วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เจาะลึก COP31 อันตัลยา เปิดตัว 'คณะผู้นำ' และการขับเคลื่อนเป้าหมายระดับโลก

 

การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 หรือ COP31 ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้น ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 9 ถึง 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 กำลังถูกจับตามองในฐานะหมุดหมายสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศจากการให้คำมั่นสัญญาทางการเมืองไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นเวทีรวมตัวของผู้นำระดับโลก แต่ยังเป็นการนำเสนอนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการผ่านรูปแบบ “ผู้นำร่วม” (Co-leadership Model) ระหว่างตุรกีและออสเตรเลีย เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและแปซิฟิกในการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น

โครงสร้างผู้นำแบบใหม่ การผนึกกำลังข้ามทวีป

หัวใจสำคัญของการประชุม COP31 คือโครงสร้างความเป็นผู้นำที่มีการกำหนดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อดูแลทั้งในด้านการเจรจา โลจิสติกส์ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยมี "มูรัต คูรุม" (Murat Kurum) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของตุรกี ดำรงตำแหน่งประธาน COP31 คูรุมจะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นผลลัพธ์ที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นที่การดำเนินงานตามข้อตกลงที่มีอยู่เดิม

ในการแถลงข่าวช่วงการประชุมเตรียมความพร้อม ณ กรุงบอนน์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 มูรัต คูรุม ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวว่า สิ่งที่โลกต้องการในวันนี้ไม่ใช่คำมั่นสัญญาที่เพิ่มขึ้น แต่คือการส่งมอบผลลัพธ์ สะท้อนถึงวาระเชิงกลยุทธ์ของ COP31 ที่ต้องการก้าวข้ามเพียงการเจรจาบนแผ่นกระดาษ

นอกจากนี้ ภายใต้โมเดลผู้นำร่วม "คริส โบเวน" (Chris Bowen) รัฐมนตรีจากออสเตรเลีย จะรับบทบาทสำคัญในฐานะประธานด้านการเจรจา (President of COP31 Negotiations) โบเวนมีภารกิจในการสนับสนุนการลดคาร์บอนและเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติพลังงานโลกในปัจจุบัน

3 เป้าหมายเชิงปริมาณระดับโลก

ภายใต้การนำของคูรุม COP31 ได้กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณระดับโลกสามประการที่ชัดเจน เพื่อเป็นมาตรวัดความสำเร็จของการประชุม ประกอบด้วย

  • การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด: มุ่งเป้าเพิ่มอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกให้ถึง 35%
  • ความยืดหยุ่นของเมือง: ตั้งเป้าลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานในเขตเมืองลง 25%
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน: กำหนดเป้าหมายเพิ่มอัตราการใช้วัสดุหมุนเวียนทั่วโลกให้ได้อย่างน้อย 15%

เป้าหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเขตเมืองและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ ซึ่ง "ฟาตมา วารังก์" (Fatma Varank) ซีอีโอของ COP31 และหัวหน้าคณะเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเจรจาเพื่อส่งเสริมเมืองที่ประหยัดพลังงานและสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย

กลไกการขับเคลื่อน ทีมบริหารและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย ตุรกีได้จัดตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลในทุกมิติของการประชุม โดย "โอแมร์ บูลัต" (Ömer Bulut) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ รับหน้าที่ดูแลด้านการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าสถานที่จัดงาน ณ Antalya Expo Center จะมีคุณภาพสูงสุดและพร้อมรองรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก

ในขณะที่ "บูรัค เดมิรัลป์" (Burak Demiralp) รัฐมนตรีช่วยว่าการอีกท่านหนึ่ง จะเป็นผู้ดูแลกระบวนการทางโลจิสติกส์และการดำเนินงาน รวมถึงวาระการจัดเตรียมการประชุมที่มุ่งเน้นการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ

ในมิติของนโยบายและกฎหมาย "ฮาลิล ฮาซาร์" (Halil Hasar) หัวหน้าฝ่ายทูตด้านสภาพภูมิอากาศ จะเป็นผู้นำในการพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายของตุรกี ซึ่งรวมถึงกรอบการดำเนินงานตามกฎหมายสภาพภูมิอากาศ การจัดตั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) และการปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Green Taxonomy ระดับสากล

การมีส่วนร่วมของภาคส่วนและเสียงของเยาวชน

COP31 ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ผ่านบทบาทของ "ซาเหม็ด อากีร์บาส" (Samed Ağırbaş) ในฐานะ High-Level Climate Champion อากีร์บาสทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน นักลงทุน และภาคประชาสังคม เพื่อเร่งรัดและเสริมสร้างการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลก เขายังดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste Foundation) และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากการอุทิศตนเพื่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ "แซลลี ฮิกกินส์" (Sally Higgins) จากออสเตรเลีย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Youth Climate Champion เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานระหว่างคณะประธาน COP31 กับเยาวชนและเด็กทั่วโลก ฮิกกินส์ได้ระบุเป้าหมายของเธอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เธอต้องการให้มั่นใจว่าเสียงของคนรุ่นใหม่จะถูกสะท้อนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศอย่างมีความหมาย และส่งเสริมแนวทางแก้ปัญหาที่นำโดยเยาวชนเพื่อยกระดับความทะเยอทะยานในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

บทบาทสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและขยะเหลือศูนย์

อีกหนึ่งบุคคลที่มีอิทธิพลสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือ "เอมิเน แอร์โดอัน" (Emine Erdoğan) สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของตุรกี ผู้เป็นหัวหอกในการผลักดันโครงการ “ขยะเหลือศูนย์” (Zero Waste) ในระดับนานาชาติ โครงการนี้ได้รับการยกย่องจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจนมีการกำหนดให้วันที่ 30 มีนาคมของทุกปีเป็นวันขยะเหลือศูนย์สากล

ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 เอมิเน แอร์โดอัน กล่าวว่า อาหารทุกชิ้นที่ถูกทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ คือการละเมิดสิทธิของผู้ที่ชีวิตต้องพึ่งพาอาหารเหล่านั้น

"ขอให้เราอย่าลืมว่ามนุษยชาติทุกคนต้องแบกรับผลพวงจากการสูญเสียและขยะอาหารร่วมกัน”

การสนับสนุนจากสหประชาชาติ

เพื่อให้การเจรจาดำเนินไปอย่างราบรื่น "ไซมอน สตีลล์" (Simon Stiell) เลขาธิการบริหารของ UNFCCC จะให้การสนับสนุนคณะประธานในการดำเนินการตามกระบวนการพหุภาคี เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ทะเยอทะยานตามความตกลงปารีส การดำเนินงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น UN-Habitat ที่เน้นเรื่องเมืองยืดหยุ่น

UNEP ในด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม และ UNESCO รวมถึงพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) เพื่อการจัดทำแบบจำลองทางเทคนิคและข้อมูลที่เชื่อถือได้

ความท้าทายและความหวัง ณ เมืองอันตัลยา

การประชุม COP31 ที่เมืองอันตัลยาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการทดสอบความร่วมมือระหว่างตุรกีและออสเตรเลียภายใต้โมเดลผู้นำร่วม ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้าและการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนวกกับการนำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านอย่างมูรัต คูรุม และคริส โบเวน ประชาคมโลกต่างคาดหวังว่า COP31 จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกให้เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง

เส้นทางจากกรุงบอนน์สู่อันตัลยาคือบทพิสูจน์ว่า เมื่อนานาชาติหันมาใช้หลักการเจรจา การสร้างฉันทามติ และการลงมือทำ โลกก็อาจจะมีโอกาสในการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน