ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่งจะแก้ได้เพียงลำพังอีกต่อไป ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2564 ในช่วงการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ แรงกดดันต่อภาคเกษตรกรรมทั่วโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั่วโลกต่างเรียกร้องให้กลุ่มทุนเกษตรรายใหญ่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนสภาพที่ดิน ควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการสินค้าในกลุ่ม “4-F” อันได้แก่ อาหาร (Food) อาหารสัตว์ (Feed) เส้นใย (Fibre) และพลังงานเชื้อเพลิง (Fuel)
ความท้าทายเหล่านี้ ตั้งแต่การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การมอนิเตอร์พื้นที่ ไปจนถึงการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ล้วนเป็นโจทย์ที่ใหญ่เกินกว่าใครจะรับมือไหว ล่าสุดรายงานจากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เรื่อง “From Pledges to Practice: Lessons Learned from the Agriculture Sector Roadmap to 1.5°C” ได้สรุป 5 บทเรียนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจเกษตรทั่วโลก
5 บทเรียนเปลี่ยนเกม เมื่อ ‘ธรรมชาติ’ กลายเป็นต้นทุนธุรกิจ
1. มาตรฐานร่วมกันคือทางรอดในโลกที่ซับซ้อน
ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างความสับสนและซ้ำซ้อนให้กับซัพพลายเชน บทเรียนจาก Roadmap ชี้ว่าการใช้แนวทางและฐานข้อมูลร่วมกันจะช่วยลดต้นทุนได้ ตัวอย่างเช่น ในปี 2569 นี้ Forest Data Partnership (ความร่วมมือของ Google, WRI, FAO และ NASA) ได้เปิดตัวแผนที่ Open-source ของพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตร้อน เช่น โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก AlphaEarth Foundation เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพตรงกัน
2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมี
ธุรกิจจำเป็นต้องรู้ว่าสินค้ามาจากไหน เคลื่อนย้ายอย่างไร และเสี่ยงต่อการทำลายป่าหรือไม่ แพลตฟอร์มอย่าง TRACT ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่กำลังกลายเป็นเครื่องมือกลางในการจัดการข้อมูลเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
3. ซัพพลายเชนจะแกร่งได้ เกษตรกรต้องอยู่รอด
เกษตรกรคือด่านหน้าของวิกฤตภูมิอากาศ หากพวกเขามีรอยยิ้มและกำไรที่อยู่ได้ ซัพพลายเชนถึงจะมั่นคง หลายบริษัทจึงหันมาเน้นการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ทั้งการทำเกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) และการเพิ่มผลผลิตบนที่ดินเดิม
4. ความร่วมมือแบบไม่คิดแข่งช่วยเร่งการเรียนรู้
โจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งแข่งกันทางการค้า การจับมือกันในระดับก่อนการแข่งขัน (Pre-competitive collaboration) ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสเกลนวัตกรรมได้เร็วกว่าต่างคนต่างทำ
5. ธรรมชาติคือเนื้อแท้ของธุรกิจ
จากเดิมที่เคยมองว่าการอนุรักษ์ป่าคือเรื่องของ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) แต่วันนี้ระบบนิเวศที่สมบูรณ์คือ "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่รับประกันว่าธุรกิจจะมีวัตถุดิบป้อนโรงงานอย่างมั่นคงในอนาคต
หันมอง "ไทย" ในสมรภูมิความยั่งยืน โอกาสบนความเสี่ยงต่ำ
บทเรียนระดับโลกเหล่านี้สะท้อนตรงมายังประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการเข้ามาของกฎระเบียบ EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป ที่กำลังจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในสิ้นปี 2569 นี้ ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตร 7 กลุ่ม รวมถึง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และโกโก้ ต้องผ่านการพิสูจน์ว่า “ไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า” และต้องระบุพิกัดแปลงปลูก (Geolocation) ได้อย่างชัดเจน
ข่าวดีก็คือ จากข้อมูลของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ (ก.ค. 2569) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับข่าวดีเมื่อทางสหภาพยุโรป (EU) ได้ประเมินและจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม "ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ" (Low Risk) ภายใต้กฎระเบียบ EUDR นี้
มุมมองจากภาครัฐ การที่ไทยได้สถานะความเสี่ยงต่ำ ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยลดขั้นตอนและภาระการตรวจสอบของผู้นำเข้าฝั่งยุโรป เพิ่มความเชื่อมั่น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยเฉพาะ "ยางพารา" ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ให้คำแนะนำว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยยังคงนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะหัวใจสำคัญคือการปรับตัวเข้าระบบดิจิทัล การจัดเก็บเอกสารสิทธิ์ และการทำพิกัดแปลงปลูกให้โปร่งใส 100% เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธสินค้าในอนาคต
โลกกำลังเดินหน้าสู่การประชุม COP31 ในเดือน พ.ย. 2569 นี้ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกของไทยในอนาคต จะไม่ได้วัดกันที่ปริมาณหรือราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่วัดกันที่ว่า "เราสามารถดูแลรักษาป่าและระบบนิเวศไปพร้อมกับการปลูกพืชได้ดีแค่ไหน"
ที่มา : World Economic Forum


