วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

‘แก้วกระดาษ’ ปล่อย ‘ไมโครพลาสติก’ นับล้านชิ้น หลังสารเคลือบละลาย เมื่อใส่น้ำร้อน

นักวิจัยพบ “แก้วกระดาษ” ปล่อยไมโครและนาโนพลาสติกนับล้านอนุภาคสู่น้ำร้อนทันทีเมื่อสัมผัสความร้อน โดยแก้วที่ใช้ “สารเคลือบพลาสติกชีวภาพ” ปล่อยมวลหนาแน่นกว่าพลาสติกทั่วไป 12 เท่า 

KEY POINTS

  • สารเคลือบพลาสติกด้านในแก้วกระดาษจะละลายและปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกนับล้านชิ้นออกมาปนเปื้อนในเครื่องดื่มเมื่อสัมผัสกับน้ำร้อน
  • ผลการวิจัยพบว่าทั้งแก้วที่เคลือบด้วยพลาสติกแบบดั้งเดิม (PE) และพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (PLA) ล้วนปล่อยอนุภาคพลาสติกออกมา
  • แก้วที่เคลือบด้วยพลาสติกชีวภาพ (PLA) ปล่อยอนุภาคพลาสติกออกมาในจำนวนและมวลรวมที่สูงกว่าแก้วที่เคลือบด้วยพลาสติกแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • นักวิจัยเรียกร้องให้เพิ่มเกณฑ์การทดสอบการปล่อยไมโครพลาสติกสำหรับวัสดุสัมผัสอาหาร และให้ผู้ผลิตระบุชนิดของสารเคลือบบนบรรจุภัณฑ์ให้ชัดเจน

ผู้คนนับล้านคนทั่วโลกต่างเริ่มต้นวันใหม่ ด้วยการบริโภคกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มร้อนชนิดต่าง ๆ จาก “แก้วกระดาษแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง” โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มักมีความเชื่อมั่นและเข้าใจไปเองว่า แก้วที่ทำจากกระดาษเหล่านี้ เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของตนเอง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า “แก้วพลาสติก” ทั่วไป

แต่ความจริงแล้ว “แก้วกระดาษ” เหล่านี้ ก็ถูกเคลือบด้วยสารกันซึม ซึ่งเป็นชั้นพลาสติกบาง ๆ ไว้ด้านใน เพื่อป้องกันการรั่วซึมและช่วยรักษาโครงสร้างแก้วไม่ให้เสียรูปทรง เมื่อต้องสัมผัสกับของเหลวที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสารกันซึมนี้สามารถปล่อย “ไมโครพลาสติก” จำนวนมหาศาลปนเปื้อนในเครื่องดื่มได้

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ศึกษาและทดสอบหาการปนเปื้อนไมโครพลาสติกจาก แก้วกระดาษที่เคลือบด้วย “สารโพลีเอทิลีน” (PE) ซึ่งเป็นพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และ แก้วที่เคลือบด้วย “กรดโพลีแลคติก” (PLA) พลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยนักวิจัยทำการเทน้ำร้อนลงในแก้วทดสอบทั้งสองประเภท เพื่อจำลองสถานการณ์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน 

ผลการทดลองพบว่า เมื่อแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกสัมผัสกับน้ำร้อน พวกมันจะเริ่มปลดปล่อยอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วทั้ง “ไมโครพลาสติก” และ “นาโนพลาสติก” จำนวนมหาศาลออกมาปะปนในของเหลวทันที 

เมื่อตรวจวัดความเข้มข้นของอนุภาคนาโนพลาสติก ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ถึงประมาณ 1,000 เท่า  ในน้ำร้อนอย่างละเอียด พบว่า แก้วกระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มีการปล่อยอนุภาคออกมาเฉลี่ยสูงถึง 4.3 ล้านอนุภาคต่อของเหลว 1 มิลลิลิตร หรือประมาณ 21 ล้านอนุภาคต่อหนึ่งช้อนชา ในขณะที่แก้วกระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติก PE แบบดั้งเดิม มีอัตราการปล่อยอนุภาคอยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านอนุภาคต่อมิลลิลิตร หรือราว 13 ล้านอนุภาคต่อหนึ่งช้อนชา 

ส่วนมวลรวมอนุภาคพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำร้อน ทีมวิจัยพบว่า แก้วกระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่าง PLA ปล่อยมวลอนุภาคพลาสติกออกมารวมกันหนักกว่าแก้วที่เคลือบด้วยพลาสติก PE แบบดั้งเดิมถึงประมาณ 12 เท่าในการทดสอบนี้

ความต่างระหว่างจำนวนชิ้นและน้ำหนักมวลรวมนี้ สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางฟิสิกส์ของการแตกตัวพลาสติก โดยทีมนักวิจัยระบุว่า จำนวนอนุภาคจะเป็นตัวบอกว่ามีชิ้นส่วนพลาสติกกระจายอยู่จำนวนเท่าใด ในขณะที่มวล (mass) จะบอกถึงน้ำหนักรวมของชิ้นส่วนเหล่านั้น 

การที่ค่ามวลของ PLA สูงกว่า PE ถึง 12 เท่า ทั้งที่จำนวนอนุภาคไม่ได้ต่างกันในสัดส่วนดังกล่าว แปลว่าในน้ำร้อนจากแก้ว PLA อาจมีอนุภาคพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือมีความหนาแน่นเชิงน้ำหนักที่สูงกว่าปะปนอยู่ด้วย ดังนั้น การย่อยสลายได้เอง อาจไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยจากสารเคมี

ดร.เอลวิส โอคอฟโฟ นักวิจัยจาก พันธมิตรควีนส์แลนด์เพื่อวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม (QAEHS) ของ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เปิดเผยว่า “แม้จะเป็นแก้วกระดาษ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพลาสติก โดยการศึกษาของเราแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า แก้วกระดาษเคลือบพลาสติกเหล่านี้สามารถปล่อยวัสดุพลาสติกขนาดไมโครและนาโนออกมาในปริมาณที่สูงมาก เมื่อถูกกระตุ้นด้วยน้ำร้อน”

นอกจากนี้ ดร.โอคอฟโฟ ยังชี้ให้เห็นว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับใส่อาหารและเครื่องดื่ม เป็นช่องทางสำคัญที่นำพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ผ่านการกินและดื่ม แต่เขายืนยันว่างานวิจัยนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อให้ผู้คนต้องเลิกใช้แก้วกระดาษในทันที หรือแปลว่าพลาสติก PLA เป็นอันตราย เนื่องจากยังไม่รู้ว่าอนุภาคเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างไร

พร้อมเรียกร้องให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับใส่อาหาร ให้ความสำคัญต่อการเลือกวัสดุ ตลอดจนการพัฒนาวัสดุเคลือบแก้วรูปแบบใหม่ที่ลดการปล่อยพลาสติกเมื่อสัมผัสความร้อน โดยดร.โอคอฟโฟ กล่าวว่า “แต่เรารู้ดีว่าสารเคมีต่าง ๆ ในพลาสติก ไม่ได้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาสำหรับการกิน ดังนั้น วัสดุที่นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สัมผัสอาหาร จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการปล่อยอนุภาคพลาสติกออกมาระหว่างการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วย” 

ขณะเดียวกัน คณะนักวิจัยเรียกร้องให้กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยด้านอาหาร ควรพิจารณาเพิ่มการทดสอบการปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินความปลอดภัยมาตรฐานสำหรับวัสดุที่สัมผัสอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลิตภัณฑ์ที่ทนความร้อน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการกำหนดให้ระบุข้อมูลประเภทวัสดุที่ใช้เคลือบแก้วให้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่โปร่งใสว่า มีวัสดุชนิดใดกำลังสัมผัสกับเครื่องดื่มของตนเอง


ที่มา: EarthPhysXinhua