เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2569 กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ได้ประกาศอนุมัติโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project หรือ LCC) มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.7 พันล้านบาท) เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการจัดตั้งแพลตฟอร์มที่สามารถขยายผลได้จริง
โดยเป็นการผสานนวัตกรรมทางการเงินเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานตลาดคาร์บอน โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การเร่งรัดการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน และพลังงานหมุนเวียนในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเมืองอัจฉริยะที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ระดมทุนจากภาคเอกชน สร้างโอกาสในการจ้างงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวให้กับประเทศไทย
กลไกใหม่ในการระดมทุน
การแก้ข้อจำกัดงบประมาณภาครัฐ โครงการ LCC ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐมักประสบคือ การขาดแคลนงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับการลงทุนเริ่มต้นในโครงการพลังงานสะอาด ภายใต้กลไกนี้ องค์กรสาธารณะสามารถปรับปรุงอาคาร ติดตั้งอุปกรณ์ และอัปเกรดสินทรัพย์ต่างๆ ให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นได้โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดล่วงหน้า
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ การทำงานร่วมกับบริษัทจัดการพลังงานภาคเอกชน (Energy Service Companies: ESCOs) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเงินทุน และดำเนินการปรับปรุงระบบพลังงานให้ ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะทยอยชำระค่าบริการคืนจากงบประมาณที่ประหยัดได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดการลงทุนในภาครัฐอย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศอีกด้วย
การเปลี่ยนการลงทุนย่อยสู่ระบบการเงินระดับชาติ
"เมลินดา กูด" ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย และเมียนมา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังทำเพียงแค่โครงการพลังงานสะอาดรายโครงการแบบเดิมๆ แต่กำลังสร้างระบบนิเวศที่จะเปลี่ยนการลงทุนขนาดเล็กที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็น "Pipeline" หรือสายธารการลงทุนที่เป็นระบบซึ่งสามารถจัดหาเงินทุน และขยายผลไปได้ทั่วประเทศ
โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน นักลงทุนเอกชน และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน การรวมตัวกันของภาคส่วนต่างๆ จะทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานทำได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ และนักลงทุนชาวไทยอย่างยั่งยืน
การจ้างงาน และทักษะแห่งอนาคต
นอกเหนือจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ LCC ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยคาดว่าจะสร้างงานได้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ตำแหน่งงาน-ปี ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ งานเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้งระบบพลังงานสะอาด การดำเนินงาน และบำรุงรักษา บริการด้านพลังงาน ไปจนถึงงานที่ใช้ทักษะขั้นสูง เช่น การตรวจสอบคาร์บอนผ่านระบบดิจิทัล และกิจกรรมการทวนสอบต่างๆ ธนาคารโลกยังคาดหวังว่าโอกาสในการจ้างงานจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก เมื่อรูปแบบการดำเนินงานของโครงการ LCC นี้ถูกนำไปใช้ซ้ำ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทย
พันธมิตร-ขับเคลื่อนรายได้จากคาร์บอนเครดิต
ความโดดเด่นของโครงการ LCC คือ การผนึกกำลังระหว่างสถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จะเข้ามามีบทบาทหลักในการจัดสรรเงินทุนให้แก่บริษัท ESCOs ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เพื่อนำไปดำเนินการลงทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ ในระยะเริ่มต้นจะเน้นไปที่ความร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นอันดับแรก
อีกหนึ่งส่วนประกอบที่สำคัญคือ บทบาทของธนาคารกรุงไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมคาร์บอนเครดิตจากโครงการย่อยๆ แล้วเชื่อมโยงเข้ากับตลาดคาร์บอน การดำเนินการนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงตลาดคาร์บอนของไทย และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรายได้เหล่านี้สามารถนำกลับมาสนับสนุนการลงทุนในอนาคตได้อีกด้วย
โครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายเชิงประจักษ์ โครงการ LCC มุ่งเน้นการลงมือทำจริงในพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย กิจกรรมหลักจะรวมถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารสาธารณะ นิคมอุตสาหกรรม โรงเรียน สถานพยาบาล สำนักงานเขต ไปจนถึงระบบไฟฟ้าสาธารณะบนท้องถนน
เป้าหมายสูงสุดที่โครงการวางไว้มีความชัดเจน และสามารถวัดผลได้ ดังนี้
- การติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงสุด 180 เมกะวัตต์
- การลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 448 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
- การลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสำหรับหน่วยงานภาครัฐ
ด้วยการสร้างโมเดลที่เป็นมาตรฐาน และสามารถทำซ้ำได้ โครงการ LCC จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่เปลี่ยนเป้าหมายระดับชาติอย่าง "ความเป็นกลางทางคาร์บอน" (Carbon Neutrality) และ "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" (Net Zero) ให้กลายเป็นโครงการลงทุนที่จับต้องได้จริงในระดับท้องถิ่น
เบื้องหลังความสำเร็จ
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และสถาบันการเงิน ความสำเร็จในการจัดตั้งโครงการนี้เกิดจากความเป็นผู้นำของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานสำคัญอีกมากมาย อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ การสนับสนุนจากหน่วยงานเหล่านี้ช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งในด้านกฎระเบียบ การเงิน และโครงสร้างตลาดคาร์บอนที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดขึ้นจริง
ไทยในฐานะต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนบนเวทีโลก การอนุมัติโครงการ LCC นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2569 ณ กรุงเทพมหานคร
โครงการนี้ถูกยกย่องให้เป็นโครงการเรือธงที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทย และกลุ่มธนาคารโลก ในการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่รวมเอาการลงทุนภาครัฐ การระดมทุนภาคเอกชน และนวัตกรรมตลาดคาร์บอนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งประเทศไทยหวังว่าโมเดลนี้จะไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังจะเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังแสวงหาแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน และมีความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


