วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

เขย่าเตือนสติระบบต้านแผ่นดินไหว ไทยจับตา 'รอยเลื่อนสะกายตอนใต้' ระเบิดเวลาจ่อกรุง

เตือนภัย "รอยเลื่อนสะกายตอนใต้" ในเมียนมา ซึ่งใกล้กรุงเทพฯ และมีรอบการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำทุก 110 ปี กำลังเข้าใกล้ช่วงเวลาที่จะปลดปล่อยพลังงานสะสม

KEY POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัย "รอยเลื่อนสะกายตอนใต้" ในเมียนมา ซึ่งใกล้กรุงเทพฯ และมีรอบการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำทุก 110 ปี กำลังเข้าใกล้ช่วงเวลาที่จะปลดปล่อยพลังงานสะสม
  • หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจากรอยเลื่อนดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อตึกสูงในกรุงเทพฯ อย่างหนัก เนื่องจากโครงสร้างอาคารจำนวนมากในไทยยังไม่ได้มาตรฐานต้านแผ่นดินไหวที่ถูกต้อง
  • มีการเสนอให้เร่งปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายมาตรฐานอาคาร พร้อมพัฒนานวัตกรรมเซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนราคาประหยัดเพื่อสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า
  • ประชาชนถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวและเรียกร้องสิทธิ์ในความปลอดภัยของอาคาร โดยตรวจสอบว่าสร้างตามมาตรฐานต้านแผ่นดินไหวหรือไม่ เพื่อผลักดันให้เกิดความปลอดภัยอย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว คนไทยส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในต่างแดน หรืออย่างมากก็สั่นไหวเล็กน้อยตามตึกสูงในกรุงเทพฯ ทว่าในเวทีเสวนาวิชาการ “เทคโนโลยีเพื่อรับมือภัยพิบัติในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ” เสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศกลับชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังตั้งอยู่บนความเสี่ยงที่ไม่อาจละสายตาได้อีกต่อไป

 "รอยเลื่อนสะกายตอนใต้" จ่อขยับ และตึกสูงกรุงเทพฯ ที่กำลังรอวันวิบัติ

ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการเทคโนโลยีเพื่อรับมือ ภัยพิบัติในยุควิกฤติสภาพภูมิอากาศ ว่าความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ "รอยเลื่อนสะกาย" (Sagaing Fault) ในเมียนมา ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนที่ตื่นตัวและอันตรายที่สุดในโลก และมีจุดที่พาดผ่านเข้าใกล้ประเทศไทยอย่างน่ากังวล

ศ.ดร.นคร อธิบายว่า รอยเลื่อนสะกายนั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วน (Segments) โดยส่วนกลางได้ระบายพลังงานไปแล้วในอดีต (ซึ่งเคยไหวรุนแรงในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีบันทึกประวัติศาสตร์ว่ากรุงเทพฯ รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างรุนแรง) แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ "รอยเลื่อนสะกายส่วนใต้"

"รอยเลื่อนตอนใต้นี้ เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2473 หรือในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งครั้งนั้นสร้างความสั่นสะเทือนในกรุงเทพฯ อย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประเมินว่ารอยเลื่อนส่วนใต้นี้มีรอบการเกิดซ้ำ (Return Period) อยู่ที่ประมาณ 110 ปี หากนับจากปี 2473 มาถึงปัจจุบันก็ผ่านมาแล้วถึง 96 ปี เท่ากับว่าเรากำลังเข้าใกล้ขีดสุดของการสะสมพลังงานใต้พิภพเข้าไปทุกขณะ

และที่สำคัญ รอยเลื่อนส่วนใต้นี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่าจุดอื่น ๆ หากเกิดการขยับตัวขึ้นมา แรงสั่นสะเทือนจะส่งผลกระทบต่อตึกสูงในเมืองหลวงรุนแรงกว่าแผ่นดินไหวครั้งไหน ๆ ที่เราเคยเจอ" ศ.ดร.นคร ระบุอย่างจริงจัง เพื่อชี้ให้เห็นภาพความไม่พร้อมของประเทศไทย  ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีศูนย์กลางที่มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลถึงเชียงใหม่และตึกสูงในกรุงเทพฯ

เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในไทยสูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท มีการยกเลิกการท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และยอดเคลมประกันภัยทะยานสูงถึง 45,000 ล้านบาท ผู้คนพากันตื่นตระหนกวิ่งหนีลงจากอาคาร เกิดการอพยพผู้ป่วยโรงพยาบาลลงมาบริการฉุกเฉินที่ลานด้านล่าง และเกิดวิกฤตจราจรเป็นอัมพาตสีแดงเถือกทั่วทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

"เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เช่น เหตุการณ์ที่คุมะโมโตะ  วัดค่าความเร่งโลกได้รุนแรงถึง 2.4g หรือที่โตเกียวเมื่อปี 2554 วัดได้ 0.2g ในขณะที่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งถึงกรุงเทพฯ ในเหตุการณ์ล่าสุดวัดค่าความเร่งได้เพียง 0.2g เท่ากัน แต่ผลลัพธ์กลับต่างกันลิบลับ ญี่ปุ่นสูญเสียชีวิตและตื่นตระหนกน้อยมาก เพราะพวกเขามีความมั่นใจในโครงสร้างตึกต้านแผ่นดินไหว ขณะที่บ้านเราตื่นตระหนกโกลาหลและสูญเสียมหาศาล ทั้งที่เราเพิ่งรับแรงสะเทือนไปเพียงเสี้ยวเดียวของเขาเท่านั้น" ศ.ดร.นคร สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของคนเมือง

นอกจากนี้ ศ.ดร.นคร ยังแฉถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอาคารในไทย แม้ว่าทีมวิจัยของ มธ. จะเป็นผู้นำในการจัดทำมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแรงลม (บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550) และมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวฉบับล่าสุด (บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561) แต่ในทางปฏิบัติจริง วิศวกรและผู้รับเหมาจำนวนมากยังคงละเลยและหลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างถูกต้อง 100% เพื่อลดต้นทุน เช่น เหตุการณ์พายุถล่มหลังคาโรงเรียนพังทับเด็กนักเรียนเสียชีวิต 7 รายที่จังหวัดพิจิตร เมื่อปี 2566 ซึ่งเมื่อทีมวิจัยลงพื้นที่ตรวจสอบก็พบความมักง่ายในการก่อสร้าง เสาไม่ตรง แนวเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งในทางวิศวกรรมเรียกว่า “จุดอ่อนรอวันวิบัติ”

นอกจากจะต้องปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้มาตรฐานโครงสร้างใหม่ภายใน 3-5 ปีนี้ ทั้งสำหรับอาคารใหม่และอาคารเก่าแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องตื่นตัว

"ประชาชนที่จะซื้อหรือใช้อาคาร ต้องตระหนักถึงสิทธิของตัวเองในการเรียกร้องความปลอดภัย ต้องสืบเสาะและถามว่าอาคารนี้สร้างตามมาตรฐานต้านแผ่นดินไหวหรือไม่ อย่าปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ของหน่วยงานราชการอย่างเดียว เราต้องใช้สิทธิออกเสียงและผลักดันให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยจริง ๆ เหมือนอย่างที่เราเรียกร้องเรื่องฝุ่น PM 2.5"

พัฒนาเซ็นเซอร์อัจฉริยะราคาถูก ดึงงานวิจัยจากหิ้งลงสู่ชุมชน

ด้าน ผศ.ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี จากสาขาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแทนของนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ร่วมคลุกคลีทำวิจัยด้านภัยพิบัติแผ่นดินไหวร่วมกับ ศ.ดร.นคร มานานกว่า 15 ปี ได้สะท้อนมุมมองการทำงานวิจัยในยุคใหม่ว่า ข้อจำกัดในอดีตคือประเทศไทยมักต้องอ้างอิงข้อมูลและเทคนิคจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่แผ่นดินไหวและสภาพดินในแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น ดินในกรุงเทพฯ ที่มีความอ่อนนุ่มและไวต่อการขยายความสั่นสะเทือนแตกต่างจากที่อื่น

เพื่ออุดรอยรั่วนี้ ผศ.ดร.อมรเทพ และทีมวิจัยจึงได้พัฒนา “อุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนอัจฉริยะ” (Sismic Sensor) ขึ้นมาเพื่อติดตั้งในอาคารสำคัญและพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศเพื่อเก็บข้อมูลแรงสั่นสะเทือนจริง

ความท้าทายไม่ใช่แค่การติดเซ็นเซอร์ให้เยอะเป็นร้อยเป็นพันตัวเท่านั้น แต่คือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยี AI  Machine Learning และระบบภูมิสารสนเทศ เพื่อให้เห็นภาพพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างแม่นยำที่สุด เซ็นเซอร์นี้จะทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า แม้ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวจริงเราอาจจะมีเวลาแจ้งเตือนประชาชนก่อนแรงสั่นสะเทือนเดินทางมาถึงเพียงไม่กี่นาทีหรือกี่วินาที แต่นั่นคือวินาทีชีวิตที่ช่วยให้คนหมอบใต้โต๊ะหรือวิ่งออกจากจุดอันตรายได้ทันเวลา 

นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ผศ.ดร.อมรเทพ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญต่อวงการวิจัยไทยว่า ประโยชน์สูงสุดของงานวิจัยควรไปอยู่ที่ใด เพราะที่ผ่านมางานวิจัยจำนวนมากมักเผชิญวงจร "วิจัย เสร็จ ตีพิมพ์ ปิดโครงการ แล้วขอทุนใหม่เพื่อทำเรื่องอื่น" ทำให้ผลงานนวัตกรรมหยุดอยู่แค่บนหิ้ง ไม่สืบทอดอย่างยั่งยืน นักวิจัยรุ่นใหม่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เราต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญรุ่นเก๋าอย่างใกล้ชิด และต้องลงพื้นที่จริงเพื่อถามชุมชนว่าเขามีปัญหาอะไร นวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นต้องคำนึงถึงมิติ 'ราคาและโอกาสเข้าถึง' ด้วย

ไม่ใช่ทำนวัตกรรมที่ประสิทธิภาพสูงมากแต่ราคาแพงลิ่วจนมีแต่คนรวยหรือตึกหรู ๆ เท่านั้นที่ซื้อได้ คนในชุมชนหรือโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีโอกาสเข้าถึง นวัตกรรมที่ดีต้องราคาประหยัด เพื่อให้คนทุกระดับชั้นเข้าถึงความปลอดภัยได้อย่างเท่าเทียม และที่สำคัญเราต้องส่งต่อนวัตกรรมนี้ให้ชุมชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นร่วมดูแลรักษา เพื่อให้เกิดข้อมูลย้อนกลับมาพัฒนาระบบได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน  ผศ.ดร.อมรเทพ กล่าวทิ้งท้าย