทย' ดันห้องเรียนสู่ 'สนามจำลองชีวิต' ปั้นคนทำงานแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ดร.ธีระพล ยังเสนอมุมมองที่เปลี่ยนผ่านบทบาทของสถาบันการศึกษาว่า มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่เป็น "สนามจำลองชีวิต" ที่จำลองทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว และความรู้สึกในการทำงานจริง มากกว่าจะเน้นป้อนองค์ความรู้แบบเดิมๆ โดยยกตัวอย่างโครงการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ทดลองนำโมเดล Startup เข้าไปในมหาวิทยาลัย เพื่อฝึกให้เด็กเรียนรู้ผ่านความล้มเหลว เนื่องจาก Startup มีอัตราความสำเร็จไม่ถึง 5% รวมถึงการเปิดโอกาสให้เด็กนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้รับรหัสพนักงานและเงินเดือน เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้การทำงานจริง และเมื่อเรียนจบปีที่ 4 พวกเขาจะมีประสบการณ์การทำงานสะสมถึง 4 ปีเต็ม

ดร.ธีระพล ได้ฝากข้อคิดเตือนใจและทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องมีในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นทักษะการละทิ้งความรู้เดิมเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากองค์ความรู้ในปัจจุบันล้าสมัย และการเผชิญหน้ากับ AI เพราะ มนุษย์ในห้องเสวนานี้อาจเป็นเจเนอเรชันสุดท้ายที่มีอายุมากกว่า AI เพราะเด็กที่เกิดใหม่ในอนาคตจะมีอายุน้อยกว่า AI ที่สะสมความรู้มานับร้อยปี และหากเราชินกับการพึ่งพา AI โดยไม่ฝึกสมอง ระบบคิดอย่าง Critical Thinking ของเราจะถูกปิดสวิตช์ลงทันที

ดึงเอกชนร่วมสอน เชื่อมมหาวิทยาลัยสู่โลกงาน

ด้าน ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังคงผลิตบัณฑิตแบบ "ต่างคนต่างทำ" โดยไม่มีแผนระดับประเทศหรือตัวเลขที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมต้องการคนสายไหนจำนวนเท่าใด บัณฑิตที่จบออกไปจึงยังทำงานไม่ได้ทันทีและต้องเสียเวลาฝึกฝนเพิ่มเติมอีก 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งล่าช้าเกินไปสำหรับภาคธุรกิจ

เสียงสะท้อนหนุน 'ปฏิรูปการศึกษาไทย' ดันห้องเรียนสู่ 'สนามจำลองชีวิต' ปั้นคนทำงานแห่งอนาคต

“มหาวิทยาลัยต้องจับมือกับภาคเอกชนและดึงผู้ประกอบการภายนอกมาร่วมสอนให้มากขึ้น อยากเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยถูกส่งออกไปอยู่ในโลกอุตสาหกรรมจริง เช่น ที่เครือซีพี หรือองค์กรอื่นๆ สัก 3 ปี แล้วค่อยกลับมาสอนหนังสือ เพื่อไม่ให้อาจารย์จมอยู่แต่ในวงวิชาการ ทฤษฎี หรือการตีพิมพ์ผลงานจนขาดความเชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง ทั้งนี้ยอมรับว่าการปฏิรูปหลักสูตรหรือตำราเรียนดั้งเดิมของไทยเป็นเรื่องที่ยากและติดกรอบโครงสร้างคณะกรรมการกลางอย่างมาก”

ตำราไทยสอนท่องจำ ขาดทักษะคิดและปรับตัว

ภูผา อมรกิจจา ผู้ก่อตั้งสถาบันติวเตอร์ Phupha Tutor อดีตผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จาก IBM และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เปิดเผยประเด็นเชิงโครงสร้างจากการเปรียบเทียบตำราเรียนระดับ A-Level ของอังกฤษและไทย โดยชี้ว่า เนื้อหาเรียนเหมือนกันถึง 99% แต่สิ่งที่ต่างกันคือ "การออกแบบการเรียนรู้" ที่ตำราอังกฤษจะสอนให้คิดเป็นสเต็ปจากง่ายไปยาก ขณะที่ตำราไทยมักอัดทฤษฎีรวดเดียวแล้วโยนโจทย์ที่ซับซ้อนให้เด็กทำทันทีจนเด็กทำไม่ได้และต้องหันไปพึ่งพาสถาบันติวเตอร์

เสียงสะท้อนหนุน 'ปฏิรูปการศึกษาไทย' ดันห้องเรียนสู่ 'สนามจำลองชีวิต' ปั้นคนทำงานแห่งอนาคต

ภูผาระบุเพิ่มเติมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาว่า ข้อสอบเก่าของอังกฤษสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีอย่างเป็นทางการจากเว็บไซต์ของรัฐบาล ขณะที่เด็กไทยต้องไปขวนขวายหาข้อสอบเก่าจากสถาบันกวดวิชาหรือแหล่งแชร์ไฟล์ต่างๆ เอง นอกจากนี้ จากประสบการณ์การทำงานของตนเองที่ IBM แม้จะจบตรงสายด้าน AI มาจากเคมบริดจ์ แต่เมื่อทำงานจริงกลับไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาถึง 90% เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความรู้ดิบ แต่คือความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ (Relearn)

CP-CoEX ปั้น “ตัวเชื่อม” คน-เทคโนโลยี-ธุรกิจ

ปิดท้ายด้วย อรการ จิวะเกียรติ Program Director ของ CP-CoEX  ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายถึงหลักสูตรแนวใหม่ที่เป็นทางออกรูปธรรมภายใต้โมเดล Action-Based Learning ว่า หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนแค่ทฤษฎีการใช้ AI แต่เป็นการนำปัญหาจริงของธุรกิจ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ Nvidia, IBM มารวมกัน เพื่อพัฒนาไอเดียสู่โปรเจกต์ที่ใช้งานได้จริงในองค์กรภายใน 12 สัปดาห์

เสียงสะท้อนหนุน 'ปฏิรูปการศึกษาไทย' ดันห้องเรียนสู่ 'สนามจำลองชีวิต' ปั้นคนทำงานแห่งอนาคต

อรการ กล่าวว่า สิ่งที่โลกการทำงานยุคใหม่ต้องการคือ "ตัวเชื่อม" ที่เข้าใจและเชื่อมโยงทั้งเรื่องคน เทคโนโลยี และโจทย์ธุรกิจไว้ในตัวเองคนเดียว อีกทั้งยังได้นำวิสัยทัศน์ของประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนินท์ เจียรวนนท์ มาถ่ายทอดว่า ไม่ว่า AI จะเก่งกาจเพียงใด มนุษย์ก็ยังคงต้องเป็นผู้สร้างและผู้ต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราคือการเร่งสร้างคนให้เข้าใจและนำ AI มาใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต