วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

AI อาวุธใหม่ภาคพลังงาน ‘กู้วิกฤติโลกร้อน’-เซฟต้นทุนแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

วิกฤติพลังงานโลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อความต้องการพลังงานเติบโตสวนทางกับเป้าหมาย Net Zero ทำให้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งประสิทธิภาพเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

ภาคพลังงานโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ในปี พ.ศ. 2568 ความต้องการพลังงานทั่วโลกขยับตัวสูงขึ้น 1.3% ซึ่งแม้อัตรานี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเล็กน้อยเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ความท้าทายที่แท้จริงขององค์กรพลังงานในปัจจุบันคือการรักษาสมดุล 4 ด้านพร้อมๆ กัน ได้แก่ การเติบโต ความสามารถในการเข้าถึงราคาที่เหมาะสม ความยืดหยุ่นในการรับมือวิกฤต และการลดคาร์บอน (Decarbonization)

ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า AI จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและการบำรุงรักษาในภาคพลังงานได้สูงถึง 550,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2573 ทั้งยังช่วยเพิ่มความจุของสายส่งไฟฟ้าเดิมได้อีก 175 กิกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยเร่งการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนและลดความแออัดของโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และแอปพลิเคชัน AI เองก็ใช้พลังงานมหาศาลเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ภาคพลังงานจะเติบโตอย่างรับผิดชอบได้อย่างไรโดยไม่ทำลายเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

บิ๊กโปรเจกต์ MENA ถอดสูตร ADNOC ใช้ AI ขับเคลื่อนความยั่งยืน

เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นรูปธรรม บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จึงจับมือกับสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) และ Bain & Company ร่วมกันพัฒนาและทดสอบเครื่องมือ AI 2 รูปแบบ ภายใต้โครงการ Leaders for a Sustainable MENA ประกอบด้วย

  • Resilience Intelligence Suite (RIS): ระบบประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศแบบองค์รวม โดยใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศครอบคลุมภัยพิบัติกว่า 10 รูปแบบ (เช่น ปริมาณน้ำฝน ลม และความร้อน) นวัตกรรมนี้ช่วยให้มองเห็นภาพรวมทั้งซัพพลายเชนว่าหากเกิดภัยพิบัติ ณ จุดใดจุดหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโนไปยังโครงสร้างพื้นฐานอื่นอย่างไร พร้อมแนะนำแนวทางรับมือที่คุ้มค่าต่อการลงทุนที่สุด
  • Sustainability Performance Navigator (SPN): เครื่องมือ Generative AI ที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์รายงานความยั่งยืนและเปรียบเทียบมาตรฐานเทียบกับกรอบ ESG ระดับสากล ช่วยลดขั้นตอนการทำงานด้วยมือ (Manual) และแปลงข้อผิดพลาดให้เป็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนสำหรับบริษัทในเครือ

 

หันมองประเทศไทย ตื่นตัวรับเทรนด์ AI ผสานพลังงานสะอาด

เทรนด์การใช้ AI ขับเคลื่อนพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย เพราะองค์กรชั้นนำและหน่วยงานกำกับดูแลของไทยกำลังเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้เช่นกัน

  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): ปัจจุบันได้พัฒนาและนำระบบ AI มาใช้ในศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) เพื่อคาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าจากแสงแดดและลมล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดความผันผวนและเสริมความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ 
  • กลุ่ม ปตท. (PTT): มีการจัดตั้งหน่วยงานด้านดิจิทัลและ AI เพื่อนำมาใช้ในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) สำหรับสินทรัพย์และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากอุบัติเหตุในกระบวนการผลิต 

บทเรียนสู่อนาคต ก้าวต่อไปที่ต้องร่วมมือ

ความสำเร็จจากโครงการนำร่องของ ADNOC รวมถึงก้าวแรกของประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็น "เข็มทิศเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจบนข้อมูลที่แม่นยำ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่คาดเดาได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อน AI ในภาคพลังงานให้ประสบความสำเร็จและขยายผลได้จริงในวงกว้าง จะต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลัก คือ การผสานรวมข้อมูลที่มีภาพรวมชัดเจน กรอบการกำกับดูแลข้อมูลที่ดี (Data Governance) และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนักยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง