“ยุโรป” กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และในฝรั่งเศส เพียงประเทศเดียวมีรายงานผู้เสียชีวิตส่วนเกินถึง 1,000 รายในช่วงวิกฤติ ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 150 ล้านคน โครงสร้างพื้นฐานก็เริ่มได้รับความเสียหาย เนื่องจากไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศร้อนจัด
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนในยุโรปมากกว่า 200,000 ราย ทั้งที่เป็นความสูญเสียที่สามารถ “ป้องกันได้” ยุโรปกลายเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า และมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 2.5 องศาเซลเซียส
ชาวยุโรปไม่นิยมใช้แอร์
ในอดีตชาวยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ต่างรู้สึกต่อต้านการติดตั้ง “เครื่องปรับอากาศ” มองว่าเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย ไร้รสนิยม และเป็นแบบอเมริกันเกินไป นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า การสัมผัสลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศเป็นเวลานานอาจทำให้เจ็บป่วยได้ แอร์ไม่ได้รับการยอมรับในยุโรปเท่าที่ควร
นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมยุโรปยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความร้อนในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนาน เช่น อาคารหลังคาสังกะสีในปารีส เมื่อเข้าช่วงกลางคืนในฤดูร้อน อาคารเหล่านี้จะไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ทำให้ผู้พักอาศัยต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน การติดตั้งแอร์ทำให้เกิดปัญหาเรื่องเสียงและทัศนียภาพ ทำให้หลายคนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศถูกเพื่อนบ้านฟ้องร้อง อย่างเช่นกรณีของ ลูคา ฟูนาโร ผู้ป่วยอัมพาตที่ต้องต่อสู้คดีนานกว่า 2 ปีเพราะเพื่อนบ้านไม่ยอมให้ติดตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ในพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนในเจนีวาและลอนดอนก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวด มักบังคับให้ประชาชนต้องลองวิธีระบายอากาศแบบธรรมชาติก่อนจะได้รับอนุญาตให้ใช้แอร์
อีกทั้ง ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ฝ่ายนโยบายลังเล เนื่องจากเครื่องปรับอากาศใช้พลังงานมหาศาลและคายความร้อนออกสู่ภายนอก ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิในเขตเมืองสูงขึ้นอีก 2-3 องศาเซลเซียส การติดตั้งแอร์จำนวนมากจึงถูกมองว่าเป็นการสร้างวงจรเลวร้าย ที่เป็นการแก้ไขปัญหาความร้อนด้วยการสร้างความร้อนเพิ่มขึ้นในระยะยาว
“แอร์” กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ประเทศในยุโรปกลับไม่พร้อมสำหรับการรับมือ และเครื่องปรับอากาศถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง หลายประเทศใช้ชูการติดตั้งแอร์เป็นนโยบายหลัก เช่น “พรรคเนชันแนล แรลลี่” (RN) พรรคขวาจัดของฝรั่งเศสของ มารีน เลอ เปน ที่มองว่านี่คือเรื่องสุขภาพสาธารณะ พร้อมประกาศแผนการติดตั้งแอร์ในโรงเรียนและโรงพยาบาลทั่วประเทศ และเสนอเงินกู้ดอกเบี้ย 0% มูลค่า 20,000 ล้านยูโร (ราว 758,940 ล้านบาท) เพื่อช่วยให้ประชาชนติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่บ้านได้
เลอ เปน กล่าวโจมตีคู่แข่งทางการเมืองอย่างรุนแรงว่า “มันเป็นเรื่องน่าละอายที่ทารกในโรงพยาบาล คนป่วย และผู้สูงอายุต้องทนกับความร้อนขนาดนี้เพียงเพราะพวกคุณปฏิเสธที่จะติดตั้งแอร์” เธอยังย้ำว่าการปล่อยให้คนเสียชีวิตเพราะความร้อนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และรัฐบาลต้องมีแผนงานระดับชาติเพื่อรับมือ
ในขณะที่เยอรมนี พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (AfD) ใช้ประเด็นนี้โจมตีอุดมการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศของพรรคกระแสหลัก โดยมาร์ค แบร์นฮาร์ด โฆษกของพรรคระบุว่า ประชาชนกำลังถูกสังเวยจากนโยบายสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ยอมรับว่าเครื่องปรับอากาศเป็นสิ่งจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสเริ่มมีความเปลี่ยนแปลง เมื่อมารีน ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคกรีนฝรั่งเศสออกมายอมรับว่า “จำเป็นต้องติดตั้งแอร์ในโรงพยาบาลและโรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” แต่ก็ยังย้ำว่าแอร์ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นเป็นอีกหนึ่งมิติที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง โดยดร.โคลอี บริมิคอมบ์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในการใช้พลังงานว่า “ชีวิตมนุษย์มีค่ามากกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ใช้พลังงานมหาศาลเพื่อระบายความร้อนให้เอไอหรือไม่” เนื่องจากคนรวยมักเข้าถึงเทคโนโลยีทำความเย็นได้ง่ายกว่าคนจนที่ต้องทนร้อนในอาคารที่ขาดการดูแล
ขณะเดียวกัน นโยบายข้อตกลงสีเขียวของสหภาพยุโรป (EU Green Deal) ก็กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก เพราะประชาชนเริ่มรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเกินไป เมื่อเทียบกับความทุกข์ร้อนที่ต้องเผชิญ ความขัดแย้งนี้ทำให้การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเหมือนที่เคยเป็นมา
ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์
ความไม่พร้อมรับมือต่อคลื่นความร้อน ถือเป็นจุดอ่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของยุโรป โดยริม มอมตัซ จาก Carnegie Europe มองว่า “ทวีปที่อัมพาตเพียงเพราะอากาศร้อน 40 องศาเซลเซียสย่อมไม่พร้อมรับมือกับวิกฤตความมั่นคงอื่น” เธอตั้งคำถามว่า “เราจะไว้ใจรัฐบาลให้บริหารจัดการการป้องกันประเทศได้อย่างไร หากพวกเขาไม่สามารถจัดการแม้กระทั่งคลื่นความร้อนได้”
ประเด็นนี้ ยังกลายเป็นวิวาทะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อ อีลอน มัสก์ สนับสนุนความเห็นที่ระบุว่า “แนวทางของอเมริกานั้นถูกต้องมาโดยตลอด” ในการใช้แอร์เพื่อคุณภาพชีวิต ในขณะที่ โอเดรย์ ปูลวาร์ รองนายกเทศมนตรีปารีส ตอบโต้ว่าเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐ ที่ใช้แอร์ถึง 90% คือหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาโลกร้อนที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญ
ผลการประเมินจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ยืนยันว่า เครื่องปรับอากาศเป็นวิธีการรับมือกับความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด สูงกว่าการระบายอากาศเชิงกลหรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถช่วยลดอุณหภูมิได้เพียงพอในช่วงที่มีความร้อนสะสมต่อเนื่อง ทั้งกลางวันและกลางคืน
สวนทางกับคำแนะนำของกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเยอรมนี ที่มองว่าเครื่องปรับอากาศ “ไม่สามารถทำความเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ส่วนกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสให้คำแนะนำเพียงแค่ “อย่าออกไปข้างนอกในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุด (11.00 น. – 21.00 น.) ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถของรัฐบาลในการป้องกันและยับยั้งสงครามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังเป็นโจทย์ใหญ่ของยุโรป เนื่องจากหากทุกครัวเรือนติดตั้งแอร์แบบเดิมพร้อมกัน อาจทำให้ระบบไฟฟ้าล่มในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงสุด นักการเมืองบางกลุ่มจึงเสนอให้หันมาใช้ระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้น และส่งเสริมการใช้ “ปั๊มความร้อน” ที่สามารถให้ทั้งความร้อนในฤดูหนาวและความเย็นในฤดูร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่ายุโรปต้องการการตอบสนองเชิงสถาบันที่มีประสานงานกัน โดยไม่ควรพึ่งพาเพียงการติดตั้งแอร์รายบุคคล รัฐบาลควรผสมผสานการใช้แอร์ในพื้นที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับการปรับปรุงการออกแบบเมืองด้วยการปลูกต้นไม้และสร้างที่พักพิงทำความเย็นสาธารณะ
ในท้ายที่สุด การต่อสู้เรื่องเครื่องปรับอากาศในยุโรปสะท้อนถึงการหาจุดสมดุลระหว่าง “อุดมการณ์สิ่งแวดล้อม” กับ “คุณภาพชีวิต” การปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างถาวรจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นหน้าที่หลักที่รัฐบาลยุโรปต้องจัดการเพื่อความอยู่รอดของประชาชนและความมั่นคงของทวีปในยุคปัจจุบัน
ที่มา: BBC, Carnegie Europe, Euro News, EU Observer, Indian Express, The Atlantic, The Guardian, USA Today, The Wall Street Journal


