กูเกิลชี้ไทยมีศักยภาพเป็น AI Hub อาเซียน ชูที่ดิน พลังงาน นโยบาย และภูมิรัฐศาสตร์ ดึงลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ สะท้อนจากแผนลงทุนกูเกิลกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ แนะเร่ง AI-First ภายใน 12 เดือน คว้าโอกาสลงทุนระลอกใหม่
KEY POINTS
- กูเกิลชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลาง AI อาเซียน จากจุดแข็งด้านนโยบาย พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์
- ที่ดิน-โครงข่าย-ความร่วมมือรัฐ หนุนไทยดึงลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
- แนะเร่ง AI-First และความชัดเจนนโยบาย ภายใน 12 เดือน เพื่อคว้าโอกาสลงทุนใหม่
การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการแข่งขันด้านการลงทุนทั่วโลก ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน ไปจนถึงระบบโครงข่ายที่ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ท่ามกลางความตื่นตัวของประเทศไทยในการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงก่อนการประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Powering Thailand’s Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure” ภายใต้การประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’
ในเวทีนี้ "คารัน บาจวา" (Karan Bajwa) ประธานกูเกิลคลาวด์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสีเขียวอย่างยั่งยืน
โดยชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกุมข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และมีความพร้อมเหนือประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่ราว 10% พร้อมส่งสัญญาณถึงรัฐบาลและภาคเอกชนไทยให้เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "AI-First" และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 12 เดือนข้างหน้า เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยและปลดล็อกศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางบริการเอไอ (AI Hub) ระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง
เปิด 5 ปัจจัยหลักที่สร้างความดึงดูดให้แก่ประเทศไทย
"บาจวา" ได้ระบุถึงปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นและดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและดาต้าเซ็นเตอร์ AI ไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
- ความพร้อมของพื้นที่และกรอบนโยบายที่เอื้ออำนวยให้เกิดการจัดหาที่ดินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
- ความพยายามของรัฐบาลในการจัดหาพลังงานทุกรูปแบบทั้งพลังงานสะอาดและพลังงานดั้งเดิม ตลอดจนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff Regime) ในปัจจุบันของไทย ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีความน่าดึงดูดใจอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูง
- ภูมิรัฐศาสตร์ประเทศไทยมีตำแหน่งที่ตั้งที่มีเอกลักษณ์ในการรักษาความเป็นกลางระหว่างสองขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถรับการลงทุนและประโยชน์สูงสุดจากทั้งสองระบบนิเวศได้พร้อมกัน
- ประเทศไทยมีโครงข่ายพื้นฐานที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น โครงข่ายทาเลีย (TalayLink) ที่เชื่อมโยงไปยังออสเตรเลีย แม้ว่ายังคงต้องมีการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเพิ่มเติมในอนาคต
- สร้างประสบการณ์เชิงบวกในการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางบวก และนำไปสู่การประกาศโครงการลงทุนของกูเกิลมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการจัดตั้ง Google Cloud Region ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ในภูมิภาค
ปมท้าทายด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม "บาจวา" ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในระดับมหภาค 2 ประการที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก ประการแรกคือ ความชัดเจนของรูปแบบและกลไกสร้างรายได้รวมถึงระยะเวลาในการคืนทุน และประการที่สองคือ แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ห่างไกลจากโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าหลัก (Grid)
แม้ว่าประเทศไทยจะมีแนวทางการแก้ปัญหานี้ผ่านระบบการซื้อขายไฟฟ้าโดยไม่ผ่านผู้ซื้อรายเดียวของรัฐ แต่ยังมีสองประเด็นสำคัญในกฎระเบียบขนาดใหญ่นี้ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ
- การกำหนดข้อบังคับและขอบเขตที่แน่ชัด ว่าในกรณีใดบ้างที่ภาคเอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ได้โดยไม่ต้องผ่านระบบผู้ซื้อรายเดียว
- รูปแบบหรือมาตรการชดเชยที่เหมาะสม สำหรับผู้ให้บริการระบบสายส่งรายเดียว และโครงการต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร หากมีการซื้อขายตรงเกิดขึ้น และระบบเหล่านั้นมีส่วนช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าหลัก
ดาต้าเซ็นเตอร์กับ "ระบบเศรษฐกิจการใช้งาน AI"
"บาจวา" เน้นย้ำว่า การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI เท่านั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากการสร้าง "ระบบเศรษฐกิจแห่งการใช้งาน AI" ที่ครบวงจร
“ทุกคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคทั่วไป ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือองค์กรขนาดใหญ่ ต่างก็ต้องใช้ประโยชน์จาก AI ในท้ายที่สุด ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการใช้พลังงานไฟฟ้า”
วัฏจักรการเติบโตนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศสามารถยกระดับและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในตลาดให้สามารถรองรับความต้องการใช้งานจริงได้ควบคู่กันไป
ปัจจุบัน ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล โดยกูเกิลมีเป้าหมายลงทุนประมาณ 2.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จำต้องปฏิบัติตามกฎทางกายภาพ ที่ไม่สามารถเร่งเวลาการก่อสร้างให้เร็วกว่าข้อจำกัดทางวิศวกรรมได้ ส่งผลให้ความพร้อมของแหล่งพลังงานสะอาดในระดับขนาดที่ใหญ่ กลายเป็นประเด็นหลักในการเจรจาต่อรองเพื่อเลือกลงทุนในแต่ละประเทศ โดยพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสีเขียว ยังคงเป็นข้อกำหนดสำคัญสูงสุดที่กูเกิลยึดมั่นโดยไม่มีข้อละเว้น
3 ปัจจัยเร่งในอีก 12 เดือนข้างหน้าเพื่อคว้าโอกาส
เพื่อช่วงชิงเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่ในคลื่นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว "บาจวา" เสนอแนะว่าประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลักในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า
- การสร้างสมดุลเชิงนโยบาย: ประเทศไทยต้องการกรอบนโยบายที่ชัดเจน มีความสม่ำเสมอ และเข้มแข็งเพื่อเปิดทางและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน
- ความรวดเร็วในการดำเนินงาน: การเร่งรัดกระบวนการเพื่อลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาด ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกปัจจุบันมีมากกว่าขีดความสามารถในการจัดหาอย่างเห็นได้ชัด
- การปรับใช้นโยบายแบบ "AI-First": รัฐบาล ภาคธุรกิจการเงิน ผู้ค้าปลีก และภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนทัศนคติและยกระดับขึ้นเป็นนโยบาย "AI-First" ควบคู่ไปกับนโยบาย "Cloud-First" ที่มีความก้าวหน้าอยู่แล้ว
เพื่อให้ระบบนิเวศได้รับการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาในประเทศอย่างเต็มที่ แทนที่จะมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงทรัพยากรที่เข้ามาใช้พลังงานและทรัพยากรเพียงมิติเดียว





