วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คุยกับ ‘เก๋ ชลลดา’ จาก ‘The Voice เสียงจากเรา’ การเลี้ยงสัตว์คือความรับผิดชอบ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ

คุยกับ ‘เก๋ ชลลดา’ จาก ‘The Voice เสียงจากเรา’ การเลี้ยงสัตว์คือความรับผิดชอบ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ

“มูลนิธิ The Voice เสียงจากเรา” มุ่งช่วยเหลือสัตว์วิกฤติและเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิสัตว์ เน้นคัดกรองบ้านใหม่ด้วยเกณฑ์ IQ/EQ และรณรงค์ทำหมันเพื่อลดปัญหาสัตว์จรในไทยอย่างจริงจัง

มูลนิธิ “The Voice (เสียงจากเรา)” เริ่มต้นขึ้นเมื่อ “เก๋-ชลลดา สิริสันต์” เริ่มทำงานลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในปี 2554 แต่กลับพบสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่ถูกทิ้ง ในครั้งนั้นเธอช่วยมาได้ทั้งสิ้น 13 ตัว และหาบ้านใหม่ให้น้อง ๆ ได้ทั้งหมด ซึ่งได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้สัตว์

“ถ้าเราคนเดียวช่วยได้ 13 ชีวิต หากมากคนมากเสียง เราคงช่วยสัตว์ได้มากกว่านี้” ชลลดากล่าว ดังนั้นชื่อของมูลนิธิ “The Voice” จึงมาจากความตั้งใจที่จะเป็นกระบอกเสียงให้แก่สัตว์ที่พูดไม่ได้

ตลอด 14 ปี มูลนิธิทำงานในทุกมิติ ทั้งการช่วยเหลือสัตว์วิกฤติ การให้ความรู้ประชาชน และเรียกร้องสิทธิและสวัสดิภาพที่พวกเขาควรได้รับ

ชลลดาเน้นย้ำเสมอว่า “ไม่พร้อม ไม่เลี้ยง” เพราะหนึ่งชีวิตคือหนึ่งภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องดูแลยาวนานถึง 12-15 ปี ซึ่งต้องมีการวางแผนชีวิตที่รอบคอบเหมือนการวางแผนครอบครัว ดังนั้นการคัดเลือกผู้รับอุปการะของ The Voice จึงขึ้นชื่อเรื่องความละเอียด โดยมีการทดสอบทั้งด้าน IQ และ EQ ของผู้เลี้ยง

ที่สำคัญ สมาชิกในครอบครัวจะต้องรับรู้และยินยอมให้เลี้ยงสัตว์ด้วย เพราะหากมีความไม่เข้าใจกันสุดท้ายอาจกลายเป็นปัญหาที่ย้อนกลับมาทำร้ายสัตว์ได้ ในส่วนของลักษณะที่อยู่อาศัย มูลนิธิค่อนข้างเคร่งครัดไม่ให้สุนัขแก่คนที่อยู่หอพักและบ้านเช่า เพราะกังวลว่าเจ้าของบ้านจะไม่อนุญาตให้เลี้ยง และสุนัขอาจถูกทิ้งในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีทีมกฎหมายและทนายความคอยดูแลสัญญาอุปการะอย่างรัดกุม เพื่อให้สามารถติดตามผลและนำสัตว์กลับมาได้หากเกิดปัญหาในอนาคต ในช่วง 3 เดือนแรกของการหาบ้าน มูลนิธิจะมีการติดตามผลทุกสัปดาห์และมีการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านจริงทุกเคส

คุยกับ ‘เก๋ ชลลดา’ จาก ‘The Voice เสียงจากเรา’ การเลี้ยงสัตว์คือความรับผิดชอบ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ เก๋ ชลลดา สิริสันต์
ประธานมูลนิธิเดอะวอยซ์(เสียงจากเรา)

“คนที่จะเลี้ยงสัตว์ต้องรู้จักวางแผน เหมือนกับการวางแผนครอบครัว เวลาเขาไม่สบายจะดูแลอย่างไร เพราะสุนัขหนึ่งตัวคือข้อผูกมัดในระยะยาว 12-15 ปี” ชลลดากล่าว

ปี 2568 มีสัตว์ในมูลนิธิได้รับอุปการะถึง 234 ชีวิต ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ The Voice (เสียงจากเรา) ตั้งขึ้นมา ซึ่งเป็นเพราะสังคมไทยเปิดใจให้หมาจรเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งโซเชียลมีเดียยังเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น โดยหลายคนเลือกรับสุนัขที่พิการหรืออาจจะไม่ได้น่ารักมากไปเลี้ยงดู

“บางคนบอกขอเอาตัวที่พิการได้ไหม ‘ทำไมน้องไม่เหมือนเพื่อน งั้นเอาตัวนี้แล้วกัน’ มีคนใจดีมาก ๆ กลายเป็นสุนัขพิการได้บ้านง่ายกว่าสุนัขที่น่ารัก อย่างซูริเป็นสุนัขไทยที่หน้าตาน่ารัก มีแต่คนคอมเมนต์กันว่าน่ารักมาก ๆ แต่เชื่อไหมน้องเป็นตัวสุดท้ายที่ได้รับอุปการะ เพราะทุกคนคิดว่าน้องน่ารัก เดี๋ยวก็ได้บ้าน เลยไม่มีใครเอาน้อง” ชลลดากล่าว

ทั้งนี้ หากอยากเลี้ยง “หมาเด็ก” ทางมูลนิธิจะเตือนผู้รับเลี้ยงไว้ก่อนว่ายังไม่สามารถควบคุมน้องได้ ความน่ารักจะต้องแลกมาด้วยการทำลายข้าวของ ซึ่งเป็นพฤติกรรมปรกติของลูกสุนัข

“หมาเด็กก็คือเด็กอะค่ะคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าเป็นหมาเด็ก คือเด็กที่ไม่มีวันโตเพราะพูดไม่รู้เรื่อง ก็จะพูดไม่เข้าใจ เราต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจและฝึกให้เชื่อง”

คุยกับ ‘เก๋ ชลลดา’ จาก ‘The Voice เสียงจากเรา’ การเลี้ยงสัตว์คือความรับผิดชอบ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ เก๋ ชลลดา สิริสันต์
ประธานมูลนิธิเดอะวอยซ์(เสียงจากเรา)

เมื่อถามถึงเคสที่ประทับใจ ชลลดาเล่าถึงเคสที่เด็กอายุ 14 ปี พยายามช่วยเจ้า “ลัคกี้” หมาที่แม่ซื้อไว้ให้ “เด็กอายุ 14 อินบ็อกซ์มาหาเรา บอกหมาไม่สบาย เขารู้ว่าไม่พร้อมไม่ควรเลี้ยง แต่หมาเป็นของของขวัญชิ้นเดียวเลยที่แม่เขาให้ แล้วน้องเป็นโรคสมองบวมมีค่ารักษาสูงมาก ซึ่งเคสแบบนี้สุนัขมีเจ้าของเราระดมทุนไม่ได้ แต่โชคดีที่เราโพสต์ไปแล้วมีสปอนเซอร์ใจดีมาช่วยค่ารักษาพยาบาล ทางโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อก็ช่วยค่า MRI ให้ทั้งหมดเลย แต่มันไม่ใช่ทุกเคสที่จะโชคดีแบบนี้”

รวมไปถึงเรื่องของ “หิมะ” ผู้รับบทเป็นโกฮังตอนแก่ ที่ “บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ” ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ไปเจอในนอนป่วยอยู่ในตลาดที่เชียงใหม่

“บาสโทรมาบอกว่าไปช่วยหมาตัวนี้มา น้องไม่สบาย เราเลยแนะนำโรงพยาบาลไป ปรากฏว่าน้องเป็นโรคหัด ซึ่งเป็นโรคที่ต้องมีการควบคุมเชื้อ แล้วโรงพยาบาลที่สามารถทำแบบนี้ได้มีน้อยมาก เราเลยช่วยประสานจนมาจบที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อสาขาเชียงใหม่” 

“เรารู้เรื่องของหิมะตั้งแต่วันแรก จนวันนี้กลายเป็นพระเอกร้อยล้าน เป็นแรงบันดาลใจให้เห็นถึงความรักที่คนมีให้สุนัข มันออกมาจากตัวเขาเลย จากหมาแก่ เก่ามากตอนที่เจอ ตอนนี้มีขนขาวจมูกชมพู มันคือบทพิสูจน์ความรักที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม”

คุยกับ ‘เก๋ ชลลดา’ จาก ‘The Voice เสียงจากเรา’ การเลี้ยงสัตว์คือความรับผิดชอบ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ บาส นัฐวุฒิ และ หิมะ
เครดิตภาพ: อินสตาแกรม @bazp

ไม่เพียงแค่จะมีส่วนร่วมในการเจอหิมะเท่านั้น แต่ชลลดายังมีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องโกฮัง..หัวใจโกโฮมอีกด้วย โดยเธอได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับโปรดิวเซอร์หนังเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับหมาจรที่เจอ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของย้ายไปต่างประเทศแต่พาสุนัขไปด้วยไม่ได้เพราะปัญหาด้านค่าใช้จ่าย มิจฉาชีพหากินกับสัตว์ การเลี้ยงหมาจรแต่ไม่ยอมรับเข้าบ้าน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสร้างมาจากเรื่องจริงทั้งหมด 

“เรากล้าพูดเลยว่าหนังเรื่องนี้มาจากเรื่องจริง แต่เราก็อยากขอให้บางอย่างเป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นในหนัง ไม่อยากให้เรื่องร้าย ๆ อย่างเช่นในพาร์ทมิจฉาชีพทำร้ายสัตว์เกิดขึ้นในไทย” 

ชลลดายังกล่าวถึง สิ่งที่คนในสังคมมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุนัขจรจัดว่าเป็นสัตว์ที่อันตรายและไม่สะอาด ทั้งที่จริงแล้วสุนัขจรจัดหลายตัวมีนิสัยที่น่ารักและเรียบร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ “พูดได้เลยว่าสัตว์จรบางตัวนิสัยดี เรียบร้อย น่ารัก อ่อนน้อมมากกว่าสัตว์ที่ฝึกมาจากฟาร์มดี ๆ อีก เหมือนเขาจะมีความเจียมเนื้อเจียมตัว กลัวมนุษย์ไม่รัก”

การเลี้ยงสุนัขด้วยความรักเป็นเรื่องที่ดี แต่ชลลดากล่าวว่าแค่ความรักอย่างเดียวไม่พอ เจ้าของต้องเลี้ยงโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักถึงผลกระทบที่สัตว์เลี้ยงอาจมีต่อคนรอบข้าง

“ต้องรักอย่างถูกวิธี รักอย่างมีความเข้าใจ ไม่เป็นภาระให้คนอื่น ต้องท่องว่า ‘ลูกเราไม่ได้น่ารักกับทุกคน’ เราต้องมีรับผิดชอบกับสังคม” 

สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เนื่องจากสุนัขอาจทำให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้านได้ เช่น สุนัขเห่ารบกวนหรือไปกัดผู้อื่น หากเจ้าของไม่ดูแลรับผิดชอบพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงของตนให้ดี สุดท้าย

ความโกรธเคืองจากการทะเลาะกันของมนุษย์ มักจะไปจบลงด้วยการทำร้ายหรือระบายอารมณ์ใส่ตัวสัตว์ที่ไม่มีทางสู้ ดังนั้น การตระหนักในข้อนี้จะช่วยให้เจ้าของมีความระมัดระวังและเกรงใจคนในชุมชนมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของทั้งคนและสัตว์เลี้ยงอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การหาบ้านให้น้องหมาก็ยังไม่ใช่ยังเท่า การช่วยน้องหมาที่ถูกเจ้าของทารุณกรรม เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังไม่เอื้อให้สัตว์เป็นอิสระจากเจ้าของที่ทำร้าย 

“ที่สะเทือนใจที่สุด คือ เจ้าของทำร้ายสัตว์จนเสียชีวิต มันแสดงให้เห็นว่าใจที่สุดก็คือมนุษย์ โหดเหี้ยมที่สุดก็คือมนุษย์เช่นเดียวกัน บางเคสมันเศร้าจนน้ำตาไหล โกรธว่าทำไมกฎหมายเอาผิดได้แค่นี้”

ทางมูลนิธิจึงพยายามการขับเคลื่อน ให้เกิดการแก้ไขข้อกฎหมายให้เข้มแข็งขึ้นและให้สัตว์เหล่านี้ได้รับความคุ้มครองที่ปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทุารณกรรมกับสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำฟาร์มสุนัขเถื่อน เพาะพันธุ์อย่างไม่รับผิดชอบ ตลอดจนธุรกิจที่ใช้สัตว์ เช่น คาเฟ่สัตว์หรือสวนสัตว์ ที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังต้องให้ความรู้กับประชาชนด้วยว่า “การซื้อก็เท่ากับการสนับสนุนทางอ้อม”

“ธุรกิจของคุณได้เงินจากชีวิตของเขาเหล่านั้น ตอบแทนด้วยการให้คุณภาพชีวิตที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่หลบแดดฝน ให้กินอาหารสะอาดครบทุกมื้อ ใจเขาใจเรา เขาก็มีชีวิตเขาแค่พูดไม่ได้” ชลลดากล่าว

ชลลดายอมรับว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่ในวงการช่วยเหลือสัตว์ เพื่อหาผลประโยชน์จากความเมตตาของคนในสังคม เธอจึงเตือนให้ผู้ที่ต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือต้องมีความรอบคอบและเช็กที่มาที่ไปขององค์กรนั้น ๆ ก่อน 

นอกจากนี้ มูลนิธิยังพยายามลบความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าการทำหมันสัตว์เป็นเรื่องบาปหรือทำให้สัตว์เสียใจ ผ่านแคมเปญ “ทำหมันเถอะเดอะวอยซ์ว่าดี” เพราะความจริงแล้ว การทำหมันจะช่วยควบคุมจำนวนประชากรสัตว์ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพและพฤติกรรมของสัตว์ในระยะยาว อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากการแพร่โรคอีกด้วย

The Voice เสียงจากเรา จึงยังคงมุ่งมั่นจะเป็น “เสียง” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมสัตว์เลี้ยงของไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างมาตรฐานใหม่ให้สังคมไทยมองเห็นคุณค่าของทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม

คุยกับ ‘เก๋ ชลลดา’ จาก ‘The Voice เสียงจากเรา’ การเลี้ยงสัตว์คือความรับผิดชอบ แค่รักอย่างเดียวไม่พอ