สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้มาตรการ CBAM เป็นกฎการค้าใหม่ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สมอ. โดยสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (ตรา NAC) เร่งผลักดันการสร้าง "หน่วยทวนสอบ" ภายในประเทศเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว
KEY POINTS
- สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้มาตรการ CBAM เป็นกฎการค้าใหม่ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- สมอ. โดยสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (ตรา NAC) เร่งผลักดันการสร้าง "หน่วยทวนสอบ" ภายในประเทศเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว
- การมีหน่วยทวนสอบของไทยจะช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูง และลดระยะเวลารอคิวตรวจสอบจากหน่วยงานต่างชาติ
- ระบบการรับรองของไทยภายใต้ตรา NAC ได้รับการยอมรับร่วมระหว่างประเทศ (MLA) ทำให้มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับหน่วยงานของ EU
จากเรื่องสมัครใจสู่ "กติกาการค้าบังคับ" เมื่อมาตรการ EU CBAM ของสหภาพยุโรปไม่ใช่ออปชันเสริมอีกต่อไป แต่เป็นด่านตรวจคาร์บอนเข้มงวดที่ผู้ส่งออกไทยต้องก้าวผ่าน สมอ. โดย สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (ตรา NAC) เร่งเคลื่อนทัพยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการทวนสอบในประเทศ ชูศักดิ์ศรีมาตรฐานไทยเข้มงวดไม่แพ้ EU พร้อมช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนแพงลิ่วและตัดปัญหาคิวรอตรวจจากต่างชาติ
กติกาใหม่โลกการค้า คาร์บอนไม่ใช่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป
รัฏฐา ศรีเจริญ นักวิชาการมาตรฐานชำนาญพิเศษ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เปิดเผยถึงทิศทางมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ EU CBAM ในงาน สัมมนาออนไลน์ CBAM จัดโดย เจโทร ว่า ปัจจุบันการรายงานและการตรวจสอบก๊าซเรือนกระจกได้เปลี่ยนผ่านจากการทำ CSR หรือภาคความสมัครใจ ไปสู่ "กติกาการทำธุรกิจบังคับ" บนเวทีการค้าโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป หรือตลาดต่างประเทศอื่นๆ ในอนาคต จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้
มาตรการ EU CBAM ถูกออกแบบขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน อันเนื่องมาจากผู้ผลิตในยุโรปต้องแบกรับภาระต้นทุนคาร์บอนภายใต้ระบบ EU ETS โดยในช่วงแรก EU ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 6 สินค้าหลัก ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และคาดว่าจะมีการประกาศขยายไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมภายในช่วง 3–5 ปีข้างหน้านี้
เปิดเงื่อนไขเหล็ก รายงานคาร์บอนจริง ต้องคู่ Verification Report
ในกลไกของ CBAM กฎหมายจะบังคับใช้ตรงไปที่ผู้นำเข้าใน EU ซึ่งหากผู้ประกอบการเลือกรายงานค่าการปล่อยคาร์บอนจริง (Actual Value) แทนการใช้ค่าเฉลี่ยกลาง (Default Value) กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องมีรายงานการทวนสอบ (Verification Report) แนบควบคู่ไปด้วยเสมอ และหากปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ที่ EU กำหนด ก็จะต้องซื้อ CBAM Certificate มาชดเชย
สำหรับการทวนสอบนั้น EU กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเข้มงวด
- ระดับความเชื่อมั่นสมเหตุสมผล (Reasonable Assurance): ต้องตรวจสอบลึกลงไปถึงข้อมูลดิบที่มีการใช้จริง
- เกณฑ์ความผิดพลาด (Materiality Threshold): ยอมให้มีความผิดพลาดของข้อมูลได้ไม่เกิน 5% เท่านั้น
- ต้องลงตรวจหน้างานจริง (Site Visit): หน่วยทวนสอบ (Verifier) ต้องเดินทางไปตรวจ ณ สถานที่ผลิตจริงเท่านั้น
- ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล: เช่น ISO 17029, ISO 14065, ISO 14064-3, ISO 14066 และข้อกำหนด CBAM
นอกจากนี้ ตามระเบียบ Article 18 และ Annex 6 ของ CBAM หน่วยทวนสอบที่จะออกเอกสารรับรองได้ จะต้องได้รับการรับรองระบบงานจากหน่วยรับรอง (National Accreditation Body - NAB) ที่อยู่ใน EU เท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงาน NAB ใน EU เพียงประมาณ 5 แห่งที่เปิดรับขึ้นทะเบียนหน่วยทวนสอบอิสระ ขณะที่บริษัทผู้ตรวจในไทยที่มีบริษัทแม่ในยุโรป เช่น SGS, TÜV NORD หรือ Bureau Veritas ก็กำลังเร่งเตรียมการขึ้นทะเบียนเช่นกัน
สมอ. ชู "ตรา NAC" ดันหน่วยทวนสอบในไทย ช่วยลดต้นทุน–เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ด้านโจทย์ใหญ่ของภาครัฐไทย สมอ. มองเห็นถึงความสำคัญในการอำนวยความสะดวกและสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ส่งออกไทย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรระดับปกติในไทยปัจจุบันตกอยู่ที่ประมาณ 80,000 – 100,000 บาท แต่หากต้องใช้หน่วยทวนสอบที่อิงระบบของยุโรปโดยตรง ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
ดังนั้น ภาครัฐไทยโดย สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (ตรา NAC) ซึ่งเป็น National Accreditation Body ของไทย จึงเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างหน่วยทวนสอบภายในประเทศ โดยย้ำว่า ระบบการตรวจสอบด้านก๊าซเรือนกระจกของไทยภายใต้ตรา NAC นั้น มีความเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับ NAB ของสหภาพยุโรป เนื่องจากได้รับการยอมรับร่วมระหว่างประเทศ (MLA) อีกทั้งมาตรฐานความเข้มงวดของไทยยังสูงกว่ามาตรฐาน EU พอสมควร การผลักดันหน่วยทวนสอบในไทยจะช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน และลดปัญหาคิวรอตรวจที่แออัด ทำให้สินค้าไทยส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างราบรื่นและมีต้นทุนที่แข่งขันได้จริง





