วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

‘ปัสสาวะ’ นักปีนเขา ทำน้ำแข็งเอเวอเรสต์ละลาย 154 ตัน ไม่ถึง 2 เดือน แนะย้าย ‘ค่ายพัก’ ไว้ที่อื่น

กิจกรรมมนุษย์และปัสสาวะของนักปีนเขาวันละ 6,000 ลิตร ที่เกิดขึ้นบน “เทือกเขาเอเวอเรสต์” ทำให้น้ำแข็งละลายเกือบ 2,500 ตันต่อปี 

KEY POINTS

  • ปัสสาวะของนักปีนเขาซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งบนเอเวอเรสต์ละลายไปมากถึง 154 ตันในช่วงฤดูปีนเขา
  • ผลการศึกษาพบว่ากิจกรรมของมนุษย์ในค่ายพักหลัก ทั้งจากการใช้เชื้อเพลิงและปัสสาวะ ทำให้หิมะและน้ำแข็งละลายรวมกันเกือบ 2,500 ตันต่อปี
  • การละลายของน้ำแข็งเฉพาะจุดส่งผลให้โครงสร้างธารน้ำแข็งขาดความมั่นคง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหิมะถล่ม
  • มีข้อเสนอแนะให้ย้ายค่ายพักหลัก (Base Camp) ออกจากพื้นที่ธารน้ำแข็ง เพื่อช่วยชะลอการละลายและปกป้องระบบนิเวศ

ช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี นักปีนเขานับพันคนต่างเดินทางมายัง “ค่ายพักหลักเอเวอเรสต์” บนธารน้ำแข็งขุมบู ในเนปาล เพื่อเตรียมขึ้นไปพิชิต “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ทำให้พื้นที่แห่งนี้ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัย ตั้งแต่ร้านกาแฟเอสเปรสโซ โทรทัศน์จอใหญ่ สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ฝักบัวน้ำอุ่น ไปจนถึงพื้นเต็นท์ปรับอากาศ แต่ความสุขสบายเหล่านี้ แลกมาด้วยต้นทุนทางธรรมชาติที่น่าวิตกอย่างยิ่ง

ผลการศึกษา ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Regional Environmental Change เปิดเผยว่า กิจกรรมและการใช้อยู่อาศัยของมนุษย์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการละลายของธารน้ำแข็ง โดยพลังงานความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงร่วมกับความร้อนจากปัสสาวะของมนุษย์ ส่งผลให้หิมะและน้ำแข็งบนธารน้ำแข็งละลายไปประมาณ 2,492 ตัน ในแต่ละปี โดยมีขอบเขตความคลาดเคลื่อนอยู่ระหว่าง 1,964-3,020 ตัน

ตลอดช่วงเวลา 50 วันของฤดูปีนเขาปี 2023 เต็นท์ประมาณ 1,600 หลัง มีการใช้พลังงานจำนวนมาก ได้แก่ ก๊าซหุงต้ม (LPG) 824 ถัง, น้ำมันก๊าด 18,935 ลิตร และน้ำมันเบนซิน 5,130 ลิตร สำหรับการทำอาหาร ให้ความร้อน และผลิตไฟฟ้า พลังงานความร้อนรวมจากเชื้อเพลิงและปัสสาวะสูงถึง 849,174 เมกะจูล โดยเชื้อเพลิงคิดเป็น 94% ของศักยภาพการละลายที่เกิดจากมนุษย์ ขณะที่ปัสสาวะคิดเป็น 6%

“ปัสสาวะ” ของนักปีนเขาเป็นตัวเร่งที่ทำให้น้ำแข็งละลาย เพราะบนพื้นที่สูง ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณมากเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ส่งผลให้นักปีนเขาและไกด์ในค่ายพักหลักผลิตปัสสาวะรวมกันมากกว่า 6,000 ลิตรต่อวัน แต่ปัสสาวะส่วนใหญ่ยังถูกปล่อยลงบนธารน้ำแข็งโดยตรง

ปัสสาวะที่ออกจากร่างกายมนุษย์ มีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส จึงเป็นแหล่งพลังงานความร้อนโดยตรงที่ส่งไปยังน้ำแข็ง ซึ่งความร้อนจากปัสสาวะเพียงอย่างเดียวสามารถละลายน้ำแข็งได้มากถึง 154 ตัน ตลอดฤดูกาล 

คิม ลาล เคาตัม นักวิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศและหัวหน้าเจ้าหน้าที่สำรวจของเนปาล และผู้นำการวิจัย เคยใช้ชีวิตอยู่บนเบสแคมป์เอเวอเรสต์มารวมกันมากกว่า 365 วัน ยืนยันว่าการสูญเสียน้ำแข็งจำนวนมาก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง “คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็มองเห็นได้ว่าเรากำลังสูญเสียน้ำแข็งมากขึ้นทุกปี เพราะมันมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า”

ปริมาณน้ำแข็งที่ละลายไปเกือบ 2,500 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่ใช้เติมในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกได้ 1 สระ หรือเท่ากับรถบรรทุกน้ำประมาณ 83 คัน หรืออ่างอาบน้ำมาตรฐานราว 16,700 อ่าง การสูญเสียน้ำแข็งขนาดนี้ จะทำให้โครงสร้างธารน้ำแข็งสูญเสียความมั่นคง และทำให้แหล่งน้ำดื่มของชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพาน้ำจากธารน้ำแข็งแห่งนี้หายไปด้วย

นอกจากนี้ ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat ระหว่างปี 1991-2023 ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิพื้นผิวบริเวณเบสแคมป์ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 0.28 องศาเซลเซียสต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าบริเวณโดยรอบของธารน้ำแข็งขุมบูที่มีหิมะปกคลุมถึงประมาณสองเท่า

ดร.วีจิเนีย เบอร์เกตต์ นักวิทยาศาสตร์กิตติคุณแห่งสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐ ผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า “นี่คือผลกระทบที่น่าตกใจ  เราพบว่าบริเวณที่มีหิมะปกคลุมมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เพียงครึ่งหนึ่งของบริเวณเบสแคมป์เท่านั้น”

คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากมนุษย์น่าจะสูงกว่าตัวเลขที่คำนวณได้จริง เนื่องจากงานศึกษานี้ยังไม่ได้รวมแหล่งความร้อนจากเที่ยวบินเฮลิคอปเตอร์ ความร้อนจากร่างกายของนักปีนเขา และสัตว์ขนส่งอย่างจามรี อีกทั้งการละลายเฉพาะจุดนี้ จะทำให้เกิดหิมะถล่มมากขึ้น ยิ่งเพิ่มอันตรายต่อการปีนเขา 

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย แต่การรวมตัวของคนจำนวนมากบนธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย ยิ่งทำให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออัตราการสูญเสียน้ำแข็งของเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา

เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน คณะนักวิจัยได้เสนอแนะว่าในระยะยาวควรพิจารณาย้ายค่ายพักหลัก ออกจากพื้นที่ธารน้ำแข็ง ไปยังบริเวณพื้นที่มั่นคงใกล้เคียง ซึ่งนอกจากจะช่วยชะลอการละลายของธารน้ำแข็งเฉพาะจุดลงได้แล้ว ยังช่วยให้ระบบโลจิสติกส์และการปฏิบัติการ เช่น การสนับสนุนเที่ยวบินเฮลิคอปเตอร์ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ การเริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ค่ายพักหลักที่ยอดเขาเอเวอเรสต์ ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ระดับโลกในการคุ้มครองและปกป้องพื้นที่ธรรมชาติอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตอีกด้วย


ที่มา: Independent, TBS News, The New York Times, The Times of India, ZME Science