วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

WEF ชี้ ตั้งเป้ารักษ์ทะเล 30% แต่รอดจริง 3%... อัดเงินหมื่นล้านก็พัง 'ถ้าเทคนหน้างาน'

แม้ทั่วโลกตั้งเป้าหมายอนุรักษ์ทะเล 30% ภายในปี 2573 แต่ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพจริงเพียงประมาณ 3.5% เท่านั้น WEF ชี้ว่าปัญหาหลักคือช่องว่างในการปฏิบัติงานจริง ทำให้พื้นที่คุ้มครองทางทะเลกว่าครึ่งเป็นเพียง "เขตคุ้มครองบนกระดาษ" ที่ไร้ผลในการอนุรักษ์

KEY POINTS

  • แม้ทั่วโลกตั้งเป้าหมายอนุรักษ์ทะเล 30% ภายในปี 2573 แต่ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพจริงเพียงประมาณ 3.5% เท่านั้น
  • WEF ชี้ว่าปัญหาหลักคือช่องว่างในการปฏิบัติงานจริง ทำให้พื้นที่คุ้มครองทางทะเลกว่าครึ่งเป็นเพียง "เขตคุ้มครองบนกระดาษ" ที่ไร้ผลในการอนุรักษ์
  • เงินทุนและเทคโนโลยีจะไม่สามารถปกป้องทะเลได้สำเร็จ หากขาดการลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรและระบบการจัดการในระดับพื้นที่ควบคู่กันไป

โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีในการบรรลุเป้าหมายอนุรักษ์ทะเล 30% ตามกรอบคุนหมิง-มอนทรีออล แต่วิกฤตใหญ่ตอนนี้ไม่ใช่การประกาศเขตคุ้มครองเพิ่มอย่างเดียว ทว่าคือช่องว่างของการปฏิบัติจริงที่กว่าครึ่งยังไร้ประสิทธิภาพ WEF และ STRI จึงจี้ทุกภาคส่วนเร่งพัฒนา 'คนและระบบ' คู่ขนานไปกับเม็ดเงินทุนและเทคโนโลยี

สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ได้เปิดตัววิสัยทัศน์ “Friends of Ocean Action Vision for 2030” เพื่อกำหนดทิศทางในช่วงโค้งสุดท้ายของเป้าหมายอนุรักษ์มหาสมุทรระดับโลก โดยเฉพาะเป้าหมาย 30x30 ตามกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลก Kunming-Montreal ที่ประชาคมโลกตกลงกันไว้ว่าจะต้องอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งให้ได้อย่างน้อย 30% ภายในปี พ.ศ. 2573 

ปัจจุบัน จากข้อมูลของ Marine Protection Atlas เผยว่าพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (MPAs) มีสัดส่วนราว 9.8% ของมหาสมุทรทั่วโลกแล้ว ทว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ มีเพียงประมาณ 3.5% เท่านั้นที่ได้รับการปกป้องในระดับที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าได้ผลจริง ขณะที่อีกกว่าครึ่งยังคงเป็นเพียงเขตคุ้มครองบนกระดาษ หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

เปลี่ยน "กระดาษ" ให้เป็น "การปกป้องที่ยั่งยืน"

รายงานฉบับล่าสุดจากสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิธโซเนียน (STRI) ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายในเฟสต่อไปของ 30x30 คือการทำสองสิ่งพร้อมกัน นั่นคือ ขยายพื้นที่อนุรักษ์ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพ เพราะระบบนิเวศ สังคม และเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

หัวใจสำคัญของการทำงานจึงอยู่ที่ "การพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity Development)" ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าแค่การฝึกอบรม แต่ครอบคลุมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน เช่น เสถียรภาพทางนโยบาย การเข้าถึงแหล่งทุนระยะยาว การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ากับการบริหารจัดการจริง

เมื่อเงินทุนและเทคโนโลยีต้องเดินหน้าพร้อม "คน"

ในมิติของงบประมาณ แม้ว่าการเงินเพื่อมหาสมุทรที่ยั่งยืนจะขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในการประชุม Blue Economy and Finance Forum เมื่อปี พ.ศ. 2568 จะมีการระดมทุนเดิมกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐ และ secured เงินลงทุนใหม่อีก 8.7 พันล้านยูโรจนถึงปี พ.ศ. 2573 แต่ STRI เตือนว่า เม็ดเงินไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป

ทุนส่วนใหญ่มักเน้นสนับสนุนช่วงประกาศเขต แต่ขาดแคลนงบระยะยาวสำหรับการบริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่องค์กรท้องถิ่นซึ่งทำงานหน้างานจริงกลับเข้าถึงแหล่งทุนเหล่านี้ได้ยาก

เช่นเดียวกับเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียม AI หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยตรวจจับการประมวลผลผิดกฎหมายได้ดีขึ้น แต่หากขาดการลงทุนในตัวบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ข้อมูลมหาศาลนั้นก็ไม่สามารถแปลงเป็นการกระทำที่ปกป้องท้องทะเลได้จริง

บทพิสูจน์

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีในการอนุรักษ์พื้นที่มหาสมุทรเพิ่มอีกเกือบ 1 ใน 5 ของโลก วิสัยทัศน์ของ WEF จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดึงผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาสังคมมาร่วมอุดช่องโหว่เหล่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของเป้าหมาย 30x30 จะไม่ได้ถูกตัดสินจากตัวเลขพื้นที่บนแผนที่อีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ผลลัพธ์เชิงนิเวศที่เกิดขึ้นจริง ว่าทะเลไทยและทะเลโลกจะได้รับการปกป้องอย่างยั่งยืนแค่ไหนเมื่อก้าวพ้นปี พ.ศ. 2573 ไปแล้ว

ที่มา : Smithsonian Institution