วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2569

Login
Login

‘เอลนีโญ’ เปลี่ยนรูปแบบพายุ แอตแลนติกยังไม่มีเฮอร์ริเคนสักลูก แต่แปซิฟิกเจอพายุต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์เอลนีโญ พลิกโฉมฤดูพายุหมุนทั่วโลก โดยทำให้มหาสมุทรแอตแลนติก สงบลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเจอพายุต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้มหาสมุทรแอตแลนติกเงียบผิดปกติจนยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้น สวนทางกับมหาสมุทรแปซิฟิกที่เผชิญพายุรุนแรงต่อเนื่อง
  • สาเหตุที่แอตแลนติกไม่มีพายุรุนแรงเพราะเอลนีโญเพิ่ม "แรงเฉือนของลม" ที่ทำลายโครงสร้างพายุ ในขณะที่แปซิฟิกมีอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้พายุก่อตัว
  • ผลกระทบในแปซิฟิกมีความรุนแรง โดยเกิดพายุเฮอร์ริเคนระดับ 5 ถึง 3 ลูก และสร้างความเสียหายซ้ำซ้อนให้กับหมู่เกาะฮาวาย
  • เอลนีโญยังเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุในแปซิฟิกตะวันตกให้เบี่ยงขึ้นไปทางเหนือ ทำให้ญี่ปุ่นและคาบสมุทรเกาหลีมีความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่นสูงขึ้น

“ปรากฏการณ์เอลนีโญ” (El Niño) กำลังสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อสภาพอากาศและฤดูพายุหมุนเขตร้อนทั่วโลก ในขณะที่ มหาสมุทรแอตแลนติกแทบไม่เกิดพายุ “เฮอร์ริเคน” เลย ซึ่งถือว่าเงียบผิดปรกติ แต่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก กลับเกิดพายุหมุนเขตร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

จนถึงช่วงปลายเดือนกันยายน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเกิดพายุหมุนเขตร้อนเพียง 6 ลูก และยังไม่มีพายุลูกใดเลยที่พัฒนาขึ้นเป็น “พายุเฮอร์ริเคน” เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคเริ่มติดตามพายุด้วยดาวเทียมในปี 1966 และทำให้ปี 2026 เป็นปีที่เกิดพายุเฮอร์ริเคนลูกแรกที่ช้าที่สุดในรอบ 100 ปี ทำลายสถิติของปี 1941 ที่เกิดพายุลูกแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน อย่างสิ้นเชิง 

แมตธิว โรเซนแครนส์ นักพยากรณ์อากาศหลักประจำฤดูพายุเฮอร์ริเคนจาก ศูนย์พยากรณ์อากาศ ของ องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ระบุว่า “ในยุคดาวเทียม เราไม่เคยมีปีใดเลยที่ปราศจากพายุเฮอร์ริเคน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์” 

เอลนีโญเพิ่ม “แรงเฉือนของลมตามแนวตั้ง” (Vertical Wind Shear) ในชั้นบรรยากาศ ลมที่พัดแรงในทิศทางต่างระดับกันนี้ จะช่วยพัดฉีกโครงสร้างศูนย์กลางของพายุเขตร้อน จนไม่สามารถพัฒนาตัวเป็นพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกได้ นอกจากนี้ ฝุ่นแห้งที่พัดมาจาก “ทะเลทรายซาฮารา” ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยธรรมชาติที่ช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในแอตแลนติก

ในทางกลับกัน มหาสมุทรแปซิฟิกกลับเจออุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนผิดปรกติ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ก่อตัวเป็นพายุเฮอร์ริเคน ส่งผลให้ฤดูพายุปีนี้มีพายุเฮอร์ริเคนในแปซิฟิกทวีความรุนแรงถึงระดับ 5 รวมแล้วถึง 3 ลูก หนึ่งในนั้นคือ “พายุเฮอร์ริเคนโปโล” ที่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 4 และระดับ 5 ขณะเคลื่อนตัวเฉียดชายฝั่งประเทศเม็กซิโก

พื้นที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกอย่าง “หมู่เกาะฮาวาย” ต้องเผชิญภัยพิบัติซ้ำซ้อนจากอิทธิพลของ พายุเฮอร์ริเคนลาลา และ พายุเฮอร์ริเคนโลเวลล์ สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนมากกว่า 510 หลังคาเรือน และทำลายโครงสร้างพื้นฐานรวมมูลค่ากว่า 168 ล้านดอลลาร์ มิหนำซ้ำยังมี พายุเฮอร์ริเคนโนโล ที่ทวีความรุนแรงตามมาติด ๆ และเสี่ยงก่อให้เกิดฝนตกหนักระดับวัดเป็นฟุตจนเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง

จอห์น บราเวนเดอร์ นักอุตุนิยมวิทยาผู้ประสานงานการเตือนภัย ชี้ให้เห็นว่าชาวฮาวายกำลังเหนื่อยล้ากับการรับมือพายุ “การที่เราต้องรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า และในระหว่างที่กำลังฟื้นฟู เรากลับต้องเตรียมตัวรับมือพายุลูกถัดไปทันที มันคือความเหนื่อยล้าแบบใหม่ที่สูบพลังงานและทรัพยากรไปอย่างมาก”

สำหรับพื้นที่แปซิฟิกตะวันตก แอนน์-แคลร์ ฟอนแทน เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์จาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) อธิบายว่า เอลนีโญส่งผลให้ทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุเปลี่ยนไป โดยเบี่ยงขึ้นทางทิศเหนือมากขึ้น แทนที่จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกตามปรกติ ส่งผลให้ เกาะกวม, หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา, ญี่ปุ่น และคาบสมุทรเกาหลี เผชิญความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่นเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน โดยไมเคิล แมนน์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศกล่าวว่า “มันเหมือนกับคลื่นพายุที่เกิดบนระดับน้ำทะเลที่กำลังสูงขึ้น ทุกครั้งที่เราเจอกระแสเอลนีโญขนาดใหญ่แบบนี้ มันจึงเกิดขึ้นบนฐานของโลกที่อุ่นขึ้นกว่าเดิม” ขณะที่ มาร์ก อเลสซี นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก สหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย ระบุว่า มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นได้ปล่อยความชื้นมหาศาลสู่อากาศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงพิเศษในการโหมกระหน่ำความรุนแรงของพายุ

ปรากฏการณ์เอลนีโญในครั้งนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเกิดพายุในสองมหาสมุทรเปลี่ยนแปลงไป และจะทำให้เกิด “สภาพอากาศสุดขั้ว” ในอนาคต ดังที่ เซเลสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า “เรากำลังเห็นความหายนะและความล่มสลายจากภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดขึ้นแล้ว และเราคาดว่าผลกระทบเหล่านี้จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น”


ที่มา: AP News, DW, Fast Company