วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

งานเสวนาใหญ่ เตือนไทยเสี่ยงตกขอบเวทีโลก 'ความยั่งยืน' กติกาใหม่ทางการค้า

ไทยเร่งปรับตัวรับแรงกดดันจากกฎการค้าโลกและวิกฤติภูมิอากาศ แต่ยังติด 3 ช่องว่างใหญ่ทั้ง งบประมาณ–ข้อมูล–นวัตกรรม ขณะที่รัฐเร่งวางกลไกภาษีคาร์บอนและตลาดสิทธิ์

KEY POINTS

  • ไทยเผชิญโจทย์ปรับตัวด้านเศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม ท่ามกลางกฎการค้าโลกและวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
  • UNDP ชี้ 3 ช่องว่างสำคัญ ได้แก่ งบประมาณ ข้อมูลเพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และนวัตกรรม
  • รัฐเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกลไกภาษีคาร์บอน–ตลาดสิทธิ์ ขณะที่ธนาคารโลกหนุนระบบรวมคาร์บอนเครดิตช่วยลดต้นทุน SMEs
  • เอกชนเสนอให้ยกระดับ ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมเทียบเท่าความมั่นคงของชาติ พร้อมเร่งลงทุนเทคโนโลยีและรับมือความเสี่ยงด้านน้ำ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ได้มีการจัดงานเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “Sustainable Thailand: No Choice Left – Ready to Stay in the Game?” ณ กรุงเทพมหานคร โดย The Nation เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับความท้าทายเร่งด่วนของประเทศไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนระดับโลก

การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเข้าถึงทุน และตำแหน่งของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศและวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ปิดช่องว่างการเงินและข้อมูล ปกป้องกลุ่มเปราะบาง

"นีฟ มารี คอลิเออร์-สมิธ" (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในหลายด้าน แต่ยังคงต้องเผชิญกับช่องว่างสำคัญ 3 ประการในการรับมือกับวิกฤติภูมิอากาศ

ช่องว่างแรกคือ "ช่องว่างด้านการประเมินมูลค่า" โดยเฉพาะการขาดแคลนงบประมาณสำหรับการปรับตัว และการมองข้ามมูลค่าทางการเงินของธรรมชาติซึ่งเป็นขีดความสามารถหลักในการช่วยให้มนุษย์อยู่รอด ช่องว่างที่สองคือ "ช่องว่างด้านข้อมูล" ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนข้อมูล แต่เกิดจากการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานนอกระบบ ประชาชนที่เผชิญมลพิษทางอากาศ และผู้พิการ และช่องว่างสุดท้ายคือ "ช่องว่างนวัตกรรมและการดึงส่วนร่วมของเยาวชน"

“ความสามารถในการฟื้นตัวไม่ใช่ความสามารถแบบตั้งรับเพื่ออดทนต่อการถูกกระแทกอยู่ตลอดเวลา แต่คือความสามารถในการปรับตัว เจรจา และควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่าครอบครัวมีสิ่งที่จำเป็นในการอยู่รอด”

นอกจากนี้ UNDP ยังร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. พัฒนาดัชนีชี้วัดด้าน ESG เพื่อติดตามการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเทียบกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเตรียมเปิดตัวดัชนีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ (Nature Relationship Index) เพื่อประเมินกรอบกฎหมายและการปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

เปลี่ยนสมดุลการเงินโลกและลดอุปสรรคสำหรับ SMEs

"ขวัญพัดม์ สุทธิธรรมกิจ" เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (World Bank Thailand) เผยว่า ในปัจจุบันสัดส่วนเงินทุนทั่วโลกที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเทียบกับเงินทุนที่ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ 30 ต่อ 1 สถาบันการเงินจึงต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเปลี่ยนผ่านสมดุลนี้

ธนาคารโลกกำลังผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือสูงผ่านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกอย่าง Climate Action Data Trust (CAD Trust) บนระบบบล็อกเชน เพื่อป้องกันการนับซ้ำและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ความเสี่ยงที่ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนจะกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งสร้างภาระต้นทุนสูงให้กับ SMEs ธนาคารโลกจึงร่วมมือกับรัฐบาลไทยและสถาบันการเงินในการจัดตั้งระบบรวบรวมคาร์บอนเครดิต เพื่อลดต้นทุนธุรกรรมให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย

“หากผู้ประกอบการ SMEs ต้องการเข้าถึงการเงินคาร์บอน ต้นทุนในการจ้างที่ปรึกษาเพื่อรับรองเครดิตนั้นสูงมาก ธนาคารโลกจึงทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการจัดตั้งระบบ Aggregator เพื่อรวบรวมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น จากการติดโซลาร์เซลล์ โดยให้หน่วยงานกลางเป็นผู้รับภาระต้นทุนการขอรับรองเครดิต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจลงได้”

กลไกกฎหมายและการเงินภูมิอากาศ

"ดร.นภาพร ตั้งถิ่นไท" ผู้อำนวยการกลุ่มการเงินและการลงทุนด้านภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำกรอบกฎหมายและกลไกการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ว่า กระบวนการปรับตัวด้านภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนามักดำเนินไปอย่างล่าช้าเมื่อเทียบกับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการมากกว่า

อย่างไรก็ดี กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมซึ่งจัดตั้งขึ้นมาประมาณ 3 ปี กำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณา และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า

“เมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ เราจะมีกลไกภายใต้กฎหมาย ทั้งเครื่องมือตั้งราคาคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเปลี่ยนสิทธิและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้กลายเป็นกองทุนภูมิอากาศ โดยทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อสนับสนุนกลุ่มเปราะบางและภาคส่วนต่าง ๆ”

นอกจากนี้ DCCE ยังได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCIC) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและจัดทำแผนที่ความเสี่ยงในระดับจังหวัดสำหรับการวางแผนปรับตัวในทุกภาคส่วนด้วย

ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมคือความมั่นคงของชาติ

"เจอโรม เลอ บอร์ญ" (Jerome Le Borgne) ผู้นำประจำประเทศไทยและผู้บริหารด้านโครงสร้างพื้นฐานสิ่งแวดล้อม บริษัท เวโอเลีย ประเทศไทยและอาเซียน นำเสนอแนวคิดว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นวาระความมั่นคงระดับชาติ

“ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมคือความมั่นคงของชาติ และแท้จริงแล้วมันเหมือนกับการป้องกันประเทศ ซึ่งควรได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน เพราะความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้เรามีสิทธิในการดำเนินงานที่แท้จริงสำหรับอุตสาหกรรมและเมืองต่าง ๆ”

ทรัพยากรน้ำเป็นปราการแรกที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน และเสี่ยงต่อภาวะ "ล้มละลายทางน้ำ" (Water Bankruptcy) หากมีการใช้น้ำเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูได้

สำหรับกรณีศูนย์ข้อมูล (Data Center) จำเป็นต้องมีการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการแบบครบวงจร ทั้งเรื่องการใช้น้ำ การหมุนเวียนความร้อนกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชิปประมวลผลที่จะกลายเป็นขยะอันตรายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ "เจอโรม" ยังชี้ถึงความท้าทายเรื่องความน่าเชื่อถือระหว่างกรอบกฎหมายในกระดาษกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เช่น โครงการบำบัดขยะและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบ ซึ่งการลงทุนในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการแก้ไขปัญหาในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน