วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

SCG เดินหมากปูนคาร์บอนต่ำ แข่งได้-ยั่งยืน ชวนรัฐ-เอกชน-ชุมชน สร้างแต้มต่อทั้งห่วงโซ่

SCG เดินหน้าปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ผสานความสามารถในการแข่งขันกับความยั่งยืน ปัจจุบันยอดขายในประเทศกว่า 80% เป็นปูนคาร์บอนต่ำ

KEY POINTS

  • SCG ผลักดันกลยุทธ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
  • ใช้โมเดล ‘Saraburi Sandbox’ สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล
  • เสนอความร่วมมือแบบ 4P ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

"ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีเสวนาหัวข้อ "From Ambition to Execution: Policy Architecture and Low-Carbon Cities in Action" ภายในงานประชุมสัมมนา ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง ก่อนหน้าการประชุมใหญ่อันเป็นเวทีระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับความยั่งยืน ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำและการร่วมมือในรูปแบบ Sandbox เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาค

“ธรรมศักดิ์” เปิดเผยว่า ธุรกิจซีเมนต์ของเอสซีจีสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 20 ของรายได้รวมทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นธุรกิจที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่สูง ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งขององค์กร ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมมักจะมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับแรก ดังนั้น โจทย์สำคัญคือการสร้างความยั่งยืนควบคู่ไปกับความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน

เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ

เมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน เอสซีจีได้เริ่มต้นมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ จนกระทั่งในปัจจุบัน ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศไทยของเอสซีจีมากกว่าร้อยละ 80 เป็นปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำรุ่นที่ 1 (Generation 1) และรุ่นที่ 2 (Generation 2)

“ธรรมศักดิ์” ได้แบ่งปันประสบการณ์ความท้าทายในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ว่า แม้บริษัทจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำได้สำเร็จ แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเกณฑ์มาตรฐานหรือข้อกำหนดของอุตสาหกรรมในเวลานั้น เนื่องจากไม่มีการอนุญาตให้นำปูนซีเมนต์ชนิดใหม่นี้ไปใช้ในการก่อสร้างอาคารสูง แม้บริษัทจะมีความมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อย่างเต็มเปี่ยมก็ตาม
นอกจากนี้ หากเอสซีจีดำเนินงานเพียงรายเดียวในการผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจแต่เพียงผู้เดียวหรือเป็นการผูกขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ในระบบราชการ

จากความท้าทายดังกล่าว เอสซีจีจึงตัดสินใจหันมาร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย เพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเปลี่ยนมาใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำร่วมกัน การขับเคลื่อนร่วมกันทั้งอุตสาหกรรมนี้มีส่วนช่วยกำหนดแผนที่นำทาง (Roadmap) มุ่งสู่ Net Zero ของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยให้สอดคล้องและเชื่อมโยงเข้ากับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในระดับโลก

กลยุทธ์ ‘Saraburi Sandbox’

“ธรรมศักดิ์” เน้นย้ำว่า นวัตกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ แต่จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับโมเดลธุรกิจ ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ‘Saraburi Sandbox’

กระบวนการผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำของเอสซีจี อาศัยการลดการใช้ถ่านหินและแทนที่ด้วยเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งความได้เปรียบในเชิงต้นทุนที่สำคัญของปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับทวีปยุโรป คือการที่ประเทศไทยมีแหล่งเชื้อเพลิงชีวมวลที่ราคาถูกกว่าอย่างเด่นชัด

จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวมวลดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 5-6 ปีก่อน จากการที่ภาครัฐขอความร่วมมือในการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีสาเหตุจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เอสซีจีจึงได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับจัดเก็บวัสดุเหล่านี้เพื่อนำมาแปรรูปเป็นพลังงานทางเลือกทดแทนการใช้ถ่านหิน

กระจายมูลค่าสู่ชุมชนและโอกาสส่งออกระดับโลก

ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงประเภทอื่นมีความผันผวนสูง แต่ราคาของพลังงานชีวมวลยังคงมีเสถียรภาพ ซึ่งกลายเป็นแหล่งสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น โมเดล Sandbox นี้ช่วยกระจายการสร้างมูลค่าไปยังกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ

ความยั่งยืนและความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนที่เป็นเลิศ ส่งผลให้ในปัจจุบันเอสซีจีสามารถส่งออกปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำจากประเทศไทยไปจำหน่ายยังตลาดที่ห่างไกลอย่างสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ ด้วยต้นทุนที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง

ความร่วมมือแบบ ‘4P’ สู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน

สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ประสบความสำเร็จ “ธรรมศักดิ์” ชี้ว่า ประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ กฎระเบียบข้อบังคับจากภาครัฐที่ต้องเปิดรับเทคโนโลยีปูนซีเมนต์ใหม่ ๆ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่ประเด็นด้านแหล่งเงินทุนหรือทรัพยากรทางการเงินนั้นถือเป็นเรื่องที่บริษัทมีความกังวลน้อยที่สุด

ในการพัฒนาทางด้านผลิตภัณฑ์ เอสซีจีได้มีการเปิดตัวปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำรุ่นที่ 3 (Generation 3) ไปเมื่อปีที่ผ่านมา และมีแผนงานที่จะพัฒนาและเปิดตัวรุ่นที่ 4 (Generation 4) ต่อไปในอนาคต เพื่อจำกัดความจำเป็นในการพึ่งพาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ให้เหลือน้อยที่สุดผ่านการใช้นวัตกรรมทางวัตถุดิบและรูปแบบธุรกิจที่ก้าวหน้า

"หากต้องการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เราต้องมั่นใจว่ามีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หรือ PPP ที่เราเรียกว่าเป็น 4P ภายใต้กรอบของ Sandbox (Public-Private-People Partnership)" นายธรรมศักดิ์ กล่าวสรุป