วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ความเหลื่อมล้ำ 2026 พุ่ง คนรวยกระจุกตัว แต่คนจนรับภาระโลกร้อน WIR ชูทางออก 'ภาษีมหาเศรษฐี'

รายงานความเหลื่อมล้ำโลกประจำปี 2026 (World Inequality Report 2026: WIR 2026) โดยการสนับสนุนจาก World Inequality Lab (WIL), โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งถือเป็นรายงานฉบับเรือธงที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการทำงานร่วมกันของนักวิชาการมากกว่า 200 ท่านจากทั่วทุกทวีป

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าโลกในปี 2025 ยังคงเผชิญกับสภาวะความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงและฝังรากลึกในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้ ทรัพย์สิน เพศสภาพ และการรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นย้ำว่าช่องว่างที่กว้างขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์ แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลและหน่วยงานระดับโลกในการวางกฎเกณฑ์ต่าง โดย 'กรุงเทพธุรกิจ' สรุปสาระสำคัญของรายงานฉบับนี้ ดังนี้

ความเหลื่อมล้ำ 2026 พุ่ง คนรวยกระจุกตัว แต่คนจนรับภาระโลกร้อน WIR ชูทางออก 'ภาษีมหาเศรษฐี'

การแบ่งกลุ่มประชากรโลกตามฐานะทางเศรษฐกิจ

รายงาน WIR 2026 ได้จัดหมวดหมู่ประชากรโลกในปี 2025 ออกเป็นกลุ่มหลักเพื่อแสดงสัดส่วนการถือครองทรัพยากรที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ดังนี้

  • กลุ่มคนจนมี 50%: คือประชากรโลกจำนวนครึ่งหนึ่งที่มีรายได้น้อยที่สุด กลุ่มนี้ได้รับส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียง 8% ของรายได้โลก และถือครองทรัพย์สินรวมกันเพียง 2% ของความมั่งคั่งโลกเท่านั้น
  • กลุ่มคนชั้นกลางมี 40%: คือประชากรกลุ่มถัดมาที่มีฐานะปานกลาง มีส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ 38% และถือครองทรัพย์สิน 23%
  • กลุ่มคนรวยมี 10%: คือกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด ซึ่งกวาดส่วนแบ่งรายได้ไปถึง 53% และถือครองทรัพย์สินมหาศาลถึง 75% ของทั้งโลก โดยในกลุ่มนี้รวมกลุ่มอภิมหามหาเศรษฐีรวยสุดขั้ว 0.001% และมหาเศรษฐี 1% อยู่ด้วย

ความเหลื่อมล้ำ 2026 พุ่ง คนรวยกระจุกตัว แต่คนจนรับภาระโลกร้อน WIR ชูทางออก 'ภาษีมหาเศรษฐี'

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความสุดโต่งในระดับบนสุด โดยกลุ่มอภิมหาเศรษฐี (0.001%) ที่มีประชากรประมาณ 56,000 คน กลับถือครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าประชากรครึ่งโลก รวมกันถึง 3 เท่า โดยส่วนแบ่งความมั่งคั่งของกลุ่มนี้ได้เพิ่มขึ้นจากเกือบ 4% ในปี 1995 เป็นกว่า 6% ในปี 2025 สะท้อนถึงการสะสมความมั่งคั่งที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ "สถานที่เกิด" กำหนดฐานะ

รายงาน WIR 2026 เผยให้เห็นช่องว่างของรายได้ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในแต่ละทวีป โดยวัดจากอำนาจซื้อที่แท้จริง (PPP) ของประชากรในปี 2025 ดังนี้

ค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรโลก คือ 46,200 บาทต่อเดือน ภูมิภาคที่มีรายได้สูงที่สุดคือ อเมริกาเหนือและโอเชียเนีย ซึ่งประชากรมีรายได้เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 146,300 บาทต่อเดือน ตามมาด้วยยุโรป ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 111,650 บาทต่อเดือน

รัสเซียและเอเชียกลาง มีรายได้เฉลี่ยอยู่ประมาณ 65,450 บาทต่อเดือน เอเชียตะวันออก มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 57,750 บาทต่อเดือน ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 50,050 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเล็กน้อย

ขณะที่ภูมิภาคที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก เริ่มต้นที่ ลาตินอเมริกา โดยมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 42,350 บาทต่อเดือน เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เผชิญความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขึ้น โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 23,100 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยโลกเท่านั้น

ภูมิภาคที่มีรายได้ต่ำที่สุดคือ แอฟริกาใต้ซาฮารา โดยประชากรมีรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 11,550 บาทต่อเดือน

ความเหลื่อมล้ำ 2026 พุ่ง คนรวยกระจุกตัว แต่คนจนรับภาระโลกร้อน WIR ชูทางออก 'ภาษีมหาเศรษฐี'

วิกฤติโลกร้อนและความรับผิดชอบที่บิดเบี้ยว

รายงาน WIR 2026 เผยให้เห็นว่า ความมั่งคั่งคืออำนาจในการปล่อยก๊าซเรือกระจก วิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยมีการนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยที่เรียกว่า “รอยเท้าคาร์บอนจากการถือครองทุนส่วนตัว” (Private Capital Ownership-based Emissions) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อโลกไม่ได้หยุดอยู่แค่พฤติกรรมการบริโภคส่วนบุคคล แต่รวมไปถึง “อำนาจในการตัดสินใจลงทุน” ของกลุ่มคนรวยที่สุดในโลกด้วย

ความเหลื่อมล้ำ 2026 พุ่ง คนรวยกระจุกตัว แต่คนจนรับภาระโลกร้อน WIR ชูทางออก 'ภาษีมหาเศรษฐี' 1. รอยเท้าคาร์บอนของ “ทุน” การลงทุนที่ทำลายโลก

การเปรียบเทียบระหว่างสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือกระจกจากการบริโภคและการถือครองทรัพย์สิน พบว่า

  • กลุ่มคนรวย (10%) : หากวัดจากการอุปโภคบริโภค (ไลฟ์สไตล์) พวกเขาปล่อยก๊าซฯ 47% แต่หากวัดจากการที่พวกเขาเป็นเจ้าของหุ้นหรือบริษัท ที่กุมบังเหียนอุตสาหกรรมต่าง ๆ สัดส่วนนี้จะพุ่งสูงถึง 77%
  • กลุ่มมหาเศรษฐี (1%) : ปล่อยก๊าซฯ 41% จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ 15% จากการอุปโภคบริโภค มากกว่าประชากรอีก 90% ของโลก (23%) รวมกันเกือบสองเท่า
  • กลุ่มคนชั้นกลาง (40%) : ปล่อยก๊าซฯ 43% จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ 20% จากการอุปโภคบริโภค
  • กลุ่มคนจน (50%) ปล่อยก๊าซฯ 10% จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ 3% จากการอุปโภคบริโภค

ทั้งนี้ บริษัทที่มีการปล่อยก๊าซสูงมักให้ผลตอบแทนส่วนเกินสูงกว่าบริษัทสะอาดเฉลี่ย 4.4% ต่อปี ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้มหาเศรษฐีเลือกสะสมความมั่งคั่งในอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป

2. ความเหลื่อมล้ำ 3 ซ้อน (Triple Climate Inequality)

รายงาน WIR 2026 ระบุถึงสภาวะความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นต่อ "กลุ่มคนจน" ใน 3 มิติพร้อมกัน คือ

  • ปล่อยก๊าซเรือกระจกน้อยที่สุด: ประชากรครึ่งโลก (กลุ่มคนจน) มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียง 3% เท่านั้น
  • ต้องรับภาระหนักที่สุด: กลุ่มคนจน 50% นี้ กลับเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับ ความสูญเสียทางรายได้จากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศสูงถึง 75% เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ของตน
  • ขาดทรัพยากรในการปรับตัว: ในขณะที่คนรวยมีทุนในการสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือย้ายถิ่นฐาน กลุ่มคนจนกลับมีทรัพย์สินรวมกันเพียง 2% ของโลก ทำให้แทบไม่มีขีดความสามารถทางการเงินในการรับมือกับวิกฤติ

3. ความย้อนแย้งของการลงทุนและทรัพย์สินที่ “ติดลบ”

แม้ในปัจจุบันโลกจะมีการประกาศเป้าหมาย Net Zero แต่ในปี 2025 เม็ดเงินลงทุนในโครงการฟอสซิล (น้ำมัน, ก๊าซ, ถ่านหิน) ยังคงสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 39.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งรายงานเตือนว่าการลงทุนเหล่านี้กำลังสร้างความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต

  • ทรัพย์สินที่ด้อยค่า: หากโลกเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจริง ทรัพยากรฟอสซิลที่ยังไม่ได้ขุดอาจมีมูลค่าหายไปทันที 7-12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ภาระของภาครัฐ: รัฐบาลทั่วโลกถือครองทรัพย์สินในกลุ่มฟอสซิลอยู่ประมาณ 1 ใน 3 หากทรัพย์สินเหล่านี้ด้อยค่าลง พื้นที่ทางการคลังที่จะนำเงินมาทำสวัสดิการการศึกษาหรือสาธารณสุขจะหดตัวลงอย่างมหาศาล

ช่องว่างแห่งโอกาส

ช่องว่างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ "ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทุนมนุษย์" รายงานระบุว่า งบประมาณการศึกษาภาครัฐต่อเด็กหนึ่งคนในปี 2025 มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ดังนี้

  • แอฟริกาใต้ซาฮารา: อยู่ที่เพียง €220 (ประมาณ 8,470 บาท)
  • ยุโรป: อยู่ที่ €7,433 (ประมาณ 286,171 บาท)
  • อเมริกาเหนือ: สูงถึง €9,025 (ประมาณ 347,463 บาท)

ความต่างระดับ 1 ต่อ 41 เท่า นี้ สะท้อนว่าช่องว่างของงบประมาณการศึกษากว้างกว่าความแตกต่างของ GDP ต่อหัวถึงสามเท่า ซึ่งส่งผลให้โอกาสในชีวิตถูกกำหนดโดยสถานที่เกิดมากกว่าความสามารถส่วนบุคคล และกลายเป็นปัจจัยที่ตอกย้ำโครงสร้างความมั่งคั่งของโลกให้เหลื่อมล้ำต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น

ความเหลื่อมล้ำทางเพศ

ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงฝังรากลึกในโครงสร้างสังคมโลก รายงานระบุว่าส่วนแบ่งรายได้จากแรงงานของผู้หญิงทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 28% ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่ปี 1990 แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของจำนวนชั่วโมงทำงานจริง ผู้หญิงทำงานรวมเฉลี่ย 53 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้ชายทำงาน 43 ชั่วโมง เมื่อนับรวมงานบ้านและงานดูแลครอบครัวที่ไม่ได้ค่าจ้าง

ผลลัพธ์ที่น่าตกใจคือ เมื่อนับรวม "งานบ้านที่ไม่ได้ค่าจ้าง" เข้าไปด้วย ผู้หญิงจะมีรายได้ต่อชั่วโมงคิดเป็นเพียง 32% ของรายได้ผู้ชายเท่านั้น เทียบกับ 61% หากพิจารณาเฉพาะงานที่ได้ค่าจ้างตามนิยามทางเศรษฐกิจปกติ

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างที่ลดทอนคุณค่าของแรงงานผู้หญิงและขัดขวางการสะสมความมั่งคั่งของประชากรครึ่งหนึ่งของโลก

ระบบการเงินและความได้เปรียบของประเทศมหาอำนาจ

รายงานตอกย้ำถึงโครงสร้างที่สร้างความไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศผ่านสิ่งที่เรียกว่า "สิทธิพิเศษอันมหาศาล" (Exorbitant Privilege) ของประเทศเศรษฐกิจร่ำรวย

เนื่องจากสกุลเงินหลักถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถกู้ยืมเงินได้ในราคาต่ำ แต่สามารถนำไปลงทุนต่างประเทศเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่า

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการไหลออกของทรัพยากรสุทธิจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวยในสัดส่วนประมาณ 1% ของ GDP โลก ในแต่ละปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่มากกว่าเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาถึง 3 เท่า สิ่งนี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับภาระหนี้ที่สูงและขาดพื้นที่ทางการคลังในการลงทุนเพื่อสวัสดิการสังคม

รอยร้าวทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตย

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้สร้างความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง รายงาน WIR 2026 ชี้ให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของ "ระบบพรรคการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำหลายกลุ่ม" (Multi-elite Party System) ในประเทศตะวันตก โดยพรรคการเมืองฝั่งซ้ายเริ่มกลายเป็นพรรคของกลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูง ขณะที่พรรคฝั่งขวายังคงรักษาฐานเสียงกลุ่มผู้มีรายได้สูงไว้

ความแตกแยกนี้ยังปรากฏชัดในเชิงพื้นที่ ระหว่างเมืองใหญ่และชนบท ซึ่งพุ่งสูงขึ้นในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบศตวรรษ นอกจากนี้ การที่เงินบริจาคเพื่อรณรงค์ทางการเมืองกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรวย (10%) ยังส่งผลให้อำนาจในการกำหนดนโยบายถูกจำกัดอยู่ในมือคนเพียงส่วนน้อย และทำให้เสียงของประชากรส่วนใหญ่ถูกผลักไปอยู่ขอบของสังคม

เสนอทางออก "ภาษีมหาเศรษฐี"

รายงานระบุว่า ระบบภาษีในปัจจุบันมีลักษณะ "ถอยหลัง" ในกลุ่มคนรวย กล่าวคือ อัตราภาษีที่แท้จริง จะเพิ่มขึ้นตามรายได้สำหรับประชากรส่วนใหญ่ แต่กลับลดลงอย่างรวดเร็วสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีระดับพันล้าน

มหาเศรษฐีเหล่านี้มักจ่ายภาษีในสัดส่วนที่น้อยกว่าครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลางเสียอีก เนื่องจากการใช้ช่องทางเลี่ยงภาษี เช่น การไม่จ่ายเงินปันผลแต่สะสมกำไรไว้ในบริษัทโฮลดิ้ง

รายงานความเหลื่อมล้ำโลก 2026 จึงเสนอแนวทาง "ภาษีมหาเศรษฐี" (Global Wealth Tax) เป็นหนึ่งในทางออกเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของความมั่งคั่งและสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี โดยแสดงฉากทัศน์ในปี 2050 ว่า หากการลงทุนสีเขียวทั้งหมดถูกถือครองโดยเอกชนเพียงอย่างเดียว ส่วนแบ่งความมั่งคั่งของกลุ่มมหาเศรษฐี (1%) จะเพิ่มขึ้นไปถึง 46% ของโลก แต่หากเราใช้เครื่องมืออย่าง ภาษีมหาเศรษฐี มาสร้าง “กองทุนยุติธรรมระดับโลก” และลงทุนผ่านภาครัฐให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวม ส่วนแบ่งความมั่งคั่งของกลุ่มมหาเศรษฐี (1%) จะลดลงเหลือ 26% ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้โลกทั้งในมิติเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

รายงานเสนอการเก็บภาษีความมั่งคั่งสุทธิขั้นต่ำจากกลุ่มมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 พันล้านบาท) ขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ประมาณ 92,140 คนทั่วโลก โดยมี 3 ระดับ ดังนี้

  • ระดับพื้นฐาน: เก็บ 2% ของทรัพย์สินที่เกิน 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 พันล้านบาท) สร้างรายได้ 5.03 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18.1 ล้านล้านบาท) ต่อปี คิดเป็น 0.45% ของ GDP โลก
  • ระดับปานกลาง: เก็บ 3% สร้างรายได้: 7.54 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี (0.67% ของ GDP โลก)
  • ระดับสูง: เก็บ 5% สร้างรายได้: 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 45 ล้านล้านบาท) ต่อปี คิดเป็น 1.11% ของ GDP โลก

หากใช้เกณฑ์เก็บภาษี 2% ภูมิภาคต่างๆ จะสามารถระดมทุนได้มหาศาล โดยเอเชียตะวันออก เก็บได้ 1.67 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 ล้านล้านบาท) จากมหาเศรษฐี 32,420 คน อเมริกาเหนือและโอเชียเนียเก็บได้ 1.42 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.1 ล้านล้านบาท) จากมหาเศรษฐี 24,020 คน ยุโรปเก็บได้ 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท) จากมหาเศรษฐี 8,242 คน และเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้เก็บได้ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) จากมหาเศรษฐี 13,950 คน

รายได้จากภาษีมหาเศรษฐีแม้เพียงน้อยนิด สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนี้

  • ด้านการศึกษา: รายได้จากภาษี 2% เพียงอย่างเดียว สูงกว่างบประมาณการศึกษาทั้งหมดของภูมิภาคแอฟริกาใต้ซาฮาราและเอเชียใต้รวมกันถึง 1.2 เท่า และหากเก็บ 5% จะสูงถึง 2.9 เท่า
  • ด้านการแก้หนี้: รายได้นี้เพียงพอที่จะ ชดเชยหนี้สาธารณะทั้งหมด ของประเทศยากจนหลายประเทศ เช่น เอธิโอเปีย, ยูแกนดา, เวียดนาม ได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ
  • ด้านวิกฤติโลกร้อน: นำไปสมทบใน "กองทุนยุติธรรมระดับโลก" (Global Justice Fund) เพื่อช่วยประเทศยากจนปรับตัวจากภัยพิบัติที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อ

หลายประเทศเริ่มผลักดันภาษีมหาเศรษฐีอย่างจริงจัง เช่น บราซิล ที่บรรจุเรื่องภาษีมหาเศรษฐีเข้าสู่การประชุม G20 สเปนร่วมกับแอฟริกาใต้ผลักดันในระดับสหประชาชาติ และฝรั่งเศสมีการอภิปรายเรื่องการเก็บภาษี 2% จากทรัพย์สินที่เกิน 100 ล้านยูโร