วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ไทยเร่งปรับ LT-LEDS ก่อน COP31 วางยุทธศาสตร์สู่ Net Zero 2050 รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ไม่น้อยกว่า 150 คน ครอบคลุมตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสังคม ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา รวมถึงหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุนในแต่ละสาขา เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Long-Term Low Emission Development Strategies: LT-LEDS) เพื่อรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยขั้นตอนต่อไปจะนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงยุทธศาสตร์ ก่อนเสนอผ่านกลไกภาครัฐและจัดส่งต่อ UNFCCC ก่อนการประชุม COP31 ที่ประเทศตุรกี ภายในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2026

ภายใต้การปรับปรุงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นการขยับให้เร็วขึ้นจากเป้าหมายเดิมในปี 2065 การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับแนวทาง "1.5 Degree Pathway" และนโยบายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ที่มีเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% จากปีฐาน 2019 ซึ่งเทียบเท่าการควบคุมการปล่อยก๊าซฯ ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq) ภายในปี 2035

เศรษฐกิจใหม่และพลังงานสะอาด

“ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช” อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แรงกดดันจากอุณหภูมิโลกทำสถิติสูงขึ้นต่อเนื่อง และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางการค้าและเศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไทยต้องปรับตัวให้เร็ว

ไทยเร่งปรับ LT-LEDS ก่อน COP31 วางยุทธศาสตร์สู่ Net Zero 2050 รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ภาคพลังงานถือเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ไม่ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังคงความมั่นคงทางพลังงาน โดยไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศอย่างจีนและอินเดียที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

"เราต้องทำให้ GDP เติบโตได้โดยที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่โตตาม หรือที่เรียกว่า Decoupling โดยใช้ตัวชี้วัดด้าน 'ประสิทธิภาพการผลิตของคาร์บอน' มาเป็นตัวกำหนดทิศทางในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่อ ๆ ไป"

เพื่อให้ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นจริง รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประกอบด้วย 14 หมวด 205 มาตรา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายฉบับนี้จะมีกลไกสำคัญ เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ภาษีคาร์บอน และมาตรการด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ที่เอื้อต่อการลงทุนคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ แรงงานไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการดูแลกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม

“การปรับปรุงยุทธศาสตร์ LT-LEDS ครั้งนี้ ไม่ได้มองเพียงแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางตำแหน่งของประเทศไทยในระยะ 25 ปีข้างหน้า เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน"

ไทยเร่งปรับ LT-LEDS ก่อน COP31 วางยุทธศาสตร์สู่ Net Zero 2050 รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เจาะลึก 5 สาขาหลัก เปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

"ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์" ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า โครงการปรับปรุงยุทธศาสตร์นี้ได้รับความร่วมมือจากที่ปรึกษาและองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และสถาบันแห่งชาติด้านการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่น (NIES) โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะหลัก ดังนี้

  • ระยะที่ 1 (ก.พ. - มี.ค. 2026): ทบทวนศักยภาพและกำหนดมาตรการใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานและขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) การเกษตร, ของเสีย และป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • ระยะที่ 2 (พ.ค. - มิ.ย. 2026): วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

วิกฤติโลกเร่งด่วน

"รศ.ดร. บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย" หัวหน้าหน่วยวิจัยพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุถึงข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

"ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่กำลังเกิดขึ้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง โดยมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 50,000 ถึง 100,000 ล้านบาท ปีนี้ WMO ไม่เพียงแต่เตือนทั่วโลก แต่ทิ้งท้ายด้วยข้อความที่บอกให้เราเฝ้าเฝ้าระวังเพื่อส่งสัญญาณถึงผู้บริหารระดับสูง เพราะโลกมันร้อนเรียบ ร้อยและแก้ไขไม่ได้ง่าย ๆ ในตอนนี้”

ไทยเร่งปรับ LT-LEDS ก่อน COP31 วางยุทธศาสตร์สู่ Net Zero 2050 รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องการเงินลงทุนสนับสนุนประมาณ 240,000 ล้านบาท แต่จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ถึง 700,000 ล้านบาท จากการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและการสร้างงานใหม่

ในทางกลับกัน หากประเทศไทยไม่เร่งดำเนินการและยังคงโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม ราคาคาร์บอนอาจพุ่งสูงถึง 33,600 บาทต่อตัน ในปี 2050 ซึ่งจะทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลกอย่างรุนแรง

สิ่งที่ต้องเร่งผลักดันคือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน เพื่อวางกลไกทางกฎหมายและสร้างตลาดคาร์บอนที่ชัดเจน ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับ Just Transition ด้วยการ Upskill และ Reskill แรงงาน เพื่อรองรับงานสีเขียวที่จะเกิดขึ้น เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นเรื่องเร่งด่วนต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของทั้งประเทศและภาคเอกชน และจะสำเร็จได้จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน