“SOS Animal Thailand” เป็นอีกหนึ่งมูลนิธิช่วยหมาจรจัดที่อยู่คู่กับเมืองไทยมานาน โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน เริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือสัตว์ในวิกฤตการณ์สำคัญ ยุคเริ่มต้นนั้นทางกลุ่มมุ่งเน้นไปที่การยับยั้งขบวนการค้าเนื้อสุนัขส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม รวมถึงการผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์
“ฎายิน เพชรรัตน์” ประธาน มูลนิธิ SOS Animal Thailand Foundation เล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ” ฟังว่า มูลนิธิกลายเป็นที่รู้จักในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2554 ซึ่งทางมูลนิธิสามารถช่วยสัตว์ที่ออกจากบ้านไม่ได้หรือถูกเจ้าของทิ้งได้หลายร้อยตัว
“เราเริ่มด้วยภารกิจภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ได้มีมูลนิธิเยอะเหมือนทุกวันนี้ เราเลยเน้นช่วยให้ได้มากที่สุดแบบไม่มีเงื่อนไข แต่พอช่วงหลังเราสโคปงานให้เล็กลง เพื่อที่จะโฟกัสช่วยหาบ้านให้น้อง ๆ ได้ทุกตัว ไม่ได้จบแค่การช่วยเหลือ เช่นสัตว์ที่ถูกทิ้งในกรณีภัยพิบัติ หรือเคสที่ทำงานร่วมกับกทม.” ฎายินกล่าว
หลังจากที่ช่วยสัตว์มาแล้ว มูลนิธิมีหน้าที่ต้องดูแลสวัสดิภาพของน้อง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิช่วยให้สัตว์ได้บ้านใหม่แล้วนับพันตัว ซึ่งกระบวนการคัดเลือกเจ้าของใหม่ของที่นี่ถือว่าเข้มขวดและมีมาตรฐานสูง โดยแบ่งเกณฑ์การคัดเลือกออกเป็น 3 เรื่องหลัก
ในงาน “โกฮัง..พาเพื่อน Welcome Home by Pramy”
เกณฑ์ข้อแรกคือ “ต้องเลี้ยงด้วยความรัก” ซึ่งมูลนิธิจะมีขั้นตอนเช็กลิสต์และบททดสอบเพื่อประเมินจิตใจของผู้ที่อยากรับอุปการะ ข้อต่อมาคือ “ต้องเลี้ยงด้วยความรู้” ซึ่งหมายถึงความเข้าใจในสายพันธุ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และวิธีการดูแลที่ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์
เกณฑ์ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องรับผิดชอบตลอดชีวิต” ซึ่งมูลนิธิจะชวนผู้รับอุปการะคุยถึงแผนการจัดการชีวิตในอนาคต โดยมูลนิธิ จะถามถึงแผนสำรองหากผู้เลี้ยงมีการแต่งงาน ย้ายที่อยู่ หรือประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์จะไม่ถูกทอดทิ้งซ้ำสอง
“เราจะถามเสมอว่าถ้าวันหนึ่งคุณเลี้ยงเขาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ เสียชีวิต หรือปัญหาทางเศรษฐกิจ คุณวางแผนไว้อย่างไร” ฎายินกล่าวว่านี่คือจุดที่ SOS ใช้ในการคัดเลือกเจ้าของใหม่
นอกจากนี้ เจ้าของใหม่จะต้องอัปเดตข้อมูลของสัตว์เลี้ยงให้แแก่มูลนิธิเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย อีกทั้งในสัญญาอุปการะยังระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า หากไม่สามารถเลี้ยงต่อได้จริง ๆ ต้องส่งคืนกลับมาที่มูลนิธิเท่านั้น ห้ามนำไปทิ้งหรือส่งต่อเอง และระหว่างการเลี้ยงดู
ในตอนนี้ SOS มีสัตว์ในความดูแลทั้งหมดราว 200-300 ชีวิตที่หมุนเวียนรอการหาบ้าน ซึ่งที่นี่ไม่ได้มีแค่สุนัขหรือแมว แต่ยังมีหมูและกระต่ายที่ถูกเจ้าของทิ้งด้วย ปัจจุบันผู้คนเปิดใจรับสัตว์จรไปเลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์สายพันธุ์ดีที่ถูกนำมาทิ้งจนกลายเป็นสัตว์จรจัด พร้อมแนะนำผู้ที่สนใจจะรับเลี้ยงสัตว์จรจัด ให้เปิดใจรับฟังคำแนะนำและข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อให้ได้สัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด แม้บางคนจะมองว่าขั้นตอนของมูลนิธิยุ่งยากแต่ความจริงแล้วคือการให้ความรู้เพื่อให้การอุปการะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
ตลอดการทำงานที่ผ่านมา มีหลายเคสที่ฎายินจำได้ไม่ลืมถึงน้ำใจและ ความเสียสละของคนในสังคมที่พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยตามกำลังของตนเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้มากมาย แต่ก็มาจากความตั้งใจของทุกคน
“พี่ไรเดอร์เอาเศษเหรียญที่หยอดกระปุก ซึ่งเป็นทิปที่เขาได้มาบริจาคให้เราที่โรงพยาบาล เขาบอกเห็นข่าวแล้วก็อยากมาช่วย ทั้งที่มันเป็นเงินสะสมเพื่อซื้อความสุขของเขา แต่เขาก็ยังเอามาให้เราได้ช่วยสัตว์ต่อ”
นอกจากนี้ ยังมีอีกเคสที่เกิดขึ้นกะทันหัน เมื่อต้องไปช่วยสุนัขบนทางด่วนโดยที่ทีมงานไม่มีอุปกรณ์ติดตัวไปเลย แต่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยอมสละของส่วนตัวเพื่อช่วยสัตว์
“พี่พนักงานเทศกิจของ กทม. เขาก็ไม่มีอะไรเลยนะ เขาตัดกระเป๋าผ้าเพื่อจะผูกเป็นเชือกให้เราจับน้องหมา ถ้าเกิดพี่เขาไม่ยอมลงทุนฉีกกระเป๋า เราก็ไม่มีเชือกที่จะคล้องให้น้องปลอดภัย” ฎายินเล่าด้วยความตื้นตัน
SOS Animal Thailand ดำเนินงานมาถึง 15 ปีแล้ว แต่ปัญหาสุนัขจรจัดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่รับผิดชอบของเจ้าของเดิม ฎายินยกตัวอย่างสุนัขในบ่อขยะหรือแคมป์คนงานที่มักถูกทิ้งไว้ เนื่องจากเจ้าของเดิมย้ายออกและไม่พาไปด้วย ปล่อยให้อยู่กันเองและขยายพันธุ์ไม่สิ้นสุด
“ปัญหาของน้องหมาจรจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา แต่เกิดจากเจ้าของที่ไม่รับผิดชอบทิ้งพวกเขา แม้หลายหน่วยงานจะช่วยกันทำหมันสัตว์ปีละเป็นแสนตัว แต่ปริมาณสัตว์จรก็ไม่ลดลงเพราะยังมีคนนำสัตว์มาปล่อยทิ้งอย่างต่อเนื่อง” ฎายินย้ำถึงต้นตอของปัญหา
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา ฎายินระบุว่า “จำเป็นต้องให้ผู้เลี้ยงมีความรับผิดชอบ ซึ่งต้องมาจากการมีจิตสำนึกที่ดี และการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง” โดยการจำสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยการให้ความรู้และรณรงค์ให้เห็นถึงปัญหา ซึ่งจะใช้เวลานาน
ในส่วนของกฎหมาย ก็มีความคืบหน้าไปมาก โดยกทม. เตรียมบังคับใช้ “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567” ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและความรับผิดชอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ฎายินยังเสนอให้หน้าที่รัฐทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” หาข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ดูแลที่ให้อาหารสัตว์จรจัดกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้คนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
“ภาครัฐต้องเป็นคนกลางเชื่อมโยงให้คนให้คนให้อาหารและคนในพื้นที่ตกลงร่วมกันได้" เพื่อให้สัตว์อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน หากแก้ปัญหาในพื้นที่ไม่ได้ การส่งเข้าสถานสงเคราะห์ของรัฐเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่ทางออกที่เพียงพอต่อจำนวนสัตว์ที่มีอยู่”
ขณะเดียวกัน คนมักเข้าใจว่าหมาจรจัดมีนิสัยดุร้าย กัดทำร้ายคน และสร้างความเดือดร้อนรำคาญ แต่ฎายินยืนยันว่าพฤติกรรมเหล่านั้นไม่ใช่นิสัยของหมาจร “พฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากการที่พวกเขาเคยถูกคนทำร้ายมาก่อน จนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและมีภาพจำที่เป็นลบต่อมนุษย์”
นอกจากนี้ พฤติกรรมก้าวร้าวยังอาจเกิดมาจากความอดอยากที่ทำให้สุนัขต้องแย่งอาหารกัน รวมถึงสุนัขไม่สามารถแยกแยะเขตพื้นที่ชุมชนหรือเขตห้ามเข้าได้เหมือนมนุษย์ ดังนั้น หากสังคมมีความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมของสุนัขจรจัดอย่างถูกต้องก็จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทำได้ดีขึ้น
SOS Animal Thailand ยังคงทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายและเป็นสะพานเชื่อมโยงชีวิตที่ถูกทิ้งไปสู่บ้านหลังสุดท้ายที่อบอุ่น ทุกการอุปการะคือการช่วยลดภาระสังคมและเป็นการให้โอกาสครั้งที่สองที่มีค่าที่สุดสำหรับสัตว์เหล่านั้น

