เช็คสถานการณ์สังคมไทย ต่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ…เราอยู่ตรงไหนในโลกเสรี
ในโลกยุคเสรีนิยม สิ่งที่ประชาชนตื่นตัวให้ความสำคัญมากขึ้นคือสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในเรื่องเพศสภาพ ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มหลากหลายทางเพศก็ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมให้เห็นเป็นระยะและเด่นชัดมากขึ้น
“หญิงและชายต้องมีความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย” มีการบัญญัติครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2516 และประเทศไทยก็ค่อยๆ ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมระหว่างเพศมากขึ้น โดยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน”
จนกระทั่งมีการประกาศใช้ “พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558” ขึ้นมาเพื่อให้คล้องกับโอกาสวันสตรีสากล เป็นการย้ำชัดถึงการมีนโยบายในเรื่องนี้ โดยป้องกันไม่ให้เกิด “การปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ สามารถร้องต่อกรมกิจการสตรีและครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.) หรือในต่างจังหวัดสามารถยื่นต่อศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว หรือสำนักงาน พม.ประจำจังหวัดนั้นๆ ผ่านทางอีเมลล์ [email protected] โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญคือผู้ร้องต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถร้องในคดีที่ฟ้องร้องอยู่ในศาลหรือมีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้ว หรือเป็นคำร้องที่ยื่นเกิน 1 ปีนับจากวันที่ทราบเหตุแห่งการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งผู้ที่จะพิจารณาคำร้องคือ “คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” ( วลพ.) และเป็นผู้หาทางไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาให้
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมกิจการสตรีได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “2 ปี วลพ.: สังคมเท่าเทียมแค่ไหน” ซึ่งได้เปิดเผยสถิติการร้องเรียนตั้งแต่ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศบังคับใช้ คือ 180 วันหลังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ในปี พ.ศ.2558 ยาวนานมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปี พ.ศ.2562 โดยพบว่าจำนวนคำร้องทั้งหมดในช่วงที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 – 2562 เบ็ดเสร็จมีทั้งสิ้นเพียง 37 กรณีในจำนวนนี้ไม่มีคำร้องจากผู้ชาย, มีคำร้องจากผู้หญิง 3 กรณี, จากกลุ่มแสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด 26 กรณี, จากกลุ่มไม่ระบุเพศ 1 กรณี, ผู้อื่นร้องแทน 7 กรณี ทั้งนี้มีคำวินิจฉัยแล้ว 8 กรณี อยู่ระหว่างการพิจารณา 20 กรณีและไม่รับพิจารณา 9 กรณี
คำร้องที่พบได้มากที่สุดคือ“ห้ามแสดงตัวข้ามเพศ”คือคำร้องเกี่ยวสถาบันการศึกษาห้ามแต่งกายและไว้ผมทรงตรงกับเพศสภาพในการเข้าเรียน การสอบวัดผล การฝึกปฏิบัติงาน การใช้รูปถ่ายชุดครุยวิทยาฐานะในเอกสารรับรองการศึกษา และการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มีทั้งสิ้น 10 กรณีและยังมีคำร้องอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกัน คือ “ห้ามการแสดงออกตามเพศสภาพที่เป็น ต้องแสดงออกตามเพศกำเนิด” เช่น สถาบันการศึกษาห้ามบุคลากรแต่งกายตามเพศสภาพ หน่วยงานของรัฐไม่ออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้รูปถ่ายตามเพศสภาพ รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม กีดกันไม่ให้ใช้บริการ หน่วยงานภาครัฐหรือสถานประกอบการไม่รับสมัครเข้าทำงาน
อุปสรรคสิทธิทางเพศ
ในการเสวนา ตัวแทนจาก วลพ.ได้พูดถึงการทำงานช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมา ว่า “ปัญหาบางเรื่องก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติของสถานที่ หรือบางเรื่องก็คือการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจเอง เช่น ครูที่ใช้อำนาจในการคุกคามกลุ่มข้ามเพศ มันก็คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องแก้ไขโดยการทำความเข้าใจกับสังคมเรื่องการยอมรับความเท่าเทียม”
คำว่า ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ก็คือปัญหาที่เกิดจากการยอมรับชุดกฎเกณฑ์หรือความเชื่อเก่าๆ ว่าเป็นความจริง เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคม ซึ่งจริงๆ มันเป็นเรื่องที่ใช้กระบวนการรื้อถอนและให้คุณค่าใหม่ในขณะที่บางตำรายังมองความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องความเจ็บป่วยทางจิต
ศ.มาลี พฤกษพงศาวลี ประธานกรรมการ วลพ. กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้คนตื่นตัวรับรู้เรื่องสิทธิความเท่าเทียมคือการสร้างความรับรู้ว่ามันมีกฎหมายนี้อยู่และคุณนำมาใช้ได้ เช่น มีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องชั่วคราวตามมาตรา 14 ที่ให้ วลพ.คุ้มครองด่วนได้ อย่างเคยมีกรณีหนึ่งที่มีนักศึกษาทรานส์แต่งเป็นผู้หญิงร้องเรียนว่าครูจะไม่ให้เข้าห้องสอบ คณะกรรมการก็ต้องเข้าไปดูแลคุ้มครองชั่วคราวด่วน
“อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มีข้อจำกัดคือการที่เมื่อพิจารณาแต่ละกรณีเสร็จแล้ว เราไม่สามารถเปิดเผยตัวผู้ถูกร้องว่าปฏิบัติโดยไม่เท่าเทียมได้ และเรื่องสำคัญที่คนยังไม่ค่อยรู้คือในกฎหมายมันมีกองทุนเพื่อส่งเสริมความเสมอภาค ซึ่งสามารถร้องขอค่าชดเชยเยียวยากรณีถูกเลือกปฏิบัติได้ หรือกระทั่งกองทุนนี้ก็ส่งเสริมการทำกิจกรรมเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ แล้วนำมาเผยแพร่ให้คนมีความรู้เพิ่มขึ้นได้”
เรื่องสำคัญที่สุดที่แต่ละฝ่ายเห็นคือการสร้างความรู้จักและความตื่นตัวต่อ พ.ร.บ.ว่าคนไทยใช้สิทธิ์ตามกฎหมายนี้ได้ การให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการใช้กฎหมาย การเพิ่มมาตรการการเยียวยาผู้ร้อง และที่สำคัญคือการติดตามเรื่องต่อว่ายังเกิดพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติซ้ำอีกหรือไม่
แม้กฎหมายนี้คือความก้าวหน้าทางสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อความเท่าเทียมจะกลายเป็นเรื่องในสำนึกโดยไม่ต้องบังคับอีกต่อไป









