วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ธนาคารโลกอนุมัติไทย 200 ล้านดอลลาร์ เร่งโซลาร์ ประหยัดพลังงาน ยกระดับตลาดคาร์บอน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2569 กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ได้ประกาศอนุมัติโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project หรือ LCC) มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.7 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการจัดตั้งแพลตฟอร์มที่สามารถขยายผลได้จริง

โดยเป็นการผสานนวัตกรรมทางการเงินเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานตลาดคาร์บอน โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การเร่งรัดการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน และพลังงานหมุนเวียนในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเมืองอัจฉริยะที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ระดมทุนจากภาคเอกชน สร้างโอกาสในการจ้างงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวให้กับประเทศไทย

กลไกใหม่ในการระดมทุน

การแก้ข้อจำกัดงบประมาณภาครัฐ โครงการ LCC ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐมักประสบคือ การขาดแคลนงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับการลงทุนเริ่มต้นในโครงการพลังงานสะอาด ภายใต้กลไกนี้ องค์กรสาธารณะสามารถปรับปรุงอาคาร ติดตั้งอุปกรณ์ และอัปเกรดสินทรัพย์ต่างๆ ให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นได้โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดล่วงหน้า

หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ การทำงานร่วมกับบริษัทจัดการพลังงานภาคเอกชน (Energy Service Companies: ESCOs) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเงินทุน และดำเนินการปรับปรุงระบบพลังงานให้ ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะทยอยชำระค่าบริการคืนจากงบประมาณที่ประหยัดได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดการลงทุนในภาครัฐอย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศอีกด้วย

การเปลี่ยนการลงทุนย่อยสู่ระบบการเงินระดับชาติ

"เมลินดา กูด" ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย และเมียนมา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังทำเพียงแค่โครงการพลังงานสะอาดรายโครงการแบบเดิมๆ แต่กำลังสร้างระบบนิเวศที่จะเปลี่ยนการลงทุนขนาดเล็กที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็น "Pipeline" หรือสายธารการลงทุนที่เป็นระบบซึ่งสามารถจัดหาเงินทุน และขยายผลไปได้ทั่วประเทศ

โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน นักลงทุนเอกชน และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน การรวมตัวกันของภาคส่วนต่างๆ จะทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานทำได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ และนักลงทุนชาวไทยอย่างยั่งยืน

การจ้างงาน และทักษะแห่งอนาคต

นอกเหนือจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ LCC ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยคาดว่าจะสร้างงานได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ตำแหน่งงาน-ปี ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ งานเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้งระบบพลังงานสะอาด การดำเนินงาน และบำรุงรักษา บริการด้านพลังงาน ไปจนถึงงานที่ใช้ทักษะขั้นสูง เช่น การตรวจสอบคาร์บอนผ่านระบบดิจิทัล และกิจกรรมการทวนสอบต่างๆ ธนาคารโลกยังคาดหวังว่าโอกาสในการจ้างงานจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก เมื่อรูปแบบการดำเนินงานของโครงการ LCC นี้ถูกนำไปใช้ซ้ำ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทย

พันธมิตร-ขับเคลื่อนรายได้จากคาร์บอนเครดิต

ความโดดเด่นของโครงการ LCC คือ การผนึกกำลังระหว่างสถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จะเข้ามามีบทบาทหลักในการจัดสรรเงินทุนให้แก่บริษัท ESCOs ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เพื่อนำไปดำเนินการลงทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ ในระยะเริ่มต้นจะเน้นไปที่ความร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นอันดับแรก

อีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญคือ บทบาทของธนาคารกรุงไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมคาร์บอนเครดิตจากโครงการย่อยๆ แล้วเชื่อมโยงเข้ากับตลาดคาร์บอน การดำเนินการนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงตลาดคาร์บอนของไทย และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรายได้เหล่านี้สามารถนำกลับมาสนับสนุนการลงทุนในอนาคตได้อีกด้วย

โครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายเชิงประจักษ์ โครงการ LCC มุ่งเน้นการลงมือทำจริงในพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย กิจกรรมหลักจะรวมถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารสาธารณะ นิคมอุตสาหกรรม โรงเรียน สถานพยาบาล สำนักงานเขต ไปจนถึงระบบไฟฟ้าสาธารณะบนท้องถนน

เป้าหมายสูงสุดที่โครงการวางไว้มีความชัดเจน และสามารถวัดผลได้ ดังนี้

  • การติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงสุด 180 เมกะวัตต์
  • การลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 448 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
  • การลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสำหรับหน่วยงานภาครัฐ

ด้วยการสร้างโมเดลที่เป็นมาตรฐาน และสามารถทำซ้ำได้ โครงการ LCC จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่เปลี่ยนเป้าหมายระดับชาติอย่าง "ความเป็นกลางทางคาร์บอน" (Carbon Neutrality) และ "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" (Net Zero) ให้กลายเป็นโครงการลงทุนที่จับต้องได้จริงในระดับท้องถิ่น

เบื้องหลังความสำเร็จ

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และสถาบันการเงิน ความสำเร็จในการจัดตั้งโครงการนี้เกิดจากความเป็นผู้นำของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานสำคัญอีกมากมาย อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ การสนับสนุนจากหน่วยงานเหล่านี้ช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งในด้านกฎระเบียบ การเงิน และโครงสร้างตลาดคาร์บอนที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดขึ้นจริง

ไทยในฐานะต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนบนเวทีโลก การอนุมัติโครงการ LCC นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2569 ณ กรุงเทพมหานคร

โครงการนี้ถูกยกย่องให้เป็นโครงการเรือธงที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทย และกลุ่มธนาคารโลก ในการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่รวมเอาการลงทุนภาครัฐ การระดมทุนภาคเอกชน และนวัตกรรมตลาดคาร์บอนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งประเทศไทยหวังว่าโมเดลนี้จะไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังจะเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังแสวงหาแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน และมีความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์