สธ. เตรียมพร้อมระบบรองรับวัคซีนโควิด-19 แบ่งกลุ่มเป้าหมาย 3 ระยะ โดย 4 กลุ่มแรกที่ต้องฉีด คือ บุคลากรด่านหน้า ผู้มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องการควบคุมโรค แจงให้ฉีดด้วยความสมัครใจ พร้อมเตรียมแอพฯ ระบบข้อมูลรับรองเมื่อครบ 2 เข็ม
วานนี้(4 กพ) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดบรรยายพิเศษผ่านออนไลน์ให้แก่แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เรื่อง “วัคซีนโควิด-19 พร้อมแล้ว... ท่านพร้อมหรือยัง..” เพื่อสื่อสารให้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมแผนงานเรื่องวัคซีนอย่างไร และเมื่อการให้วัคซีนมีประโยชน์อย่างไร ซึ่งทั้งหมดต้องตัดสินใจเอง โดยนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการพิจารณา เพราะวัคซีนโควิดครั้งนี้จะเป็นการฉีดด้วยความสมัครใจ
โดยมีวิทยากรเชี่ยวชาญ คือ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย พญ.สุชาดา เจียมศิริ ผู้อำนวยการกองโรคป้องกันด้วยวัคซีน ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิกศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการเตรียมการจัดหาวัคซีนประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 โดยวางเป้าหมายไว้ 63 ล้านโดส ได้แก่ ก.พ. 64 จำนวน 2 แสนโดส จาก ซิโนแวค ประเทศจีน ฉีดให้กับโรงพยาบาล ภาคสนาม พื้นที่ควบคุมสูงสุด 2 หมื่นคน และ กลุ่มเสี่ยงมีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มจำเป็นอื่นๆ 1.8 แสนคน
มี.ค. 64 จำนวน 8 แสนโดส แบ่งเป็น 2 แสนโดส ฉีดเข็มที่สองให้กลุ่มที่ฉีดเดือน ก.พ. ไปแล้ว และ 6 แสนโดส ฉีดในกลุ่มจังหวัดที่ควบคุมสูงสุด บุคลากรทางการแพทย์ อสม. กลุ่มติดเชื้อภาวะแทรกซ้อนสูง กลุ่มจำเป็นอื่นๆ 5.4 แสนคน เม.ย. 64 ได้เพิ่ม 1 ล้านโดส แบ่งเป็น 6 แสนโดส ฉีดเข็มที่สองให้กับกลุ่มที่ได้รับวัคซีนในเดือน มี.ค. และ 4 แสนโดน ฉีดให้กับบุคลากรอื่นๆ เพิ่มเติม กลางปี 64 จองซื้อวัคซีน 26 ล้านโดส จากแอสตร้าเซนเนก้า และ ภายในปี 64 นายกฯ อนุมัติเพิ่มเติมจัดหาซื้อวัคซีนอีก 35 ล้านโดส
“วัคซีนโควิดครั้งนี้จะเป็นการฉีดด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้แม้วัคซีนยังมาไม่ถึง เพราะอยู่ระหว่างการเจรจา เนื่องจากเกิดเหตุที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นสัญญาต่อกันระหว่างอียูและยูเค แต่กำลังจัดหาช่องทางอื่นๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างการจัดหา จำเป็นต้องเตรียมระบบ เตรียมแผนรองรับการจัดสรรวัคซีน โดยเฉพาะทางสมุทรสาคร รวมไปถึงอ.แม่สอด ทั้งหมดเราต้องเตรียมแผนรองรับ”
พญ.สุชาดา กล่าวถึงแผนการจัดการวัคซีนโควิด19 ว่า แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 เมื่อมีวัคซีนจำกัด โดยต้องการลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต และรักษาระบบุสุขภาพของประเทศ จนนำมาสู่ 4 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน 2. คนที่มีโรคประจำตัว คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด โรคเบาหวาน และโรคอ้วนที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม 3.ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และ 4.เจ้าหน้าที่เกี่ยวขอ้งกับการควบคุมโรคโควิดที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย
กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 2 เมื่อมีวัคซีนมากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อรักษาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่นอกเหนือจากด่านหน้า เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโควิด-19 ผู้ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก เช่น เจ้าหน้าที่บริการสาธารณะ เจ้าหน้าที่โรงแรม มัคคุเทศก์ เจ้าหน้าที่แหล่งท่องเที่ยว และผู้ที่มีโอกาสสัมผัสผู้เดินทางระหว่างประเทศ เช่น ลูกเรือ นักการทูต ผู้เดินทาง ฯลฯ
กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 3 เมื่อมีวัคซีนเพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระดับประชากรและฟื้นฟูให้ประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ประชาชนทั่วไป
ในส่วนของการจัดทีมผู้ให้บริการในระดับสถานพยาบาล ได้แก่ ทีมลงทะเบียน นัดหมาย ทีมบริหารจัดการวัคซีน ทีมให้บริการวัคซน ทีมเฝ้าระวังและตอบโต้ และทีมบริหารจัดการและติดตามผล ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการอนุมติขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบัน ภายใต้สภาวะฉุกเฉินแบบมีเงื่อนไข โดยทะเบียนตำรับยาฯ จะมีอายุ 1 ปี ได้แก่ แอสตร้าเซเนก้า ได้รับอนุมัติทะเบียนจากอย. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 หากมีการเริ่มฉีดวัคซีน คาดว่าในหน่วยงานภาครัฐจะสามารถฉีดได้ราว 5 ล้านโดสต่อเดือน
“การฉีดวัคซีนโควิด-19 ต้องกรอกคำยินยอมในการฉีด โดยชี้แจงให้กับผู้ให้บริการทั่วประเทศ ถึงประเด็นที่ควรระวังเพื่อให้ผู้รับบริการทราบ โดย อย. มีใบยินยอม และข้อมูลที่ประชาชนพกพาง่าย กระจายทั่วประเทศตามวัคซีนด้วย สุดท้าย หากฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม จะมีระบบการบันทึกข้อมูล ขณะนี้อยู่ในช่วงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการรับรองการฉีดวัคซีน เผื่อมีนโนบายการเดินทางเข้าประเทศในอนาคต"
โดย ข้อควรระวัง ในวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า คือ ห้ามฉีดในคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่เคยได้รับการถ่ายเลือด พลาสมา ผลิตภัณฑ์จากเลือด ส่วนประกอบของเลือด อิมมูโนโกลบูลิน ยาต้านไวรัส หรือแอนติบอดี สำหรับการรักษาโควิด-19 ภายใน 90 วันที่ผ่านมา
“นอกจากนี้ ยังรวมถึงคนที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา หรืออยู่ระหว่างการกักตัว ไม่ให้มีการสัมผัสโควิด-19 มีประวัติแพ้วัคซีนหรือสารประกอบในวัคซีน เป็นผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือนอนรักษาตัวและออกจากโรงพยาบาลไม่เกิน 14 วัน” พญ.สุชาดา กล่าว









