“หมาจรจัด” ยังคงเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากในประเทศไทย แม้ว่าจะพยายามให้ความช่วยเหลือมากเพียงใด แต่ก็ยังมีหมาแมวถูกทิ้งเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ “กรุงเทพฯ” ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะแก้ปัญหานี้ เปิดโครงการ “BKK Adopter” ช่วยหาบ้านให้แก่สัตว์จรจัด
“BKK Adopter” กิจกรรมส่งเสริมการรับอุปการะสัตว์จรจัดของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สัตว์จรจัดที่เข้ามาอยู่ในศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร เขตประเวศ ได้มีบ้านใหม่ที่อบอุ่นและได้รับความรัก ภายใต้การดำเนินการโดย กลุ่มควบคุมและพักพิงสุนัข สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
น.สพ.ศิษฏพล เอี่ยมวิสูตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กล่าวกว่า ศูนย์ควบคุมสุนัขของกรุงเทพมหานคร มีด้วยกันสองแห่ง คือ ศูนย์ควบคุมและพักพิงสุนัขประเวศ และศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดกรุงเทพมหานคร (อุทัยธานี)
สำหรับศูนย์ประเวศ เป็นด่านแรกที่รับสุนัขและแมวที่มีปัญหาจากพื้นที่สาธารณะ เช่น เคสที่ดุร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชน จากนั้นจะนำสัตว์มาคัดกรอง ปรับพฤติกรรม ทำหมัน และฉีดวัคซีน เพื่อเตรียมหาบ้านใหม่
“ภารกิจที่ศูนย์ประเวศคือการปั้นดินให้เป็นดาว เพื่อให้น้องหมาจรได้มีโอกาสใหม่ มีชีวิตใหม่ ได้รับความช่วยเหลือด้วยความรักจากผู้มีอุปการะ” น.สพ.ศิษฏพลกล่าว
ส่วนสัตว์ที่ไม่สามารถหาบ้านได้ หลังจากผ่านกระบวนการแล้วจะถูกส่งไปดูแลที่ศูนย์พักพิงจังหวัดอุทัยธานี และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอดอายุขัย โดยศูนย์อุทัยธานีมีพื้นที่กว้างขวางกว่า 200 ไร่ เพื่อให้สัตว์มีพื้นที่ในการวิ่งเล่นใช้ชีวิตอย่างอิสระ
ปัจจุบันศูนย์อุทัยธานี มีสัตว์ประมาณ 2,000 กว่าตัว ขณะที่ศูนย์ประเวศจะมีสัตว์หมุนเวียนอยู่ประมาณ 200-300 ตัว เพื่อรอการหาบ้าน
น.สพ.ศิษฏพล เอี่ยมวิสูตร์
ผู้อำนวยการสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย
สพ.ญ.พชรอร สมบูรณ์วิจิตร หัวหน้ากลุ่มควบคุมและพักพิงสุนัข สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข เล่าให้ฟังถึงขั้นตอนการดูแลสัตว์จรจัดหลังจากที่รับเข้ามาดูแลในศูนย์ประเวศว่า กทม. ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนในการกักโรคและสังเกตพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์พร้อมเข้าสู่บ้านคนจริง ๆ กรณีสัตว์ที่มีประวัติก้าวร้าว ทีมสัตวแพทย์จะพยายามปรับพฤติกรรมจนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยต่อผู้เลี้ยงคนใหม่
ขณะเดียวกัน ผู้ที่สนใจรับอุปการะต้องผ่านการคัดกรองเช่นกัน โดยเน้นที่ความพร้อมของสถานที่ซึ่งต้องมีรั้วรอบขอบชิดเพื่อความปลอดภัยของสัตว์ นอกจากนี้ยังต้องมีงบประมาณที่เพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพสัตว์ตลอดช่วงชีวิต และมีความเมตตาเป็นพื้นฐานสำคัญ
นอกจากนี้ กทม. ยังคงเดินหน้าทำหมันและฉีดวัคซีนสัตว์จรจัดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความร่วมมือกับคนในชุมชนหรือผู้ที่ให้อาหารสัตว์ให้นำสัตว์ใส่กรงมาทำหมัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณสัตว์จรจัดไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้นในพื้นที่นั้น ๆ อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากทม. จะจับสัตว์จรจัดออกจากชุมชนทั้งหมด สัตว์ตัวใดที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ กทม. จะฉีดวัคซีนและทำหมันให้แล้วส่งกลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม เพื่อให้สัตว์เหล่านั้นช่วยรักษาพื้นที่เดิม ป้องกันไม่ให้สัตว์จรจัดหน้าใหม่ที่ยังไม่ได้ทำหมันซึมเข้ามายึดพื้นที่แทนที่ ซึ่งเป็นไปตามลักษณะทางธรรมชาติของอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข ในงาน “โกฮัง..พาเพื่อน Welcome Home by Pramy”
“ตัวไหนที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ มีคนรักเอ็นดูให้อาหาร เราจะทำหมันและฉีดวัคซีนให้ เขาจะได้ไม่เพิ่มจำนวนและมีภูมิคุ้มกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะถ้าไม่มีสัตว์รักษาถิ่นที่อยู่เลย สัตว์จรจัดจากที่อื่นก็จะเข้ามาอยู่อาศัยแทน และสร้างปัญหาต่อไป” สพ.ญ.พชรอรกล่าว
แม้กทม. จะเดินหน้าแก้ปัญหาสุนัขจรจัดอย่างต่อเนื่อง แต่สพ.ญ.พชรอร ยอมรับว่ายังคงมีสัตว์เลี้ยงถูกทิ้งอยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากเจ้าของขาดความรับผิดชอบในการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการที่เจ้าของมักรับลูกสุนัขไปเลี้ยงเพียงเพราะความน่ารักในตอนเด็ก แต่เมื่อสุนัขโตขึ้นจนรูปร่างเปลี่ยนไป มีพฤติกรรมทำลายข้าวของ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาเมื่อเจ็บป่วย
“ตอนวันวาเลนไทน์ มีคนขี่มอเตอร์ไซค์มา แล้วก็เอาน้องหมามาบอกว่า ‘เนี่ย หมาหลงมาจากไหนก็ไม่รู้’ แต่ดูก็รู้ว่าเป็นหมาเขาเองไม่เจอ พอเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าไม่รับสัตว์ที่มีเจ้าของ เขาก็บิดมอเตอร์ไซค์หนีไปเลย แล้วน้องหมาวิ่งตาม เราต้องบอกให้เจ้าหน้าที่ไปจับมา เดี๋ยววิ่งออกถนนใหญ่แล้วโดนชน เราเลยรับน้องไว้ สุดท้ายน้องก็ได้บ้านใหม่ เลยตั้งชื่อว่าวาเลนไทน์”
ขณะเดียวกัน ปัญหาแมวจรจัดในกรุงเทพฯ เป็นปัญหารุนแรงที่ไม่ใครคาดคิด เนื่องจากแมวสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วถึงปีละ 4-5 คอก และมีลูกได้เร็วบางตัวยังไม่หย่านมก็ตั้งท้องได้แล้ว จึงทำให้แมวในเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนควบคุมได้ยาก
นอกจากนี้ สพ.ญ.พชรอรยังกล่าวว่า การระบุตัวตนว่าเป็นแมวเลี้ยงหรือแมวจรเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะหลายบ้านเลี้ยงแมวแบบเปิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบากขึ้นและมักเกิดการร้องเรียนตามมา หากจับแมวที่มีเจ้าของไป นอกจากนี้การเลี้ยงแมวแบบเปิดยังทำให้แมวติดโรคจากแมวตัวอื่น หรือเสี่ยงโดนทำร้ายจากผู้อื่น และอาจนำโรคมาสู้คนได้ด้วย
ปัญหาเหล่านี้ จะวนเวียนเป็นวงจรไม่รู้จบหากไม่มีการทำหมันเพื่อควบคุมจำนวนอย่างจริงจัง ทางกทม. จึงพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการส่งเสริมให้แต่ละเขตลงพื้นที่เพื่อทำหมันแมว และรณรงค์ให้มีการเลี้ยงแมวในระบบปืด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสจากภายนอกและลดโอกาสที่แมวจะไปก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ เพราะการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้หากยังปล่อยสัตว์ออกไปเผชิญความเสี่ยงนอกบ้าน
“การแก้ปัญหาที่ต้นทางคือการทำหมันและรับผิดชอบการเลี้ยง ไม่ให้สัตว์หลุดออกมาเป็นปัญหา มันเหมือนกับเราเปิดก๊อกลงในอ่าง อ่างนี่คือเชลเตอร์ ก๊อกนี่น้ำที่ไหลมาคือสัตว์ที่ถูกทิ้ง ต่อให้เรามีโอ่งใบใหญ่แค่ไหน ถ้าน้ำมันไหลมาตลอด ยังไงโอ่งก็เต็ม” สพ.ญ.พชรอรกล่าว
นอกจากนี้ สพ.ญ.พชรอรกล่าวเสริมว่า คนมักมีความเชื่อว่าการคุมกำเนิดสัตว์เป็นการทำบาป ทั้งที่ความจริงแล้วการทำหมันมีผลดีต่อทั้งสุขภาพและพฤติกรรมของสัตว์ในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด
เพื่อแก้ปัญหาการทิ้งสัตว์เลี้ยงและสุขอนามัยในเมือง กทม. เตรียมบังคับใช้ “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567” ในวันที่ 10 มกราคม 2570 โดยสพ.ญ.พชรอร กล่าวว่า ใครเลี้ยงสัตว์เกินจำนวนที่กำหนด ไม่ต้องกังวลใจสามารถแจ้งจดทะเบียนและเลี้ยงต่อได้ตามปรกติ ในตอนนี้ กทม. เปิดให้จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์แล้ว หรือไปจดได้ที่คลินิกสัตวแพทย์ กทม. และสำนักงานเขตใกล้บ้าน
“สมมุติว่า บ้านเราเลี้ยงได้ไม่เกิน 6 ตัว แต่มีอยู่ 10 ตัว คุณก็ยังเลี้ยง 10 ตัวนี้ต่อไปได้ จนกระทั่งหมดอายุขัยตามธรรมชาติ ไม่ต้องกังวล แต่หลังจากนั้นไม่สามารถรับเพิ่มใหม่ เกินตามที่กฎหมายกำหนด” สพ.ญ.พชรอรอธิบาย
เมื่อถามถึง สิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับหมาจร สพ.ญ.พชรอรกล่าวว่า คนมักเข้าใจว่าหมาจรดุร้ายโดยนิสัย แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมก้าวร้าวของสุนัขมักเกิดจากประสบการณ์เชิงลบในอดีต เช่น การถูกคนปาประทัดใส่หรือถูกทำร้ายจนเกิดความระแวง หากชุมชนมีความเข้าใจและเมตตาต่อสัตว์ในพื้นที่ ปัญหาความขัดแย้งและการกัดทำร้ายก็จะลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
“การกัดทำร้ายคน มาจากประสบการณ์ที่เขาเจอ ถ้าเขาเจอภัยคุกคามเขาจะพยายามหนี แต่ถ้าเขาหนีไม่ได้ก็จะสู้เพื่อป้องกันตัว ตามกลไกการตอบสนองแบบสู้หรือหนี (Fight or Flight) เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องทำตามสัญชาตญาณ เวลาที่สุนัขถูกคนหรือกลุ่มวัยรุ่นแกล้ง เช่น ปาประทัด ปากระเทียมใส่ มันก็สร้างพฤติกรรมเชิงลบให้กับเขา” พร้อมยืนยันว่าสามารถฝึกสุนัขจรจัดให้เชื่องและลดความก้าวร้าวลงได้
สพ.ญ.พชรอรกล่าวว่า ปัจจุบันคนเริ่มหันมาอุปการะหมาจรที่โตมากขึ้น เพราะมีนิสัยและพฤติกรรมคงที่แล้ว ช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถเลือกสุนัขที่เหมาะสมกับตนเองได้ง่ายขึ้น ไม่เหมือนกับหมาเด็กที่ถึงจะน่าเอ็นดู แต่ก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อโตขึ้นสุนัขจะมีนิสัยหรือหน้าตาเป็นอย่างไร รวมถึงไม่รู้ว่าจะดื้อหรือเชื่อฟังมากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ สพ.ญ.พชรอร ยังเล่าให้ฟังเรื่องราวน่าประทับใจเกี่ยวกับผู้รับอุปการะที่ตั้งใจเลือกสุนัขแก่ไปดูแล เพราะตนเองก็มีอายุมากแล้วเช่นกัน ซึ่งเหตุผลนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบและความรักที่ลึกซึ้ง “เขารู้ว่าเขาก็อายุเยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดเขารับลูกหมาเด็ก ๆ ไป เขาไม่รู้ว่าเขาจะไปก่อนหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นหมาแก่ เขาดูแลได้เต็มที่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด น้องหมาจะไปก่อน จะไม่ต้องเป็นห่วง”
ดังนั้น การรับหมาแก่มาเลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงการให้โอกาสสัตว์ที่ถูกลืมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ลงตัวและมีความหมายระหว่างผู้เลี้ยงและสุนัขในช่วงวัยที่เหมาะสมต่อกันอีกด้วย
การทำงานของสำนักสัตวแพทย์ กทม. ถือเป็นงานสร้างคุณภาพชีวิตและจริยธรรมในสังคมสัตว์เลี้ยง ทุกความเมตตาที่ส่งต่อผ่านการอุปการะคือส่วนหนึ่งของการสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งความรับผิดชอบ
ศูนย์ประเวศยังคงเปิดรับผู้ที่อยากอุปการะสัตว์อยู่เสมอ โดยมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำปรึกษาและคัดกรองเพื่อนสี่ขาที่เหมาะกับบ้านของท่าน ทุกชีวิตที่เดินออกจากศูนย์สู่บ้านใหม่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมงานสัตวแพทย์ทุกคน

