ยุโรปได้ยกระดับเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) ให้เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์พลังงาน เพื่อลดการฝังกลบขยะซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก
KEY POINTS
- ยุโรปได้ยกระดับเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) ให้เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์พลังงาน เพื่อลดการฝังกลบขยะซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก
- ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน เช่น โรงไฟฟ้าขยะหนองแขมในกรุงเทพฯ เพื่อรับมือกับปัญหาขยะล้นเมืองและผลิตกระแสไฟฟ้าสะอาด
- โรงไฟฟ้าขยะสมัยใหม่ในเดนมาร์ก (Copenhill) เป็นต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีสะอาดขั้นสูง สามารถผลิตพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และเปลี่ยนทัศนคติของสังคมต่อโรงเผาขยะ
- ความท้าทายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการป้อนขยะให้โรงไฟฟ้าเพื่อความคุ้มทุน กับเป้าหมายการลดและรีไซเคิลขยะที่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยนโยบายที่รัดกุม
ภาพจำของปล่องควันโรงงานสีเทาทึบที่ปล่อยควันโขมงอาจล้าสมัยไปแล้ว เมื่อเทคโนโลยีการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาด หรือ Waste-to-Energy (WtE) กำลังถูกยกระดับให้เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์พลังงานในทวีปยุโรป เพื่อปลดแอกวิกฤตสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายจัดการขยะในประเทศไทยที่กำลังเร่งเครื่องอย่างเข้มข้นในเวลานี้
แผนงานด้านพลังงาน AccelerateEU
ของคณะกรรมาธิการยุโรป เมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยการบรรจุให้กระบวนการ WtE เป็นส่วนหนึ่งของฐานพลังงานภายในทวีปอย่างเป็นทางการครั้งแรก ขณะเดียวกัน สภาแห่งสหภาพยุโรปแห่งสหภาพยุโรป (EU) กำลังเร่งพิจารณานำเอาอุตสาหกรรมการเผาขยะเข้าสู่ตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
แม้จะมีเป้าหมายระยะยาวในการลดการฝังกลบขยะให้เหลือเพียง 10% ภายในปี พ.ศ. 2578 แต่รายงานจาก Eurostat เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในปี พ.ศ. 2567 ขยะมูลฝอยของยุโรปกว่า 49.5 ล้านตัน หรือคิดเป็น 22.5% ของขยะที่ผ่านการจัดการทั้งหมด ยังคงถูกส่งไปกองรวมกันไว้ที่หลุมฝังกลบ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแถบยุโรปตะวันออกและยุโรปใต้ เช่น โรมาเนีย กรีซ มอลตา ไซปรัส และบัลแกเรีย ที่ยังมีสัดส่วนการฝังกลบสูงถึง 70–80%
การปล่อยให้ขยะอินทรีย์เน่าเปื่อยโดยไร้อากาศภายในหลุมฝังกลบ
คือแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนชั้นดี ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) ระบุว่า มีฤทธิ์กักเก็บความร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงประมาณ 80 เท่าในช่วง 20 ปีแรก การนำขยะเหล่านี้มาผ่านกระบวนการเผาเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าและไอความร้อน จึงช่วยตัดวงจรก๊าซมีเทน มอบผลลัพธ์เชิงบวกเทียบเท่ากับการลดก๊าซเรือนกระจกได้นับ 50 ล้าน ตัน ต่อปี และช่วยประหยัดพลังงานฟอสซิลคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในยุโรป
บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กับโรงไฟฟ้าขยะ Amager Bakke หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Copenhill" ซึ่งนอกจากจะผลิตกระแสไฟฟ้าคาร์บอนต่ำป้อนให้ประชาชนกว่า 550,000 คน และส่งความร้อนให้ครัวเรือนอีก 140,000 แห่งแล้ว ที่นี่ยังสามารถตัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปีเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป พร้อมทั้งรีไซเคิลโลหะกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 90%
ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบให้หลังคาโรงงานกลายเป็นลานสกีสาธารณะและผาจำลองกลางแจ้ง ยังช่วยพลิกโฉมทัศนคติของสังคมที่มีต่ออุตสาหกรรมเตาเผาขยะได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการใช้เทคโนโลยีการบำบัดไอเสียสมัยใหม่ เช่น ระบบ wet scrubbing และ catalytic filtration ทำให้โรงงานยุคใหม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และกำลังต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในลำดับต่อไป
หันกลับมามองบริบทในประเทศไทย
ปัญหาขยะล้นเมืองและการผลักดันโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนก็กำลังขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นเพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ข้อมูลจากสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรุงเทพมหานครระบุว่า ประเทศไทยได้เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะเพื่อลดปริมาณการฝังกลบตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่าง โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม ซึ่งใช้เทคโนโลยีเตาเผาระบบปิดอุณหภูมิสูง 850–1,100 องศาเซลเซียส พร้อมระบบควบคุมมลพิษ กลิ่น และเสียงแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ได้เร่งรัดการก่อสร้างจนมีความคืบหน้ากว่า 91% และเตรียมเปิดทดสอบระบบเพื่อเดินเครื่องเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2569 นี้ โดยสามารถรองรับขยะมูลฝอยได้นับพันตันต่อวัน เพื่อแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าสะอาดป้อนเข้าสู่ระบบจำหน่าย ช่วยลดภาระการขนส่งขยะระยะไกลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลุมฝังกลบได้อย่างมีนัยสำคัญ
กระนั้นก็ตาม ความท้าทายร่วมกันที่ทั้งยุโรปและไทยต้องเผชิญคือ การรักษาสมดุลระหว่าง "ปริมาณขยะที่ต้องป้อนให้โรงไฟฟ้าคุ้มทุน" กับ "เป้าหมายการรีไซเคิลและลดขยะที่ต้นทาง" ตามที่กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยตั้งข้อสังเกตว่า โรงไฟฟ้าขยะอาจสร้างแรงจูงใจแฝงให้เกิดการผลิตขยะเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาและโมเดลนโยบายในปัจจุบันชี้ว่า หากมีการกำหนดราคาคาร์บอนที่สะท้อนต้นทุนจริง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายคัดแยกขยะและกฎระเบียบการรีไซเคิลที่เด็ดขาด การเผาขยะเพื่อพลังงานจะไม่ขัดแย้งกับการรีไซเคิล
ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การสร้างเตาเผาขยะอย่างไร้ขีดจำกัด หรือการปิดตายโรงไฟฟ้าทั้งหมดอย่างไร้เหตุผล แต่คือการผสานนโยบายราคาคาร์บอนที่ซื่อตรง การบรรลุเป้าหมายการรีไซเคิล และเทคโนโลยีการเผาทำลายที่สะอาดปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนวิกฤติขยะให้กลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนอนาคตอย่างแท้จริง
ที่มา : World Economic Forum





