“ออสเตรเลีย” เปิดตัวโครงการ “Solar Sharer Offer” หรือ SSO ให้ประชาชนในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เซาท์ออสเตรเลีย และพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของควีนส์แลนด์ใช้ “ไฟฟ้าฟรี” อย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป ขณะที่ รัฐวิกตอเรีย เตรียมเปิดตัวโครงการในลักษณะเดียวกันภายใต้ชื่อ Midday Power Saver ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในบางช่วงของวัน พลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 50% ของความต้องการใช้ทั้งหมดในโครงข่ายหลัก จนทำให้ราคาขายส่งไฟฟ้ากลายเป็นค่าติดลบ ทำให้รัฐบาลต้องผลักดันโครงการนี้ขึ้น
คริส โบเวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานกล่าวว่า โครงการนี้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานราคาถูกได้ทั่วถึงขึ้น โดยระบุว่า “เมื่อแสงแดดจ้าที่สุดและไฟฟ้ามีราคาถูกที่สุด ไม่ว่าประชาชนจะมีแผงโซลาร์เซลล์หรือไม่ หรือจะเป็นผู้เช่าบ้าน ก็ควรจะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น”
สำหรับช่วงเวลาการใช้ไฟฟรีจะถูกกำหนดตามช่วงที่การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์พุ่งสูงที่สุด โดยในรัฐนิวเซาท์เวลส์และควีนส์แลนด์จะเริ่มเวลา 11.00-14.00 น. ส่วนรัฐเซาท์ออสเตรเลียจะเริ่มเวลา 12.00-15.00 น. อย่างไรก็ตามอาจมีการปรับเปลี่ยนเป็นรายปีตามความเหมาะสมของโครงข่าย
ผู้ที่ต้องการจะรับสิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีจะต้องมี “มิเตอร์อัจฉริยะ” เพื่อให้ผู้ให้บริการไฟฟ้าสามารถตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ได้ โดยประชาชนสามารถขอติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะจากผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ โดยไม่เสียค่าติดตั้ง แต่สำหรับอุปกรณ์เสริม เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่ อาจต้องเสียค่าติดตั้งเพิ่ม โดยรัฐบาลตั้งเป้าติดตั้งมิเตอร์ดังกล่าวให้ครบทุกครัวเรือนภายในปี 2030 แม้ปัจจุบันจะมีเพียง 60% ของครัวเรือนที่ติดตั้งแล้วก็ตาม
รัฐบาลกำหนดเพดานการใช้ไฟฟรีไว้ที่ 24 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการใช้งานของครอบครัวขนาด 5 คนตลอดทั้งวัน การกำหนดเพดานนี้ช่วยควบคุมต้นทุนของบริษัทค้าปลีกไฟฟ้าที่ไม่ต้องแบกรับภาระมากเกินไปจนต้องไปเรียกเก็บเงินเพิ่มจากช่วงเวลาอื่น
อย่างไรก็ตาม อลัน เพียร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพพลังงานจากมหาวิทยาลัยอาร์เอ็มไอที เตือนให้ผู้บริโภคพิจารณาความคุ้มค่าก่อนสมัคร โดยระบุว่า สัญญาเหล่านี้อาจเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าปรกติในช่วงเวลาอื่น เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงแจกฟรี
สอดคล้องกับความเห็นของ ไบรอัน สปาค จาก องค์กรผู้บริโภคพลังงานแห่งออสเตรเลีย (ECA) ที่ย้ำว่าภาครัฐต้องสื่อสารความเสี่ยงให้ชัดเจน เพราะ “เราไม่อยากให้ผู้คนลงชื่อสมัครเพียงเพราะสมมติเอาเองว่าค่าไฟจะลดลง ทั้งที่ความจริงมันอาจจะแพงขึ้นหากไม่ได้ปรับพฤติกรรม”
สภาพลังงานแห่งออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทพลังงาน กล่าวว่า โครงการนี้มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับครัวเรือนที่มีแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า หรือโหลดขนาดใหญ่ที่สามารถโยกย้ายได้ง่าย รวมถึงผู้ที่ทำงานจากที่บ้าน
ขณะที่ เบรนแดน แลง ช่างไฟฟ้าแนะนำว่า ประชาชนควรใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า โดยเปลี่ยนเวลาใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟมาก เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ระบบน้ำร้อนแบบปั๊มความร้อน และการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า มาใช้ในช่วงที่ได้รับไฟฟ้าฟรี เพื่อจะได้ช่วยประหยัดไฟ
นอกจากนี้ เทคนิคการทำความเย็นล่วงหน้า (Pre-cool) หรือ ทำความร้อนล่วงหน้า (Pre-heat) สำหรับบ้านที่มีฉนวนกันความร้อนที่ดี ก็เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม การเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ในช่วงไฟฟรีจะช่วยรักษาอุณหภูมิในบ้านให้คงที่ไปจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาแพงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่ากลุ่มผู้เช่าบ้านและผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดอาจไม่สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์หรือติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะได้ตามใจชอบ หากคนกลุ่มนี้สมัครเข้าโครงการแต่ไม่สามารถโยกย้ายการใช้ไฟมาในช่วงกลางวันได้ พวกเขาอาจต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นจากอัตราค่าบริการที่สูงขึ้นในช่วงเวลาปรกติ
ทิม ฟอร์ซีย์ ที่ปรึกษาด้านพลังงานอิสระ มองว่าเพียงแค่การซักผ้าหรือล้างจานอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นผลต่างของบิลค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีการวางแผนที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น การติดตั้งแบตเตอรี่บ้านเพื่อเก็บไฟฟรีไว้ใช้ในช่วงยอดฮิต หรือการใช้เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเร็ว
ที่มา: ABC, The Conversation, The Guardian


