“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี กว่า 580 ล้านคน เผชิญวันที่มีความเครียดจากความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 วันต่อปี ซึ่งคุกคามสุขภาพและการพัฒนาของเด็กในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างรุนแรง
KEY POINTS
- งานวิจัยพบว่าเด็กอายุ 0-9 ปี จำนวน 560 ล้านคนทั่วโลก ต้องเผชิญกับภาวะเครียดจากความร้อน (Heat-stress days) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 วันต่อปี
- ร่างกายของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิและระบายความร้อนต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงมีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพจากอากาศร้อนจัด
- เด็กในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาตะวันตก เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
- ความร้อนยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพเด็ก เช่น เพิ่มความเสี่ยงการระบาดของโรคที่มียุงเป็นพาหะ และปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารและน้ำ
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเด็กทั่วทุกมุมโลก นอกจากอากาศที่ร้อนจัดและชื้นจัดจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและพัฒนาการของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเด็กที่อยู่ในประเทศยากจน
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเสรีแห่งบรัสเซลส์ รวบรวมแบบจำลองสภาพภูมิอากาศร่วมกับข้อมูลประชากรศาสตร์ พบว่าประชากรกลุ่มเด็กกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศเลวร้ายกว่าคนรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างวัยและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม
รายงานระบุว่า มากกว่า 40% ของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปีทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นจำนวนราว 583 ล้านคน กำลังเผชิญกับ “วันที่มีความเครียดจากความร้อน” (Heat-stress days) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 วันต่อปี ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า มีเด็กอายุระหว่าง 0-9 ปี สูงถึง 560 ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเครียดจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 วัน ในแต่ละปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-69 ปี ที่เผชิญภัยคุกคามเดียวกันนี้ถึงเกือบสามเท่า (คิดเป็นจำนวน 190 ล้านคน)
เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาตะวันตก เป็นภูมิภาคที่บันทึกอัตราการเผชิญความร้อนชื้นที่เป็นอันตรายในเด็กสูงที่สุด เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีอัตราการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็วและมีสัดส่วนของเด็กเล็กในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก
ในการศึกษานี้ นักวิจัยได้ใช้เกณฑ์วัดที่เรียกว่า ดัชนีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความร้อนที่คำนึงถึงปัจจัยเรื่องความชื้นสัมพัทธ์เข้าไปด้วย โดยกำหนดให้วันที่มี ความเครียดจากความร้อน คือวันที่มีอุณหภูมิดังกล่าวสูงเกิน 28 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นเกณฑ์สำหรับความเครียดจากความร้อนในระดับปานกลาง
ร่างกายของเด็กๆ ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงควบคุมอุณหภูมิร่างกายไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ โดยมีอัตราการหลั่งเหงื่อต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวน้อยกว่า และมีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่สูงกว่า ส่งผลให้ร่างกายร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญอากาศร้อนจัด
ขณะเดียวกันความร้อนที่สูงเกินไปยังส่งผลกระทบต่อเด็ก ๆ ผ่านปัจจัยทางอ้อมอื่น ๆ เช่น การแพร่ระบาดของโรคที่มียุงเป็นพาหะ ความไม่มั่นคงทางอาหารและน้ำ การหยุดชะงักของพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็ก ตลอดจนภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิดระหว่างการคลอด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของเด็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม
โรซา ปิเอโตรยุสติ นักศึกษาปริญญาเอกและผู้เขียนหลักของงานวิจัย กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เด็กหลายร้อยล้านคน ต้องทนทุกข์ทรมานจากความร้อนที่เป็นอันตรายอยู่แล้ว ซึ่งสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพของพวกเขา”
แต่เด็กๆ เหล่านี้ กลับไม่สามารถปกป้องตนเองได้ เพราะปัญหาความยากจน ทำให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสม ไม่สามารถเข้าถึงระบบความเย็นได้ อีกทั้งระบบสาธารณสุขที่มีอยู่ยังไม่ดีพอ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม
นอกจากนี้ ปิเอโตรยุสติเน้นย้ำถึงประเด็น “ความยุติธรรมทางภูมิอากาศ” (Climate justice) โดยระบุว่าเด็ก ๆ ในประเทศกำลังพัฒนา กลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการเพิ่มขึ้นของวันที่มีความเครียดจากความร้อน ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตน้อยที่สุด
หากอุณหภูมิโลกยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ในอนาคตจะยิ่งน่าเป็นห่วง โดยนักวิจัยคาดการณ์ว่าในสถานการณ์ที่โลกอุ่นขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส จะมีเด็กอายุ 0-9 ปี ราว 620 ล้านคนต้องเผชิญความเครียดจากความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเดือนต่อปี และเมื่อโลกอุ่นขึ้น 2.0 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงถึง 650 ล้านคน
นักวิจัยเรียกร้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและด้านสุขภาพหันมาร่วมมือกัน เพื่อหาดัชนีวัดผลกระทบต่อสุขภาพและการศึกษาของเด็กที่ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
ที่มา: Carbon Brief, Cleantechnica, Euro News




