วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สงครามตะวันออกกลางปะทะ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เตือนไทยรับมรสุม 2 เด้ง ปลายปีนี้ถึงปีหน้า

พายุเศรษฐกิจลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างน่ากังวล เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง สวนทางกับปริมาณน้ำมันสำรองที่ร่อยหรอลง ท่ามกลางการมาเยือนของปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่เตรียมซัดถล่มภาคการเกษตรอย่างหนักหน่วงในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงกลางปีหน้า ปรากฏการณ์ "วิกฤติ 2 เด้ง" นี้ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและอาหารในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม จากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกโรงแจ้งเตือนว่า เป้าหมายใหม่ของสงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวงสู่โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี ประจวบเหมาะกับการก่อตัวของซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ที่จะซ้ำเติมผลผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นสถานการณ์ที่น่าหนักใจที่สุดเนื่องจากโลกขาด "กันชน" ทางราคาเหมือนในช่วงต้นสงคราม

สถานการณ์สงครามระยะที่ 3

"ผศ.ดร.ธรณ์" เปิดเผยว่า หลังจากที่เคยมีการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านไปก่อนหน้านี้ จนสถานการณ์ดูเหมือนจะคลี่คลายลง แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ได้กลับมาตึงเครียดอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเริ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

ซึ่งความแตกต่างสำคัญของการโจมตีในรอบนี้คือเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ฐานทัพหรือบังเกอร์เก็บอาวุธอีกต่อไป แต่ได้ขยายวงกว้างไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญ เช่น สะพาน และจุดยุทธศาสตร์อื่น ๆ

การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้อิหร่านออกมาแสดงท่าทีตอบโต้ที่รุนแรง โดยระบุว่าจะไม่พิจารณาข้อตกลง (MOU) ที่เคยลงนามกันไว้ก่อนหน้านี้ และขู่ว่าจะยกระดับไปสู่ "สงครามเต็มรูปแบบ" ซึ่งอาจส่งผลให้เป้าหมายการโจมตีลามไปถึงกิจการต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง รวมถึงความพยายามที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

"ผศ.ดร.ธรณ์" แบ่งระยะของสงครามออกเป็น 3 ช่วง คือช่วงเริ่มแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง ช่วงที่สองคือช่วงเจรจาที่มีการทำ MOU จนราคาน้ำมันลดลง และช่วงที่สามคือปัจจุบันที่สงครามกลับมารุนแรงขึ้นและส่อแววจะขยายผลวงกว้าง

วิกฤติน้ำมันสำรอง เมื่อ "กันชน" ของโลกเริ่มร่อยหรอ

ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูง คือสถานะของ "น้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์" ของประเทศมหาอำนาจ ในช่วงสงครามระยะที่ 1 แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่โลกยังสามารถประคองราคาไว้ได้ด้วยการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาสู่ตลาดเพื่อรักษาระดับราคา

อย่างไรก็ตาม "ผศ.ดร.ธรณ์" ชี้ให้เห็นว่าในสงครามระยะที่ 3 นี้ โลกกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันลดลงชั่วคราวจากการเจรจาครั้งก่อน ระยะเวลานั้นสั้นเกินกว่าที่หลายประเทศจะซื้อน้ำมันกลับมาเติมคลังสำรองได้ทัน

น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ มีการใช้ไปแล้ว พอน้ำมันตกมีอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ ทำให้เติมน้ำมันสำรองไม่ทัน ผลที่ตามมาคือ เมื่อสงครามกลับมาปะทุรุนแรงและช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงถูกปิด โลกจึงไม่มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอที่จะนำมาประคองราคาเหมือนเดิม ทำให้ราคาน้ำมันในรอบนี้มีโอกาสพุ่งสูงขึ้นโดยไร้ตัวช่วยลดแรงกระแทก

ซูเปอร์เอลนีโญ มรสุมธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้

ในขณะที่วิกฤติพลังงานกำลังคุกคาม โลกยังต้องเผชิญกับศัตรูทางธรรมชาติอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" ในช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคมของปีนี้

"ผศ.ดร.ธรณ์" อธิบายว่า แม้เราจะเริ่มเห็นสัญญาณในปลายปีนี้ แต่ผลกระทบที่แท้จริงและรุนแรงที่สุดจะปรากฏในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า (มกราคม - มิถุนายน 2570) ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งที่พืชผลทางการเกษตรต้องการน้ำมากที่สุด แต่ต้นทุนน้ำในระบบจะเหลืออยู่น้อยมากจากการสะสมของสภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง

"เอลนีโญนี่เราทำอะไรไม่ได้นะ เราได้แต่รับมืออย่างเดียว มันแตกต่างระหว่างสงครามที่มนุษย์ยังพอเจรจาได้ กับภัยธรรมชาติที่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้โดยสิ้นเชิง"

ผลกระทบ "2 เด้ง" เมื่อ GDP โลกและไทยถูกรุมเร้า

การรวมตัวกันของสงครามและซูเปอร์เอลนีโญจะสร้างผลกระทบแบบทวีคูณ "ผศ.ดร.ธรณ์" ให้ข้อมูลว่า เพียงแค่ปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับปกติ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อ GDP ได้ถึง 0.3 - 0.4% จากผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำลง แต่เมื่อกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ตัวเลขความเสียหายย่อมสูงกว่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามไม่ได้ทำให้เพียงน้ำมันแพง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาปุ๋ยเคมี และค่าขนส่งทั่วโลก

"ถ้าเกิดสมมติว่าพืชผลตกต่ำด้วย แล้วก็ปุ๋ยแพงด้วย น้ำมันแพงด้วย ค่าขนส่งแพงด้วย มัน 2 อย่างทับกัน เพราะฉะนั้นตอนปีหน้า ดูแล้วน่าหนักใจมาก"

จากการประมาณการเบื้องต้น หากนำผลกระทบจากสงครามที่คาดการณ์ไว้ (0.1 - 0.7% ของ GDP ขึ้นอยู่กับความรุนแรง) มารวมกับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญ จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูงสุด

"ผศ.ดร.ธรณ์" ทิ้งท้ายด้วยการเตือนให้ประชาชนเตรียมใจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือ

"สถานการณ์ที่เราจะโดนตั้งแต่ปลายปี แล้วก็ไปแรง ๆ เอาช่วงปีหน้า ครึ่งแรกของปี 2570 อันนั้นก็เหนื่อยแน่นอน แนะให้เตรียมพร้อมรับมือทั้งในด้านภาระค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงาน และวิกฤติขาดแคลนน้ำที่กำลังจะมาถึง"

 

ภาพ: Planet Volumes on Unsplash