ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงทางอาหาร การดำรงชีวิต และความยั่งยืนของระบบนิเวศทั่วโลก แรงกดดันเหล่านี้เด่นชัดเป็นพิเศษ ในเอเชียและแปซิฟิก
เนื่องจากความต้องการใช้น้ำทั้งจากภาคเกษตรกรรม เมือง และอุตสาหกรรมต่างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน ภัยแล้ง และน้ำท่วมมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น
จากฐานข้อมูล AQUASTAT ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปีพ.ศ. 2566 ภาคเกษตรกรรม ยังคงเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของการใช้น้ำทั้งหมดในหลายประเทศ เช่นอัฟกานิสถานและเนปาลซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 98%เวียดนาม 95 %ภูฏานที่ 94 % ติมอร์-เลสเตที่ 91% และไทยที่ 90% ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของเมือง และการพัฒนาเศรษฐกิจยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในประเทศเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การกำกับดูแลสิทธิการถือครองน้ำด้วยความเป็นธรรมและยั่งยืนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการรักษาความมั่นคงทางอาหาร ความเข้าใจร่วมกันที่ชัดเจน ครอบคลุม และอยู่บนฐานข้อมูลที่ระบุว่าผู้ใดสามารถเข้าถึงน้ำได้ ภายใต้เงื่อนไข และเพื่อวัตถุประสงค์ใดจึงมีผลต่อการตัดสินใจจัดสรรน้ำบนพื้นฐานความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความขาดแคลนน้ำ
นอกจากนี้การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลสิทธิการถือครองน้ำสามารถช่วยลดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำที่มีความต้องการพร้อมกัน เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ และมีส่วนช่วยในการสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเกษตรอาหารที่ยั่งยืน
FAO ร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของประเทศไทย (ONWR) และความร่วมมือด้านน้ำระดับโลกแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (GWP SEA) ได้จัดการประชุมเสวนาว่าด้วยสิทธิการถือครองน้ำสำหรับเอเชียและแปซิฟิกขึ้นในวันที่ 6-7 พ.ค. 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยการสนับสนุนจาก รัฐบาลเยอรมนี และเป็นการต่อยอดข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมระดับชาติในประเทศไทยว่าด้วยสิทธิการถือครองน้ำที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569
โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งโดยตรงและทางออนไลน์กว่า 150 คนจากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรผู้ใช้น้ำ ภาคประชาสังคม สถาบันวิจัยและวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และพันธมิตรเพื่อการพัฒนา
ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการกำกับดูแลสิทธิการถือครองน้ำที่ส่งผลต่อการเข้าถึงน้ำเพื่อการเกษตร การประมง และการใช้งานอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่น้ำขาดแคลน
การอภิปรายเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดพื้นฐานการตัดสินใจจัดสรรน้ำโดยอาศัยข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการเข้าถึงและการใช้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงภัยแล้งและช่วงเวลาที่เกิดแรงกดดันด้านการใช้น้ำ และได้สำรวจว่าการกำกับดูแลสิทธิการถือครองน้ำที่ดีขึ้นสามารถสนับสนุนจุดประสงค์ที่กว้างไกลขึ้นได้อย่างไร รวมถึงผลต่อความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสมอภาคทางเพศ และการมีส่วนร่วมของเยาวชน
ผู้เข้าร่วมงานเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประสานงานอย่างแท้จริงระหว่างทุกภาคส่วนและระดับการกำกับดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน และเพื่อสนับสนุนระบบอาหารและการเกษตรที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น
เอริคสัน แซมมี ผู้อำนวยการกรมทรัพยากรน้ำแห่งวานูอาตู กล่าวในการเปิดงานว่า “สิทธิการถือครองน้ำจะช่วยให้การจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างเท่าเทียมมากขึ้น ลดความขัดแย้ง และทำให้กลุ่มเปราะบางไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
มุมมองนี้ได้รับเสียงสะท้อนในเวทีเสวนาเกี่ยวกับนโยบายสิทธิการถือครองน้ำ อาหมัด ราเฟย์ อลาม ทนายความด้านสิ่งแวดล้อมจากปากีสถาน กล่าวว่า “ในช่วงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แนวทางสิทธิการถือครองน้ำช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าพื้นที่ปลายน้ำมีสิทธิบางประการที่มากกว่าพื้นที่ต้นน้ำ นำมาซึ่งความแน่นอนและลดความขัดแย้งในปากีสถาน”
การเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของเวทีระดับโลกเกี่ยวกับ สิทธิการถือครองน้ำ ที่ FAO จะจัดขึ้น และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักการกำกับดูแลสิทธิการถือครองน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นกรอบการทำงานระดับโลกที่มุ่งสนับสนุนประเทศต่างๆ ให้เสริมสร้างนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในน้ำ ข้อมูลเชิงลึกจากเอเชียและแปซิฟิกจะถูกบูรณาการเข้ากับข้อเสนอแนะจากเวทีภูมิภาคอื่นๆ เพื่อช่วยให้หลักการต่างๆ สะท้อนถึงบริบทและความเป็นจริงที่หลากหลาย
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: fao.org/in-action/scalewat/events/event-detail/the-national-dialogue-on-water-tenure-in-thailand/en

